Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน อังคาร ส.ค. 04, 2020 1:06 pm

หน้าเว็บบอร์ด ส่วนของผู้เล่น SMN FanCard FanArt & FanFic [Fanfic Novel] "Heaven Tears" EP.2 - "เริ่มการจากลา"

สำหรับลงรูปแฟนอาร์ตและนิยายแต่งเองของชาวSMNครับ

[Fanfic Novel] "Heaven Tears" EP.2 - "เริ่มการจากลา"

โพสต์โดย Feanore เมื่อ พุธ ม.ค. 09, 2019 2:50 pm

"พระอาการของเสด็จแม่เป็นยังไงบ้าง...ท่านหมอหลวง"

อิสมาคาอินทรงมีดำรัสตรัสถามท่านหมอหลวง ด้วยความกังวลเป็นที่สุด

นับว่าเป็นเวลา 3 วันเข้าไปแล้ว นับตั้งแต่พระนางซูไลก้าไดทรงหมดสติลงไป ในระหว่างเสด็จกลับจากอุทยาน ทั่วทั้งวังหลวง ตกอยู่ในความโกลาหล เนื่องมาจากเหตุครั้งนี้ ช่างร้ายแรงยิ่ง พระนางซูไลก้า ซึ่งไม่เคยมีพระอาการประชวรมาก่อนเลย กลับมาทรงล้มลง และก็ได้ทรงประชวรหนักขนาดนี้ ต่างเป็นที่หวาดหวั่นต่อใจของชาวประชาแห่งซาโลม เนื่องด้วยพระชนนีพันปีหลวงซูไลก้า ทรงได้คอยทำนุบำรุงแผ่นดินจนกล้าแข็ง และรวมอำนาจแห่งลาซาล แคว้นที่แข็งแกร่งที่สุดในทางเหนือ ไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซาโลมเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัด จึงไม่แปลกใจเลย หากผู้คนจะพากันแสดงสีหน้าวิตกกังวล ด้วยความเป็นห่วงในพระอาการประชวรครั้งนี้

แต่ถ้าหากจะมีใครที่มีสภาพหนักที่สุด เห็นทีจะเป็นอิสมาคาอิน พระจักรพรรดิ์แห่งซาโลม พระโอรสของพระนางเอง ซึ่งทรงยังมีพระอารมณ์แปรปรวนยิ่ง เนื่องจากพระอาการอันไม่รู้เป็นตายของพระมารดา

พระองค์ทรงไม่กินไม่นอน นั่งเฝ้าพระนางอยู่เป็นเวลาถึงสามวันสามคืน ขนาดงานราชกิจต่างๆ ยังได้ให้มีรับสั่งเอามาทำในห้องของพระนาง เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินไปห่างไกล คอยเฝ้าอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งผ่านมาสามวันเต็มๆ องค์จักรพรรดิ์ทรงไม่อาจอดรนทนไม่ได้อีก จึงได้มีรับสั่งให้หมอหลวงมาเข้าเฝ้า เพื่อถามสาเหตุที่แท้จริงของพระอาการ...

"พระอาญาไม่พ้นเกล้า..."

"ไม่ต้องมามากพิธี บอกมา...เสด็จแม่เป็นอะไรกันแน่"

"คือ...ฝ่าบาท หม่อมฉัน..."

"บอกมาสิ...บอกมา"

ยิ่งหมอหลวงเอาแต่พรํ่าพูดขออภัยโทษ ไม่ก็อึ่กอั่ก ทำให้อิสมาคาอินเกิดความโกรธขึ้น และนํ้าเสียงยิ่งรุนแรงขึ้นไปทุกครั้ง ทำเอาหมอหลวงได้แต่ก้มหน้า ไม่ยอมเงยหน้ามองพระพักตร์ เพราะไม่อยากเห็นสายพระเนตรอันเปี่ยมด้วยพิโรธของอิสมาคาอิน

"ผ่านมาสามวันแล้วนะ...เสด็จแม่ของข้ายังไม่ฟื้น เจ้ามันน่านัก..."

"โปรดทรงประทานอภัยด้วย..."

"เจ้า--"

"เดี๋ยวก่อน...ฝ่าบาท"

"ท---ท่านมหาเสนาบดี"

"พะยะค่ะ...ฟาริด เสนาบดีแห่งซาโลม ถวายบังคมฝ่าบาท"

แต่ก่อนที่อิสมาคาอินจะทำอะไรกับหมอหลวง จู่ๆท่านเสนาบดีฟาริด ผู้ดำรงเสนาบดีมานับแต่รัชกาลก่อน ได้เข้ามาห้ามปรามเอาไว้ก่อน

"พระองค์ทำด้วยอารมณ์เช่นนี้...ดูเป็นการไม่ควรนะ"

"ก็ข้า---"

"อารมณ์ขุ่นมัวเช่นนี้ ไยต้องเอาอารมณ์มาอยู่เหตุผลด้วย ท่านไม่คิดหรือว่าฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าพูด เพราะว่าพระอารมณ์ของพระองค์เอง ทรงไม่น่าทำเช่นนั้นเลย อีกอย่าง...จักรพรรดิ์ไม่สมควรแสดงถึงอารมณ์อยู่เหนือสติ เพราะไม่เคยส่งผลดีให้พระองค์เลย"

"ท่านอาจารย์"

"ในเมื่อเห็นข้าเป็นอาจารย์ ก็ขอให้พระองค์ทรงระงับอารมณ์ก่อน แล้วค่อยถามอาการใหม่อีกครั้ง ด้วยความสงบเถิด"

"เข้าใจแล้ว..."

อิสมาคาอินโดนฟาริดตำหนิ และอิสมาคาอินได้รับโดยดุษณี เพราะนอกจากดำรงเสนบดีแล้ว ฟาริดยังเป็นพระอาจารย์สั่งสอนอิสมาคาอินตั้งแต่เด็ก ดังนั้นคำสอนของอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน ศิษย์อย่างพระองค์ต้องทรงรับเอาไว้...

อิสมาคาอินได้พยายามทำใจให้สงบ ก่อนจะถามอาการของพระมารดาจากหมอหลวงอีกครั้ง

"ว่ามาเถอะ...พระอาการของเสด็จแม่เป็นเช่นไร"

"ฝ่าบาท"

"พูดมาเถอะ...ข้ารับได้"

"..."

หมอหลวงได้รับอนุญาตเช่นนั้น เลยได้กราบทูลต่ออิสมาคาอินว่า

"พระนางซูไลก้า ทรงประชวรด้วยโรคชราตามพระชันษาพะยะค่ะ"

"อะไรนะ..."

"พระอาการนี้... เกิดจากพระนางทรงหักโหมในราชกิจมาอย่างยาวนาน จนร่างกายไม่อาจทนทานได้ แต่เพราะว่าจิตของพระนางฝืนทนมาโดยตลอด ทำให้พระอาการถูกปิดบังเอาไว้ พระนางทรงรู้องค์เองดี จึงได้มีรับสั่งให้ข้า ปิดบังพระอาการเอาไว้ แม้แต่พระองค์ พระนางยังมีรับสั่งไม่ให้บอก เกลือกว่าจะทำให้ทรงเป็นห่วงพะยะค่ะ"

"โถ...เสด็จแม่"

อิสมาคาอินเจ็บปวดยิ่ง เมื่อรู้ว่าพระนางฝืนตน เพื่อช่วยเป็นรากฐานให้พระองค์เอง พระนางทรงอดทนเพื่อพระองค์ ทำทุกๆอย่างเพื่อพระองค์ แต่พระองค์ไม่รู้อะไรเลย มาเอายามสายเกิน ถึงค่อยได้มารู้ มันเป็นความเจ็บปวดอย่างที่สุด...

"แล้ว...เสด็จแม่ของข้าจะ---"

"เอ่อ---"

"ท่านหมอ"

"หม่อมฉัน"

"อา---"

"เสด็จแม่"

ในขณะอิสมาคาอินกำลังขอคำตอบจากหมอหลวงอยู่นั้นเอง จู่ๆได้มีเสียงครางขึ้น มาจากที่ตั้ง อันเป็นเตียงบรรทมของพระนางซูไลก้า เมื่อได้ยินเสียง อิสนมาคาอินได้รีบไปยังที่เตียงหลังนั้นทันที

"เสด็จแม่"

"ลูกแม่"

"อา---ข้าหมดสติไปกี่วันล่ะเนี่ย"

"สามวันพะยะค่ะ...เสด็จแม"

"สามวันเชียวหรือเนี่ย"

ในที่สุด พระนางซูไลก้าได้ฟื้นจากพระอาการประชวร สภาพของพระนางดูอิดโรยยิ่ง สภาพจำเป็นจะต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน อาการดูจะหนักหนาสาหัสสำหรับพระนาง

"พระนาง"

"ท่านเสนาบดี...ท่านอยู่ด้วยรึ"

"พะยะค่ะ...หม่อมฉันอยู่นี่ด้วยพะยะค่ะ"

"นึกอยู่แล้วว่าเสียงเข้มที่ลอยแว่วเข้าหูข้าตอนสลึมสลือนั้นเป็นของใคร​ ท่านนั้นเอง​ คงจะดุลูกข้าอีกแล้วล่ะสิ"

"หามิได้... หม่อมฉันหรือจะกล้า​ แค่ทูลเตือนเพียงเท่านั้น--"

"เอาล่ะ​ ท่านไม่ต้องมากพิธี​ ที่ท่านมานี่ด้วยเหตุอันใด"

คำถามที่พระนางทรงตรัส​ขึ้นมา​ ทำให้สีหน้าของท่านมหาเสนาบดีเปลี่ยนไป​ สีหน้าที่เคยผ่อนคลาย​ กลับเคร่งขรึมขึ้น​ จนแม้แต่อิสมาคาอินยังสงสัย

"มีอะไรหรือท่านอาจารย์​ ไฉนสีหน้าท่านจึงเป็นเช่นนั้น"

"เฮ่อ...ฝ่าบาท​ หม่อมฉัน---"

"เป็นคำขอของแม่เอง​ แม่มีเรื่องไหว้วานให้ท่าเสนาบดีไปทำภารกิจบางอย่างน่ะนะ"

"ภารกิจงั้นหรือ"

"ใช่...แต่ก่อนอื่น​ นี่มันเวลาที่ลูกต้องเข้าประชุมขุนนางตอนบ่ายแล้ว​ จงรีบไปเถอะ"

"แต่ว่า..."

"ไม่มีแต่​ ราชการแผ่นดิน​สำคัญกว่าตัวแม่​ รีบไปเถอะ"

"พะยะค่ะ...หม่อมฉันทูลลา"

อิสมาคาินได้แต่ต้องยอมจากไปอย่างเสียไม่ได้​ เพราะเวลาเสด็จแม่โกรธขึ้นมา​ พระองค์มักมองหน้าไม่ติด ไม่ใช่ความกลัว​ หากแต่เกรงใจท่านมากกว่า​ อีกทั้งพระนางยังพูดถูก​พระองค์เลยทรงรีบเดินออกจากห้องบรรทมของพระนางไปอย่างรวดเร็ว

"ยังเข้มงวดกับฝ่าบาทเช่นเคย​ แม้จะทรงอยู่ในสภาพนี้ก็ตาม"

"ก็ต้องเป็นเช่นนั้นแหละ​ ไม่ว่าลูกโตซักแค่ไหน​ หากทำตัวงอแงก็ต้องดุให้จํา​ ไม่งั้นจะเหลิงเอาได้"

"มิน่าฝ่าบาทถึงบ่นทุกครั้งว่า​ เสด็จแม่ชอบดุข้าอยู่เรื่อยเลย​ เมื่อจะเข้าไปอ้อนท่าน"

"เฮ่ย...ท่านก็ช่างกระไร​ ยังจะเย้าข้าเล่นอีก"

"คุณแม่ขี้บ่น--"

"แน่ะ... ยังจะพูดอีก​ เดี๋ยวเถอะ​ แม้เป็นเพื่อนกันข้าก็โกรธนะ"

"อ่อ... งั้นสหายคนนี้ขอโทษ​ด้วยแล้วกัน"

"แล้วที่มานี่​ คงเกี่ยวกับเรื่องนั้นล่ะสิ"

ฟาริดที่แสดงท่าทางล้อซูไลก้าด้วยในฐานะที่สนิทสนมมานาน​อย่างมีความสุข ได้เปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นเคร่งครึม​ ก่อนจะตอบสิ่งที่นางได้ถามเขา

"เขามาถึงโอเอซิสซานตาน่าแล้ว​ พร้อมกับครอบครัวของเขา"

"งั้นเหรอ... เขาเป็นยังไงบ้าง​"

"ก็ตามสภาพคนแก่ล่ะนะ​ การเดินทางได้สร้างภาระทางกายอย่างมาก​ แต่ก็ยังไหวอยู่​ เขาคนนั้นยังคงนึกถึงและปรารถนาขอให้เธอมีความสุขอยู่"

"นี่ขนาดสังขารแทลจะไม่ไหว​ ยังจะมานึกถึงคนอื่น​ เขาช่างดีจริงๆ​ แค่กๆๆๆ"

"พระนาง"

"ไม่เป็นไร​ ข้ายังไหวอยู่​ แต่ก็คงอีกไม่นานหรอก"

"พระนาง..."

"ถึงเวลาที่ข้าต้องทำอะไรบางอย่างก่อนที่เทียนแท่งนี้จะดับสิ้นอย่างสมบุรณ์​ ฟาริด..."

"พะยะค่ะ"

"เรื่องนี้จะต้องถูกเก็บไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม​ เวลาจะเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง​ ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตา​ ลูกผิดหนักหนา​ แต่จะไม่ให้ลูกต้องทำกรรมเดียวกับหม่อมฉัน..."

ซูไลก้าเงียบไปชั่วขณะ​ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา

"อาลักษณ์​อยู่หรือไม่"

"อยู่นี่แล้วพะยะค่ะ"

"จงนำกระดาษ​ ปากกา​ โต๊ะเขียน และขวดหมึกมาให้ข้า"

"พะยะค่ะฝ่าบาท"

อาลักษณ์​ขอตัวออกไป​ ก่อนจะกลับมาในอีกไม่กี่นาที​ พร้อมกับสิ่งที่พระนางต้องการ

"จะเอาจริงหรือ"

"เอาจริงสิ"

"เฮ่อ...สิ่งที่ข้ากังวลกำลังจะกลายเป็นความจริง​ อิสมาคาอินเป็นทั้งศิษย์และก็ยังเป็นดั่งหลานข้า​ ข้าไม่อยากเป็นศัตรูกับเขาเลยจริงๆ​"

"สิ่งนี้อาจจะช่วยท่านได้"

ซูไลก้าได้จัดการตัวเอง​ ลุกขึ้นหลังผิงพนักเตียง​ ในขณะที่ฝ่ายอาลักษณ์จัดโต๊ะเครื่องเขียนถวายให้พระนางจนแล้วเสร็จ​ จึงได้กราบทูลลาเพื่อให้พระองค์ได้ดำเนินกิจส่วนพระองค์

"ข้ารู้อุปนิสัยของลูกชายคนนี้ดี​ เหมือนกับข้ารู้ถึงตัวตนของท่านดีเช่นกัน​ ทุกสิ่งที่ข้าจะเขียนลงไปนี้​ อาจจะช่วยไม่ได้มาก​ แต่ว่าอย่างน้อยต้องหยุดยั้งความโกรธของลูกข้าได้แน่ๆ"

"ซูไลก้า... เจ้าสำนึกในบาปนั้นมาโดยตลอด​ คิดว่าข้าไม่รู้หรือ"

"ข้ารู้ว่าเจ้ารู้... ดังนั้นข้าจึงเชื่อมั่นในตัวเจ้า​ เหมือนกับที่อิสฮานเชื่อเจ้าเสมอมา"

"..."

"...ช่วยรักษา​ คุ้มครอง​ นำทางลูกชายของข้าด้วย​ พี่ฟาริด...น้องสาวคนนี้ไม่ขออะไรอีกแล้ว​ ช่วยปกป้องเขาด้วย..."

"อย่าร้องสิ..."

"พี่คะ... น้องขอร้องล่ะ​ ตัวน้องอาจจะอยู่ไม่ถึงวันนั้น​ จึงอยากให้พี่ชาย​ช่วยหลานของท่านพี่ด้วย"

คำขอของซูไลก้าทำให้ฟาริดสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง​ นี่หรือว่าอิสมาคาอินเริ่มมีเหตุสงสัยอะไรขึ้นมาบ้างแล้วหรือเนี่ย​ ฟาริดได้แต่แสดงความกลัดกลุ้มใจ​ เดิมทีเขาว่าจะปลดเกษียณ​ไปดำรงชีพตามประสาผู้อาวุโส​ แต่ก็เพื่อทำงานครั้งสุดท้าย​ เขาจึงยังคงอยู่

งานชิ้นนั้นจะใกล้จะเสร็จแล้ว​ แต่ว่างานกลับมีมาเพิ่มอีก​ และยังไม่ใช่งานธรรมดา​เลย​ เพราะถ้าหากผิดแม้แต่นิดเดียว​ ทวีปเมอริเซียอาจจะเข้ายุคสงครามอีกครั้ง

สิ่งที่ซูไลก้าขอต่อเขาคือเหตุที่อาจทำให้ต้องตั้งตนต่อต้านองค์จักรพรรดิ์​ เขาไม่อาจทำได้​ ด้วยเป็นข้าบาทแห่งราชวงศ์​ มีหรือจะกล้าทำมิบังควรได้​ แต่เมื่อเห็นนํ้าตาของอีกฝ่ายแล้ว​ เขาแทบไม่เอ่ยปากปฎิเสธเลย

"ข้าขอรับไว้... บาปโทษที่จะเกิดขึ้น​ หากว่าเพื่อความสงบสุข​ ต่อให้โดนสาปแช่งชั่วกัปชั่วกัลป์​ ข้าพร้อมรับมันทั้งหมด​ มิใช่ด้วยความภักดีเพียงอย่างเดียว​ แต่เพื่อตัวของหลานชายที่ข้ารักดั่งลูกด้วยเช่นกัน"

"ขอบคุณนะคะ...พี่ชาย"

ซูไลก้าได้กล่าวขอบคุณด้วยดวงตาที่บ่งบอกว่า​ขอบคุณเท่าไหร่ก็ไม่มีวันพอ​ นางยินดีที่คนที่นางให้เป็นทั้งสหายและพี่ชายคนนี้เข้าใจในความรู้สึกของนาง​ ตอนนี้นางได้หมดห่วงแล้ว

"เอาล่ะ... ถึงเวลาต้องทำเรื่องนี้ให้จบเสียที"

นางเริ่มเขียนอะไรบางอย่าง​ อะไรบางอย่างที่จะพลิกชะตาทวีปเมอริเซียไปอีกครั้งหนึ่ง
Feanore
0
 
โพสต์: 4
Cash on hand: 50.00

ย้อนกลับไปยัง SMN FanCard FanArt & FanFic

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron