Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน อังคาร ธ.ค. 10, 2019 11:19 pm

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 8 @@

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


@@ นิยายSMN Epi9 Chapter 8 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ส.ค. 11, 2010 4:23 am

Chapter 8


ภายในท้องพระโรงเต็มไปด้วยเสียงแสดงความยินดี และเสียงหัวเราะจากบรรดาแม่ทัพนายกองฟีเลเซีย ทุกคนต่างคุยกันถึงชัยชนะของกองทัพนักบวชที่มีเหนือ กองทัพปีศาจของซาโลมกันอย่างออกรส และไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะนายทหารระดับสูงเท่านั้น แต่แทบจะทุกหย่อมหญ้าในเมืองอาวีเลีย ก็มีการพูดถึงชัยชนะของกองทัพนักบวชด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะกองทัพนักบวชแทบไม่เสียกำลังพลในขณะที่อีกฝ่ายเรียกได้ว่าพ่ายแพ้ยับเยิน เรียกขวัญและกำลังใจของบรรดาทหารและชาวเมืองให้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย หลังจากที่อยู่ในมลภาวะหดหู่และขวัญเสียมานาน และเพราะชัยชนะในครั้งนี้เองทำให้ฟีเลเซียร้องขอการสนับสนุนด้านกำลังพลจากทางศาสนจักรมากขึ้น


ที่อีกฟากของทวีป อาณาจักรฟูดินันก็เร่งระดมพลเป็นการใหญ่ เนื่องจากถึงกำหนดการผลัดเปลี่ยนกองทัพ ซึ่งในครั้งนี้ถึงกำหนดที่ฮารีซันจะต้องเป็นผู้นำทัพไปประจำการที่สนามรบ เวลานี้ครอบครัวบันดาราจึงตกอยู่ในความเศร้าสร้อยไม่ต่างจากครอบครัวอื่นๆ ที่สมาชิกในบ้านถูกเกณฑ์ไปสนามรบ

แต่ผู้ที่ทุกข์ใจที่สุดก็คงจะเป็นอิสฮาน เขามองดูสมาชิกบ้านบันดาราที่กำลังเศร้าสร้อยด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง แม้เขาจะพยายามลืมอดีตของตนเองมากเท่าใด แต่ก็ไม่อาจหนีความจริงที่ตามมาหลอกหลอนเขาได้ เขาเดินเข้าไปหาวานาอันที่กำลังเย็บเสื้อหนังสัตว์ให้ฮารีซันเพื่อใช้กันหนาวเวลาที่อยู่ฟากฟีเลเซีย หญิงสาวแทบไม่ค่อยยิ้มแย้มมาเกือบอาทิตย์แล้ว และยิ่งจวนจะถึงวันเคลื่อนพล บรรยากาศรอบตัวของเธอก็ยิ่งเศร้าหมองยิ่งขึ้น

“ข้าขอโทษ” อิสฮานพูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

“หืม ?” วานาอันที่กำลังง่วนอยู่กับการเย็บเสื้อเงยหน้าขึ้นถามเพราะไม่ทันฟังคำเด็กชายพูด “เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”

“ข้า...ข้าพูดว่า ท่านเย็บเสื้อให้พี่ฮารีซันรึ?” อิสฮานแสร้งเปลี่ยนเรื่อง

“ใช่” วานาอันตอบด้วยน้ำเสียงไม่ร่าเริง “สิ่งที่ข้าทำได้ก็มีเพียงเท่านี้ ข้าหวังว่าอย่างน้อยเสื้อนี่จะช่วยปกป้องพี่ฮารีซันได้บ้าง แม้จะแค่จากลมหนาวของฟากฟีเลเซียก็ยังดี”

อิสฮานได้ยินดังนั้นจิตใจก็ยิ่งห่อเหี่ยว ทำให้วานาอันสามารถสัมผัสได้ “ทำไมหรือ? ข้าสัมผัสได้ถึงความทุกข์ของเจ้า เจ้าก็เสียใจเหมือนกันที่พี่ฮารีซันต้องไปสนามรบใช่ไหม?” วานาอันแปลความทุกข์ของอิสฮานด้วยความเข้าใจผิด

“เหมือนข้าเลย ข้าหน่ะไม่มีทั้งพ่อและแม่ เหลือเพียงแค่ท่านปู่กับพี่ฮารีซัน ท่านปู่ก็อายุมากแล้วถ้าพี่ฮารีซันเป็นอะไรไปอีกคน ข้าคง...” วานาอันรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจเมื่อคิดว่าตนต้องอยู่เพียงลำพังบนโลก

“ท่านยังมีข้านะ ข้าจะอยู่กับท่านเอง ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งท่านไปไหน จะไม่ทิ้งท่านให้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว” อิสฮานให้คำมั่น

วานาอันได้ยินดังนั้นก็หัวเราะคิกใบหน้าเบิกบานขึ้นทันที จึงพลอยทำให้อิสฮานยิ้มตามไปด้วยเขาอยากเห็นรอยยิ้มของหญิงสาวมากกว่าสิ่งอื่นใดในฟูดินัน

“จริงสินะ เราก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วนี่ เจ้าก็เหมือนเป็นน้องชายของข้า ข้านี่เป็นพี่สาวที่แย่จริงๆ เอาแต่คิดถึงแต่ความเศร้าของตัวเอง ทั้งๆ ที่เจ้าเองก็กำลังโศกเศร้าเหมือนกัน”

“พี่วานาอัน ข้าพูดจริงๆ นะ ข้าสัญญาว่าจะอยู่กับท่าน จะคอยปกป้องและอยู่ข้างกายท่านตลอดไป” อิสฮานกล่าวคำมั่นสัญญาอีกครั้ง

วานาอันได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มด้วยความซาบซึ้งใจและประทับใจในคำพูดของเด็กชาย “ขอบใจนะ อิสฮาน” วานาอันชูนิ้วก้อยขึ้น ซึ่งอิสฮานก็ยกนิ้วก้อยของตนขึ้นเกี่ยวกับนิ้วของหญิงสาว “เราสัญญากันนะว่าจะไม่ทิ้งกันไปไหนเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”

“อืม ข้าสัญญา” อิสฮานยิ้มกว้างตอบด้วยความหนักแน่น และเขาตั้งใจจะกระทำตามที่ลั่นวาจาไว้จริงๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 8 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ส.ค. 11, 2010 4:24 am

เมื่อถึงวันกำหนดเคลื่อนพล บรรยากาศทั่วทั้งอาณาจักรฟูดินันก็มีแต่ความเศร้าสร้อย ครอบครัวต่างกอดกันด้วยความอาลัยอาวรณ์ ผู้เฒ่าวูจินยืนอยู่บนประรำพิธีซึ่งจัดเตรียมไว้เพื่อรอต้อนรับกองทัพฟูดินันที่กำลังจะเดินทางกลับมาจากสนามรบ โดยมีฮารีซันที่อยู่ในชุดเต็มยศยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองมองบรรยากาศรอบตัวแล้วยิ้มให้แก่กัน สองปู่หลานไม่ต้องพูดอะไรกันมากเพราะต่างก็สื่อถึงกันได้ วูจินมองวานาอันที่กำลังน้ำตาร่วงก้มหน้างุดอยู่ข้าง ๆ ก็ตบไหล่ฮารีซันเบา ๆ เหมือนจะบอกให้ฮารีซันเข้าไปปลอบน้องสาว

ฮารีซันพยักหน้าอย่างเข้าใจพลางเดินยิ้มเข้าไปหาน้องสาว ลูบศีรษะอย่างรักใคร่

“วานาอัน เจ้าคิดว่าพี่จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกหรือ? หรือเจ้าคิดว่าพี่จะพ่ายแพ้ไม่เป็นท่ากลับมา?”

“ไม่นะคะ น้องไม่เคยคิดว่าพี่จะพ่ายแพ้ พี่ฮารีซันเก่งที่สุด เข็มแข็งที่สุด” วานาอันตกใจรีบตอบแก้คำพูดของพี่ชายทันที

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ไม่ควรร้องไห้สิ ยิ้มส่งพี่ พี่จะได้มีกำลังใจ เจ้าร้องไห้แบบนี้ พี่ก็พลอยรู้สึกหดหู่ ไม่มีกำลังใจรบไปด้วย แถมยังทำให้อิสฮานยิ่งวิตกกังวลเข้าไปใหญ่” ฮารีซันแกล้งพูดหยอกเมื่อเห็นว่า อิสฮานก็มองหญิงสาวด้วยสายตาวิตกกังวลเช่นกัน

“โอ๊ะ” วานาอันได้ยินดังนั้นก็รีบยกมือขึ้นเช็ดหน้าตาตนเองเป็นการใหญ่ “ขอโทษค่ะ น้องไม่รู้ว่าทำให้พี่ฮารีซันลำบากใจ ข้านี่แย่จริง ๆ คิดถึงแต่ตัวเองอีกแล้ว” เมื่อเช็ดหน้าเช็ดตาเสร็จแล้วก็รีบคลี่ยิ้มให้พี่ชาย ทำให้ฮารีซันอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่า รอยยิ้มของเธอ เรียกรอยยิ้มจากทั้งวูจิน และ อิสฮานได้ด้วยเช่นกัน

“เอาหล่ะ ๆ พวกเจ้าได้ยินกันแล้วใช่ไหม?” วูจินยกมือขึ้น เหมือนจะเพื่อปราบบรรดาชาวบ้าน “อย่าเอาแต่ร้องไห้ร่ำลากัน พวกเขาเป็นวีรบุรุษผู้กล้าของพวกเรา ให้กำลังใจ และ ยิ้มส่งให้พวกเขาเถิด ให้พวกเขาจดจำรอยยิ้มของเราเพื่อเป็นกำลังใจ ให้เขานึกถึงใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเราแล้วรีบกลับมา อย่าเอาแต่ร้องไห้เหมือนจะสั่งลากัน เพราะรังแต่จะทำให้ห่อเหี่ยวหมดกำลังใจกันไปเท่านั้น”

บรรดาหญิงชาวบ้านเมื่อได้ยินดังนั้น แล้วเห็นว่าเจ้าหญิงของพวกตนก็กระทำเช่นเดียวกัน จึงเช็ดหน้าเช็ดตากัน บรรดาคนหนุ่มในกองทัพก็ค่อยยิ้มออก มีกำลังกันมากขึ้น บรรยากาศที่โศกเศร้าจึงค่อย ๆ จางลง

“อืม ค่อยดีขึ้นมาหน่อย” วูจินยิ้มพลางพยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนจะยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ

เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงขึ้นพร้อม ๆ กับที่บรรดาเด็ก ๆ ในชุดประดับประดาสวยงามวิ่งกรูกันออกมา ในมือถือช่อดอกไม้ใบไม้โบกไปมา ปากก็ร้องเพลงอวยพรให้เหล่าทหารฟูดินันมีชัยปลอดภัยกลับมา

“ได้เวลาแล้วครับท่านปู่” ฮารีซันกล่าวก่อนจะสวมกอดชายชรา “รักษาสุขภาพด้วยนะครับ”

“ขอให้เทพเจ้าคุ้มครองเจ้าให้ปลอดภัย” วูจินกอดหลานชายกล่าวอวยพร น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น

“พี่ไปแล้วนะวานาอัน รักษาตัวดี ๆ ดูแลท่านปู่แทนพี่ด้วย” ฮารีซันกอดน้องสาวที่รัก ลูบศีรษะอย่างปลอบประโลม

“ค่ะ ค่ะ” วานาอันตอบได้แค่นั้นเพราะเกรงจะร้องไห้ออกมาอีก พลางกอดพี่ชายไม่ยอมปล่อยจนเมื่อมั่นใจแล้วว่าสามารถเก็บอารมณ์โศกเศร้าไว้ได้จึงได้คลายมือก่อนจะยิ้มส่งพี่ชายของเธอ

“หึ เก่งมาก น้องพี่” ฮารีซันยิ้มพลางลูบศีรษะน้องสาวอีกครั้ง เขารู้ดีว่าวานาอันเด็กหญิงที่เคยขี้แยวิ่งตามหลังเขาเสมอกำลังค่อย ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข็มแข็งทีละนิดแล้ว

ฮารีซันหันมาหาอิสฮาน ซึ่งก็ทำให้เห็นว่าเด็กชายกำลังมองวานาอันด้วยความเป็นห่วงอยู่ แต่ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอารมณ์บางอย่างที่เจืออยู่ ความอาทรอย่างนั้นหรือ? ฮารีซันมองอิสฮานอย่างใช้ความคิดแต่ก็เก็บไว้ในใจ ไม่ได้พูดอะไรออกมา ฮารีซันวางมือบนไหล่อิสฮานก่อนจะพูดกับเขา

“ช่วงเวลาที่ข้าไม่อยู่ ฝากดูแลท่านปู่กับวานาอันด้วยนะ”

“ไม่ต้องห่วงครับพี่ฮารีซัน ข้าจะปกป้องดูแลท่านปู่กับพี่วานาอันอย่างดีที่สุด”

“อืม ขอบใจมาก” ฮารีซันยิ้มพลางตบไล่ของเด็กชาย
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 8 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ส.ค. 11, 2010 4:25 am

เมื่อเสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้นเป็นสัญญาณได้เวลาเคลื่อนทัพ ฮารีซันซึ่งเวลานี้นำอยู่กองทัพชูกำปั่นขึ้นเป็นสัญญาณเคลื่อนพล ก่อนจะค่อย ๆ ทยอยเดินเท้าผ่านซุ้มประตูฝั่งทิศใต้มุ่งสู่ช่องเขาวอลเนียทางเชื่อมสู่อาณาจักรฟีเลเซีย เสียงโห่ร้องอวยชัยให้พรจากบรรดาชาวฟูดินันก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงสะท้อนของฝีเท้าที่นักแน่นของกองทัพฟูดินันก็ดังสะท้อนก้องป่า

นอกชายป่าเขตฟูดินัน บนต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่ง มีเงาทะมึนของใครบางคนแอบอยู่หลังพุ่มใบไม้ที่ถูกนำมาวางเรียงไว้เพื่อทำเป็นที่กำบังกายอย่างแยบยล เขากำลังจ้องมองแถวกองทัพที่ทยอยเคลื่อนออกจากฟูดินันด้วยสายตาแข็งกร้าวก่อนจะหยิบนกตัวหนึ่งออกจากกรงเล็ก ๆ แล้วปล่อยมันบินหายเข้าไปในป่าลึก


เป็นเวลากว่าอาทิตย์แล้วที่กองทัพผลัดของฟูดินันเดินทางกลับมาถึง ในครั้งนี้ผู้ที่เดินทางกลับมาส่วนใหญ่จะเป็นคนป่วยแต่ผู้ที่บาดเจ็บ เนื่องจากการรบที่รุนแรงและดุเดือดยิ่งขึ้น ทำให้ทหารส่วนใหญ่ยังคงอยู่ประจำการที่สนามรบ ทุกคนที่เดินทางกลับมาต่างก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี แม้จะดูเหมือนมีความสุข แต่ทุกก็ล้วนแต่มีแววแห่งความทุกข์ปรากฏบนใบหน้า เพราะแม้จะยินดีที่พวกเขารอดชีวิตกลับมา ทว่าเมื่อรักษาร่างกายจนหายดีเมื่อไหร่ พวกเขาก็ต้องกลับไปที่สนามรบอีก เป็นวงจรอยู่เช่นนี้ จนกว่าสงครามจะจบ หรือ จนกว่าพวกเขาจะจบชีวิตที่กลางสนามรบนั่นเอง

ทว่าไม่ใช่เพียงแค่บรรยากาศอึมครึมน่าหดหู่เท่านั้นที่เกิดขึ้นในฟูดินัน แต่มีบรรยากาศที่น่าอึดอัด และเกิดความไม่พอใจขึ้นในหมู่ชาวฟูดินันด้วย เหตุเพราะว่าบรรดาทหารที่เดินทางกลับมาจากสนามรบได้พบกับอิสฮานเข้า การเคลือบแคลงสงสัยและไม่ยอมรับ จึงเกิดขึ้นและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพราะบรรดานายทหารเหล่านั้นต้องรับทัพจับสึกกับพวกกองทัพซาโลมมานาน จนสามารถแยกแยะรูปพรรณสัญฐานของชาวซาโลมได้ ต่างก็เชื่อว่าอิสฮานเป็นชาวซาโลม เป็นสายสืบจนถึงขึ้นอาจเป็นองค์รัชทายาทที่หายสาบสูญของอาณาจักรซาโลม การเล่าลือที่บอกต่อๆ กันไป ถึงแต่งเติมเสริมเข้าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ แต่มันทำให้อิสฮานอาศัยอยู่ในฟูดินันได้ลำบากขึ้น บรรดาชาวบ้านที่เคยให้ความสนิทสนมด้วยก็หมางเมินเพิกเฉยจนถึงขั้นแสดงท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ก็มี

เวลาที่อิสฮานเดินไปไหนมาไหนกับวานาอันก็มักจะตกเป็นเป้าสายตาอยู่เสมอ ซึ่งแม้แต่วานาอันก็ยังรู้สึกอึดอัดแทน เมื่อเสียงซุบซิบนินทาขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ที่สุดวานาอันและอิสฮานก็แทบจะไม่ออกจากบ้านไปไหน นอกจากไปใต้ต้นอิกดราซิล หรือธุระเล็กๆ น้อยๆ บริเวณใกล้ๆ บ้านเท่านั้น ด้านอิสฮานก็ได้แต่พร่ำกล่าวขอโทษต่อวานาอัน แม้เธอจะไม่เข้าใจว่าทำไมอิสฮานต้องกล่าวขอโทษกับเธอทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดของเขา

วันหนึ่งขณะที่วานาอันออกไปเลือซื้อของในตลาดกับผู้เฒ่าวูจิน โดยมีอิสฮานคอยถือตระกร้าเดินตามหลังบุคคลทั้งสอง ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงร้องเรียกลูกค้าที่แสนจะคุ้นหู

“นี่นะเป็นของที่หายากสุดๆ เลยนะ ข้าต้องร่องเรืออ้อมขึ้นเหนือเป็นเดือนๆ เชียวนะ กว่าจะไปถึงแคว้นลาซาลทางตอนเหนือของทวีปใต้

“แต่มันราคาแพงมากนะ ใครจะมีปัญญาซื้อได้” ชายชาวฟูดินันโต้

“โธ่ พี่ชาย ข้าต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเดินทางไปถึงที่นู่นเกือบโดนหมึกยักษ์และพายุทะเลทรายสังหาร ราคาเท่านี้ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ แล้วน้า” เสียงพ่อค้าต่อรองอย่างไม่ลดละ

“ไม่ไหวหรอกถ้าเจ้าไม่ลดราคาลง ข้าก็ไม่ซื้อหรอก”

“แหม ต่อเก่งจริงๆ พี่ชาย เอาอย่างนี้แล้วกันข้าแถมผ้าคลุมนี้กับสร้อยไข่มุกนี่แทนแล้วไม่ต้องต่อข้าแล้วนะ”

“โอ้ยข้าจะเอาสร้อยมุขไปทำไม ข้ายังไม่มีเมีย” เสียงชายคนเดิมพูด

“แหม พี่ชายก็ ก็เอาไปเป็นของกำนัลสาวๆ สิ สาวๆ เห็นต้องตาโตแน่ๆ เอ๊า! สาวน้อยเจ้ามีคู่รึยัง? อ๊ะ! ยังรึ? พอดีเลย ว่างัยพี่ชาย? ให้น้องสาวคนนี้ก็ได้นะ” เสียงเป่าปากหัวเราะชอบใจของบรรดาชาวบ้านที่มามุ่งดู ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายและสนุกสนานครื้นเครงหลังจากที่เงียบเหงาหดหู่มานาน

“ขอบคุณ ขอบคุณ พี่ชาย ถ้าท่านจีบนางได้สำเร็จ อย่าลืมมาใช้บริการสินค้าสำหรับงานวิวาห์ของข้านะ ฮา ฮา ฮา” เสียงเป่าปากหัวเราะชอบใจก็ดังออกมาจากกลุ่มชาวบ้านอีก

“เอาหละ ชิ้นต่อไปนี้ เป็นสุดยอดของหายากเลย” เสียงขุดคุ้ยของดังขึ้น อิสฮานพยายามชะเง้อด้วยความสนใจ เพราะวูจินและวานาอันหยุดยืนฟังเสียงพ่อค้าเร่ “เป็นหีบเล็กที่เอาไว้เก็บกริชขององค์รัชทายาทแห่งซาโลม”

เสียงฮือฮากระซิบกระซาบดังขึ้นทันที อิสฮานใจหายวาบกำตะกร้าในมือแน่น เขาพยายามเดินแทรกกลุ่มชาวบ้านเข้าไปเพื่อมองให้เห็นใกล้ๆ วานาอันสังเกตุเห็นเข้าก็รีบเรียกเด็กหนุ่มกลับมา แต่ไม่กล้าเรียกเต็มเสียง อิสฮานซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงเรียก เดินแทรกผ่านกลุ่มคนลึกเข้าไปเรื่อยๆ วูจินที่ยืนมองอยู่ตลอด เมื่อหลานสาวหันหน้ามาเป็นเชิงขออนุญาต วูจินจึงพยักหน้าให้พลางมองตามหลานสาวที่เดินแทรกฝ่ากลุ่มคนเข้าไปตามหาอิสฮาน
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 8 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ส.ค. 11, 2010 4:26 am

“พวกเจ้าต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่า ข้าน่ะได้รับหีบใบนี้จากองค์รัชทายาทเลยเชียวนะ กว่าข้าจะได้เข้าเฝ้าเนี่ยต้องผ่านการตรวจค้นของบรรดาทหารยามเป็นยี่สิบสามสิบชั้น”

“ขนาดนั้นเชียวรึ?” หญิงวัยกลางคนถามขึ้น

“พวกเจ้าอยู่แต่ที่นี่อาจจะไม่รู้ แต่ที่แถบซาโลมเขาลือกันทั่วว่า ราชินีของอาณาจักรซาโลมรักและหวงแหนองค์รัชทายาทมาก ไม่ต่างจากมังกรหวงไข่เชียวล่ะ พระนางสามารถสั่งประหารใครก็ตามที่ทำให้องค์รัชทายาทมีบาดแผลขีดข่วน ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กๆ”

“โอ้ ช่างโหดร้ายป่าเถื่อนจริงๆ “เสียงพึมพำวิพากวิจารณ์ดังขึ้นแทบจะทันที

“อ๊ะ! อ๊ะ! อย่าเพิ่งคุยกันเอง ฟังทางนี้ก่อน” พ่อค้าเร่ร้องเรียกความสนใจ “นี่นะ หีบนี้ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสมบัติหลายพันชิ้นที่ถุกซ่อนอยู่ใต้ภูเขาไฟที่มีมังกรลาวาแม็กม่าดราก้อนเฝ้าอยู่ ถ้าใครได้เป็นผู้ครอบครองก็จะปลอดภัยเหมือนมีพลังของมังกรลาวาคอยพิทักษ์ปกป้อง” เสียงฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับสียงตะโกนตามราคากันเซ็งแซ่

อิสฮานเงยหน้ามองหีบในมือพ่อค้าเร่ก่อนจะเลื่อนสายตามามองใบหน้าของเขา ชายร่างเตี้ยยังคงคุยฟุ้งถึงบรรยากาศของราชวังแห่งซาโลม แต่อิสฮานมั่นใจเหลือเกินว่าเขาไม่เคยเห็นหน้าชายคนนี้มาก่อน อย่าว่าแต่ของในมือที่อ้างว่าได้รับจากเขาโดยตรงเลย หีบนั่นมองดูสวยดีก็จริง แต่มันดูธรรมดาๆ เหมือนสินค้าที่หาได้ทั่วไปในตลาดของซาโลม เขารู้เพราะท่านนาริสเคยพาเขาขึ้นรถม้าชมตลาดสองสามครั้ง เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน อิสฮานย่นจมูกขึ้นเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้พูดโกหก แต่คำพูดของเขาฟังดูน่าตื่นเต้นและสมจริงน่าเชื่อถือเหลือเกิน หากไม่ใช่เพราะว่าพ่อค้าผู้นี้กำลังพูดโกหกเรื่องของเขาอยู่ละก็ เขาคงจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเช่นกัน

วานาอันที่แทรกตัวเข้ามาถึงเขาจนได้ รีบคว้ามือเด็กหนุ่มไว้ พลางกระตุกคล้ายจะเรียกให้ตามเธอออกไป แต่อิสฮานก็ไม่ยอมขยับไปไหน หรือจะเป็นเพราะความคิดถึงบ้านจึงทำให้เขาอยากจะอยู่ฟังจนกว่าพ่อค้าร่างเตี้ยผู้นี้จะโกหกไปถึงไหน หรือจะเป็นเพราะเขาอยากจะฟังเรื่องเกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอนของตน แม้จะเป็นเพียงเรื่องโกหกก็ตามที ตัวอิสฮานเองก็ไม่อาจรู้ได้ เขาไม่ได้มีกระจิตกระใจจะคิดวิเคราะห์ความคิดของตนในขณะนั้น

“เจ้าได้มันมาจากเจ้าชายซาโลมจริงๆ รึ?” หญิงวัยกลางคนอีกคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“หน้าตาของมันเป็นอย่างไร? โหดน่ารักมดุดันมากเลยใช่ไหม?” ชายแก่อีกคนถาม

“โอ้ย! ตาคมของเจ้าชายซาโลมหน่ะ คมกริบแข็งกร้าวทีเดียว แม้จะยังอายุไม่เท่าไหร่ แต่แววตากระหายเลือด เนี่ยทำให้ข้าถึงกับเข่าอ่อนเลยเชียวหล่ะ” พ่อค้านามโจซานพูดคุยอย่างออกรสพร้อมแสดงท่าทางประกอบคำพูด ทำให้อิสฮานแอบลอบหัวเราะออกมา

แต่แล้วเขาก็เริ่มรู้สึกว่าตนตกเป็นเป้าสายตาของคนรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะบรรดาชาวบ้านเริ่มสังเกตเห็นว่าอิสฮานเข้ามายืนอยู่ในกลุ่มของพวกเขา บ้างก็สะกิดเรียกให้ดูพลางกระซิบกระซาบกัน จนในที่สุดทุกคนก็หันมาจ้องมองเขาเป็นตาเดียว พร้อมกับถอยห่างจนเหลือว่างเป็นวง มีเพียงเขาและวานาอันที่ยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อม ความเงียบเข้ามาแทนที่

“อ้าว เป็นอะไรกัน ทำไมเงียบกันหมด” โจซานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ถามขึ้นพลางหันซ้ายหันขวามองทุกคนด้วยความงงงวย

วานาอันเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็นึกโกรธขึ้นมา เพราะความรู้สึกของเธอที่มีต่ออิสฮานนั้นไม่ต่างจากพี่น้องที่เติบโตด้วยกันมา เธอคิดว่าเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องปกป้องอิสฮาน เธอคิดว่าอิสฮานไม่มีทางเป็นเจ้าชายซาโลมได้ ก็แม้แต่เจ้าหญิงเรจิน่าแห่งอาณาจักรฟิเลเซียก็ยังบอกว่าไม่น่าเป็นไปได้ ที่เจ้าชายซาโลมจะมาถึงฟูดินันได้เพียงลำพังภายในเวลาไม่กี่วันหลังจากการหายตัวไปที่อาณาจักรซาโลม คิดได้ดังนั้นวานาอันก็จูงอิสฮานเดินตรงไปหาพ่อค้าโจซานทันที

อิสฮานที่กำลังตระหนกกับท่าทีของชาวบ้าน ทำให้ก้าวขาไม่ออกได้แต่ยืนทื่ออยู่กับที่ ยิ่งเห็นว่าวานาอันเดินตรงไปหาโจซาน ก็ยิ่งวิตกจนรั้งมือหญิงสาวไว้

วานาอันหันมายิ้มให้กำลังใจ พลางก้าวเดินต่อจนมือของทั้งสองหลุดออกจากกัน วานาอันลองได้มุ่งมั่นกับสิ่งไหนแล้ว เธอก็จะเดินหน้าทำต่อไปจนถึงที่สุด เหมือนคราวที่เธอฝ่าเพลิงป่าที่เผาไหม้เข้าไปขอความช่วยเหลือจากมหาพฤกษาอิกดราซิลอย่างไม่ใส่ใจเปลวเพลิงรอบข้าง นี่เป็นอุปนิสัยอีกอย่างของเธอที่คนรอบข้างมักมองข้ามไปเนื่องจากบุคคลิกที่บอบบางเรียบร้อยของเธอแลดูโดดเด่นกว่า ทำให้มีเพียงสมาชิกในครอบครัวเท่านั้นที่รู้ถึงอุปนิสัยข้อนี้ของเธอ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 8 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ส.ค. 11, 2010 4:29 am

วานาอันหยุดยืนต่อหน้าโจซานที่กำลังทำหน้า(เหรอหรา??) เพราะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย

“ลุงโจซาน ท่านบอกว่าเคยเห็นเจ้าชายซาโลมขนาดว่าอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งช่วงแขนใช่ไหม?” วานาอันเอ่ยถาม

“ขะ...ขะ...ขอรับ” โจซานตอบตะกุกตะกัก เนื่องจากทั้งตกใจ ทั้งยังไม่ชิน ไม่รู้ว่าตนต้องพูดสุภาพแค่ไหน เพราะหลังจากการสถาปนาอาณาจักรฟูดินัน วานาอันก็มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าหญิงของอาณาจักร

“ถ้าเช่นนั้น ท่านลองดูสิว่า เขาหน้าตาเหมือนเด็กคนนี้ไหม?” วานาอันชี้ไปที่อิสฮาน

อิสฮานในขณะนั้นใจหายวาบ มือไม้เย็นเชียบตกตะลึง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากโจซานบอกว่าเขาเป็นเจ้าชาย ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร เหล่าประชาชนที่โกรธเกลียดซาโลมคงจะรุมฆ่าสับเขาเป็นชิ้นๆ แค่เขาอยู่ในฟูดินันได้ไม่นาน เขาก็รู้แล้วว่าซาโลมเป็นที่รังเกียจและเคียดแค้นถึงเพียงไหน เหงื่อเม็ดโตค่อยๆ ผุดขึ้นที่หน้าผากจนไหลลงข้างขมับ เวลานั้นอิสฮานแทบกลั้นหายใจ

โจซานหลังจากได้ยินคำถามของวานาอันก็เบิ่งตาขึ้นหันไปมองอิสฮานเต็มๆ ตา เขาเดินฝ่าฝูงชนที่ค่อยๆ แหวกเป็นทางพลางสอดส่ายสายตาจับจ้อง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น โจซานเดินมาหยุดยืนตรงหน้า กวาดตามองทั่วใบหน้าของเด็กหนุ่ม ซึ่งอิสฮานก็พยายามฝืนทำใจกล้า ยืนนิ่งมองจ้องกลับพยายามไม่ทำพิรุธใดๆ ออกมา ลึกๆ เขานึกดีใจที่วานาอันปล่อยมือจากเขา มิฉะนั้นเธอต้องรู้แน่ๆ ว่าเขาใจเต้นและตื่นกลัวมากเพียงใด

โจซานยังคงเดินวนไปมารอบตัวอิสฮานราวกับกำลังตรวจดูสินค้าหารอยตำหนิเพื่อกดราคา จนชาวบ้านที่รอลุ้นอยู่ชักจะทนรอไม่ไหวเสียเอง จึงเริ่มตะโกนร้องถาม

“ว่าอย่างงัยล่ะ โจซาน? เขาใช่เจ้าชายซาโลมรึเปล่า?”

“มันเป็นชาวซาโลมใช่ไหม่?”

“รีบบอกเร็วเข้าสิ โจซาน”

เสียงจากชาวบ้านเริ่มดังเซ็งแซ่ โจซานขมวดคิ้วหน้ามุ่ยเมื่อถูกเร่ง เขาเดินถอยออกมาสองก้าวเหมือนจะเพื่อพิจารณารูปร่างโดยรวมของเด็กหนุ่ม พลางสูดปากจนเห็นฟันหลอของเขา เพียงชั่วอึดใจโจซานก็เดินอาดๆ เข้าไปใกล้อิสฮานเกือบจะติดหน้า พลางพูดกระซิบเสียงเบา

“ว่าไงไอ้หนู เจ้าใช่ชาวซาโลมรึเปล่า?” โจซานถามทำหน้าตาทำตาปั้นท่า เหมือนไม่เคยต้องคิดมากขนาดนี้มาก่อนอิสฮานต้องหัวเราะก๊ากออกมาแน่ๆ ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องชี้เป็นชี้ตายชีวิตของเขา

“เร็วสิ! เจ้าใช่เขาหรือเปล่า” โจซานกระซิบเสียงร้อนรน เมื่อยิ่งถูกชาวบ้านตะโกนเร่ง

“ไม่ใช่” อิสฮานกระซิบตอบ

“อะฮ๊า!” โจซานตะโกนเสียงดังจนอิสฮานสะดุ้งเฮือก หน้าตาเคร่งเครียดของโจซานแทบจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอของเขาอย่างชัดเจน “เอาเงียบหน่อยๆ” โจซานโบกไม้โบกมือ ปรามบรรดาชาวบ้าน “ที่พวกเจ้าอยากรู้ ข้ามีคำตอบให้แล้ว”

“ว่าอย่างไร? มันใช่พวกซาโลมรึเปล่า?”เสียงตะโกนถามด้วยความโกรธเกรี้ยวเริ่มดังขึ้นอีก

“ตกลง ตกลง เด็กหนุ่มคนนี้” โจซานจับมือของอิสฮานชูขึ้น “ไม่ใช่เจ้าชายซาโลมหรอก พวกเจ้าดูสิ หน้าตาละอ่อนแบบนี้เหมือนพวกซาโลมที่หนวดเคลารุงรัง หน้าตาถมึงทึงที่ไหนกัน แล้วดูสิผอมกระหร่องแบบนี้จะเป็นรัชทายาทได้ยังไง ในปราสาทซาโลมนั้นนะ เขาอยู่ดีกินดีผิวพรรณมีน้ำมีนวล ไม่หยาบกระด้างแบบนี้หรอก”

“โอ้! เป็นอย่างนั้นเองหรอกหรือ?” เสียงชาวบ้านที่พูดเออออไปกับคำชวนเชื่อของโจซาน เริ่มดังขึ้น

“นั่นสินะ เจ้าชายซาโลมจะมาอยู่ในป่าแบบนี้ได้อย่างไรกัน”

“อืม ดูๆ ไปเขาก็ดูคล้ายชาวป่าทมิฬเหมือนกันนะ”

“นั่นสิ อาจจะเป็นเผ่าใหม่ที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตตะวันตกก็ได้”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเริ่มกระจายไปทั่ว

อิสฮานถึงกับถอนหายใจเฮือก และคิดว่าชาวฟูดินันนี้ช่างซื่อเหลือเกิน ถึงได้เชื่ออะไรๆ ง่ายดายถึงเพียงนี้ ช่างแตกต่างจากที่ๆ เขาจากมาเหลือเกิน
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน