Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน พุธ ส.ค. 15, 2018 4:18 pm

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 7 @@

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


@@ นิยายSMN Epi9 Chapter 7 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 02, 2009 11:40 pm

Chapter 7


กลางปีถัดมา อาณาจักรต่าง ๆ ในทวีปเมอริเซียล้วนเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมากมาย โดยเฉพาะสถานการณ์การสู้รบที่ตึงเครียดมากขึ้นและทวีความรุนแรงขยายวงกว้างขึ้นทุกขณะ จนเรียกได้ว่าไม่มีใครในทวีปไม่ได้รับผลกระทบของมหาสงครามนี้

อาณาจักรซาโลมหลังจากกษัตริย์เบลซ เซจปราบกองทัพกบฏราโชยูจนราบคาบ และไล่ล่ากลุ่มกบฎนาริสจนหนีรนลึกเข้าไปในเขตทะเลทรายที่สุดแห้งแล้งกันดาร กษัตริย์เบลซ เซจก็ทำการกวาดล้างกลุ่มผู้ต่อต้านและจงรักษ์ภักดีต่อกษัตริย์องค์ก่อนภายในอาณาจักรอย่างหนัก ประชาชนต่างตกอยู่ในความกลัวและหวาดระแวง

เมื่อกวาดล้างกลุ่มอำนาจเก่าภายในเขตเมืองหลวงจนหมดสิ้นแล้ว กษัตริย์เบลส เซจ ก็มีบัญชาให้เกณฑ์ประชาชนทั้งหญิงชายทั่วอาณาจักร ไม่เว้นแม้แต่เด็กและคนแก่ ให้มาทำการสร้างเมืองใหม่ ประชาชนหลายหมื่นคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองถูกขับไล่ออกมาจากบ้านและที่ดินของตน เพราะกษัตริย์ต้องการที่ดินของพวกเขา เพื่อสร้างมหาวิหารสำหรับสักการะเทพอวารูเซจและวิหารอีกมากมายสำหรับบริวารของปีศาจอวารูเซจ ทั้งอนุสาวรีย์ขนาดมหึมาของตัวพระองค์เองและเทพอวารูเซจรวมทั้งโรงผลิตทหารปีศาจ คุกสำหรับคุมขังและทรมานกลุ่มผู้ต่อต้านและเชลยศึก อีกทั้งยังสร้างอาคารขนาดใหญ่ เพื่อรวบรวมบรรดาผู้ใช้ศาสตร์มืด เพื่อนำวิชาต่าง ๆ มาใช้ในกองทัพ ผลผลิตต่าง ๆ เริ่มฝืดเคืองเพราะประชาชนถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานก่อสร้างจนหมด ประชาชนต่างก็เคียดแค้นชิงชังกษัตริย์เบลซ เซจ ทำให้มีการก่อจลาจลภายในอาณาจักรซาโลมอยู่เนือง ๆ ซึ่งกษัตริย์องค์ใหม่ก็ไม่รีรอที่จะให้กองทัพเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงทุกครั้ง ทั้งนี้ก็เพราะนอกจากจะเป็นความหฤหันต์ส่วนตัวขององค์กษัตริย์แล้ว ยังเป็นการเพิ่มวัตถุดิบในการทำกองทัพผีนั่นเอง


หากจะกล่าวถึงสมรภูมิรบบริเวณพรมแดนอาณาจักรซาโลมและฟิเลเซียนั่น หลังจากแม่ทัพราโชยูยกทัพของตนกลับเมืองหลวง ก็เกิดความระส่ำระส่ายอยู่ไม่น้อย บรรดาแม่ทัพนายกองต่างแตกตื่นขวัญและกำลังใจทดถอย เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุการยกทัพกลับของแม่ทัพใหญ่ ไปทั่วค่ายทหารอย่างกว้างขวาง แรกๆ ก็เป็นเพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงกัน แต่เมื่อนานวันเข้าก็ยังไม่มีข่าวคราวใดๆ ของแม่ทัพใหญ่หรือมีทีท่าว่าแม่ทัพทมิฬจะยกทัพกลับมา เมื่อการรอคอยเริ่มผ่านไปเป็นเดือน ก็เริ่มมีข่าวลือหนาหูว่ามหาอำมาตย์นาริส สุไลมานถูกกำจัดแล้วและรวมไปถึงแม่ทัพราโชยูด้วย บรรดาทหารที่ถูกปล่อยทิ้งไว้กับบรรดาแม่ทัพประหลาดลึกลับน่าขนลุกจนเป็นเวลานาน ก็เริ่มคิดฟุ้งซ่านหวาดระแวงบรรดาแม่ทัพใหม่ ต่างก็กลัวว่าตนจะถูกกำจัดบ้างหรือที่ร้ายกว่านั้นก็ถูกเอาไปทำทหารผี ซึ่งยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ จนน่าตกใจ ทั้งยังมีรูปร่างแปลกพิสดารมากขึ้นกว่าเดิม หรืออาจเรียกได้ว่าเพิ่มชนิดของทหารผีให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น จนเริ่มมีทหารยอมเสี่ยงตายหนีทัพเพื่อให้พ้นจากความหวาดกลัวนี้



ณ ค่ายทหารในเขตรอยต่อระหว่างเมืองฟีเลเซียและเมืองเชลี ไฮแลนด์(Coeli Highland) ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทางตอนกลางของอาณาจักรฟีเลเซีย เป็นเมืองที่มีเนินเขาทั้งสูงและต่ำอยู่มากมายกระจายอยู่ทั่วทั้งเมืองและเนื่องจากไม่ค่อยมีที่ราบ ทำให้ประชากรไม่ค่อยนิยมมาตั้งรกรากกันที่เมืองนี้มากมายเหมือนเช่นเมืองอื่น ๆ ดังนั้นเมืองนี้ จึงถูกใช้เป็นที่ตั้งโรงผลิตสัมพาวุธให้แก่กองทัพ เป็นสนามซ้อมรบ และแหล่งรวมค่ายฝึกทหารหลายหน่วยหลายทัพ ซึ่งค่ายที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดใหญ่มากครอบคลุมอาณาเขตภูเขาสี่ลูกและเนินเขาอีกสามลูกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของค่ายด้วย

ในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่บิชอปเกรเกอรี่แวะไปทักทายทิโมธีเพื่อนเก่าภายในค่ายใหญ่ ตามสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะมาทดลองสิ่งประดิษฐ์ของเพื่อนสติเฟื่องสัปดาห์ละครั้ง แต่เมื่อมาถึงห้องทดลองก็พบแต่ความว่างเปล่า เมื่อลองสอบถามทหารยาม จึงได้ทราบว่า ทิโมธีนั่นอยู่ที่เนินพ่นไฟ ซึ่งชื่อนี้ก็เป็นชื่อเนินเขาที่เหล่าทหารพร้อมใจกันตั้งให้ หลังจากที่ทิโมธีได้รับอนุญาตให้ใช้เนินเขานั้นทำการทดลองของเขา
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 7 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 02, 2009 11:41 pm

บิชอป เกรเกอรี่ เดินออกจากห้องทดลองไปสักพักใหญ่ก็สามารถมองเห็นเนินเขาพ่นไฟที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกลนัก เนินเขานั้นมีหลุมบ่อตื้นบ้างลึกบ้างกระจัดกระจายไปทั่วทั้งเนิน จนดูเหมือนว่าเนินเขาทั้งลูกนั้นแทบจะไม่เหลือเนื้อที่เรียบ ๆ ไว้พอจะปลูกบ้านสักหลัง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่านี่อาจจะเป็นผลจากการพ่นไฟด้วยฝีมือสิ่งประดิษฐ์ของที่ทิโมธีนั่นเอง

บิชอป เกรเกอรี่ เห็นเจ้าหุ่นทินทอนนั่งอยู่บนกองหิน เอาสองมือปิดปากแน่นนั่งตัวสั่นเหมือนมีมือล่องหนมาจับตัวเจ้าหุ่นเขย่าไปมาอยู่ตลอดเวลา บิชอป เกรเกอรี่เห็นเข้าก็ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัย นักบวชหนุ่มเดินเข้าไปหาแต่ก็ทิ้งระยะห่างประมาณหนึ่งช่วงแขน เพราะจากการที่ได้มาพบทิโมธีบ่อย ๆ ทำให้บิชอปเรียนรู้ว่า ทินทอนเป็นตัวป่วนที่ไม่อาจประมาทได้เลย

“สวัสดี ทินทอน ทิโมธีอยู่ไหนรึ?” บิชอปเอ่ยถาม แต่เจ้าตัวหุ่นกลับยิ่งตัวสั่นทำปากพะงาบ ๆ อยู่หลังฝ่ามือทั้งสอง พลางนั่งกระโดดอยู่บนกองหิน ทำตากรอกไปมาจนเกิดเสียงโลหะดังก๊อเงแก๊งไม่หยุด

เกรเกอรี่รีบถอยหลังห่างไปสี่ก้าว เพราะคิดว่าทินทอนทำท่าเหมือนเครื่องรวนใกล้ระเบิดเต็มที บิชอปรีบกวาดสายตาไปรอบๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าตนกำลังมองหาที่กำบังหรือมองหาทิโมธีให้มาซ่อมเจ้าหุ่นนี่กันแน่ แต่แล้วเขาก็ได้เห็น หลังศรีษะใครคนหนึ่งผลุบขึ้นผลุบลงอยู่หลังพุ่มไม้อีกฟาก ผมสีแดงแบบนั้นทั้งยังอุปกรณ์ประหลาดที่เสียบคาดจนเต็มศีรษะ คงไม่มีใครอีกนอกจากเพื่อนสติเฟื่องของเขา

เกรเกอรี่รีบสาวเท้าเข้าไปหา แล้วตบลงที่ไหล่

“ทิโมธี!”

“เหวอ~!”

“ตูม~~~ม!”

ทันใดนั้นก็เกิดระเบิดขึ้นดังสนั่น ที่เนินดินข้างหน้า ฝุ่นดินและเศษซากกิ่งไม้ใบไม้ปลิวว่อน จนทั่วทั้งบริเวณมองอะไรไม่เห็นไปชั่วขณะหนึ่ง เสียงไอ สำลัก ฝุ่นดังออกมาจากบุคคลทั้งสองอีกพักใหญ่ จนเมื่อฝุ่นดินโรยตัวลงจนเหลือฝุ่นเพียงเบาบางในอากาศ จึงได้เห็นว่า ทั้งบิชอป เกรเกอรี่และทิโมธีถูกฝุ่นดินเกาะเต็มใบหน้าและเนื้อตัวจนเขรอะไปหมดทั้งตัว ทันทีที่เห็นหน้ากันและกันต่างก็หัวเราะกันยกใหญ่

บิชอป เกรเกอรี่ที่ตั้งสติได้ก่อนก็รีบสำรวมอาการพลางถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ทำบ้าอะไรของเจ้ากัน? ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยเอาเสียเลย”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอ...ขอโทษที ฮ่า ฮ่า ฮ่า” นักประดิษฐ์สติเฟื่องยังคงหัวร่องอหาย จนฝุ่นดินที่เกาะตามเสื้อและผมกระจายไปมาอยู่รอบๆ ตัว บิชอปเกรเกอรี่จึงลงมือปัดฝุ่นออกจากชุดของตนบ้าง

“ก็ท่านมาทำให้ข้าตกใจนี่ ข้ากำลังใช้สมาธิทำการทดลองอยู่ ทินทอนไม่ได้บอกท่านหรอกหรือว่าข้ากำลังทำการทดลองอยู่”
บิชอป เกรเกอรี่ส่ายหน้า “เจ้าหุ่นคงจะเสียอีกแล้วกระมัง เพราะมันเอาแต่สั่นเหมือนเครื่องกำลังจะระเบิดอยู่บนกองหินนั่น”
ทิโมธีได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งไปดูทันที โดยมีบิชอป เกรเกอรี่รีบตามไปด้วย เมื่อไปถึง เจ้าหุ่นทินทอนก็ยังคงนั่งสั่นอยู่ท่าเดิมโดยมือทั้งสองยังคงปิดปากอยู่

“ทินทอนเกิดอะไรขึ้น? แล้วทำไมเจ้าไม่บอกท่านบิชอปว่าข้ากำลังทำการทดลองอยู่?”

ทินทอนเห็นทิโมธีว่าดังนั้นก็หยุดสั่นกระโดดขึ้นยืน เอามือทั้งสองเหวี่ยงขึ้นไปมาสะเปะสะปะ ก่อนจะพูดจาเร็วจี๋จนฟังไม่รู้เรื่อง นานหลายนาที

“rekg]%^@$%)&@(&)%^!_@%&^&($.......”

“เห็นไหม? เราบอกแล้วว่ามันเสีย” บิชอปกล่าวสัมทับ

“ใจเย็นๆ ไม่มีใครแย่งเจ้าพูดหรอก เอาพูดใหม่สิ ช้าๆ นะ ข้าฟังไม่รู้เรื่อง” ทิโมธีส่ายหัวไปมา
เจ้าหุ่นยกมือขึ้นทุบหัวทุบอกตัวเองจนเสียงดังก๊องแก๊ง ก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ ลึก ๆ หลายครั้ง เหมือนหายใจไม่ทัน

“เฮ้อ~~~~~~!......แกร็ก…..วี๊! ทินทอนไม่ได้เสีย” เจ้าหุ่นทินทอนเอามือกอดอกสะบัดหน้าไปอีกทาง

“ถ้าเจ้าไม่ได้เสีย แล้วเมื่อกี้ทำไมนั่งสั่นถามอะไรก็ไม่ตอบ”บิชอป เกรเกอรี่เลิกคิ้วขึ้นสูง

“ทิโมธี สั่งข้าให้นั่งตรงนี้เฉย ๆ แก๊ก แก๊ก อย่าขยับ แก๊ก... อย่าส่งเสียง แก๊ก... ทินทอนก็ทำแล้ว” เจ้าหุ่นทินทอนสะบัดหน้ามาอีกข้าง

“แล้วที่สั่นล่ะ?” นักบวชถามต่อ

“แก๊ก...แก๊ก...ก็ทินทอนกำลังตอบคำถาม...ถาม...ของท่านบิชอป...แก๊ก...แก๊ก อยู่ไงล่ะ..”

“หืม…ม?!” คราวนี้ บิชอป เกรเกอรี่เบิกตา เลิกคิ้วทำเสียงสูงยิ่งกว่าเดิมไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

“นี่งัย...แก๊ก..” ก๊องแก๊งๆ ๆ เจ้าหุ่นเขย่าตัวเองไปมาจนเสียงเหล็กหรือชิ้นส่วนบางอย่างในตัวเจ้าหุ่นกระทบกันไปมา
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 7 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 02, 2009 11:42 pm

“ทิน... ทิน... แก๊ก...ทอน...แก๊ก บอกว่า... ว่า... ทิโมธีทำการทดลอง.. ทด... ลอง แก๊ก... แก๊ก อยู่”

ทันใดนั้นทิโมธีก็หงายหน้าหัวเราะก๊าก ในขณะที่บิชอป เกรเกอรี่ได้แต่ส่ายหน้าไปมา ถ้าเขาอยู่กับสองคนนี้ทุกวันเขาต้องเพี้ยนตามไปด้วยแน่ ๆ

“ทินทอน เจ้าคงต้องคิดหาวิธีบอกใหม่แล้วล่ะ คนส่วนใหญ่... ไม่สิ ทุกคนต่างหาก ทุกคนไม่เข้าใจภาษาเขย่าตัวของเจ้าแน่ๆ” บิชอป เกรเกอรี่พูด

“นั่นสินะ เจ้าลองเขย่าตัวแรงขึ้นเป็นไง? หรือ จะลองเปลี่ยนท่าทางเขย่าดู” ทิโมธีถามอย่างตื่นเต้น จนบิชอปเกรเกอรี่ถึงกับทะลึงตาจ้องทิโมธี เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่างเพื่อนของเขาและเจ้าหุ่นกระป๋อง ใครเพี้ยนกว่าใคร

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า แหม...ข้าล้อเล่นหรอก ท่านก็จริงจังไปได้” นักประดิษฐ์ผมแดง หัวเราะร่าตบบ่าเพื่อนรักอย่างเป็นกันเอง
เจ้าหุ่นทินทอนรีบสัมทับด้วยกันชูนิ้วชี้ส่ายไปมา ทำเสียงจุ๊ จุ๊ เหมือนจะบอกว่า บิชอปหนุ่มไม่รู้อะไรเลย แต่บิชอปหนุ่มค่อนข้างแน่ใจว่าเจ้าหุ่นก็ไม่รู้ว่าทิโมธีพูดล้อเล่นแน่ ๆ

“เอางี้...ข้าจะประดิษฐ์เครื่องมือเจ๋ง ๆ ให้เจ้าใช้ดีไหม? เอาอะไรดี” ทิโมธีพูดอย่างร่าเริงพลางเอามือถูคางไปมาอย่างใช้ความคิด “นี่เป็นไง... เครื่องแปลเสียงเขย่าดีไหม? ให้เจ้านั่งบนเครื่อง พอเขย่าตัวปุ๊บ เครื่องก็จะแปลเสียงและแรงสั่นสะเทือน ออกมาเป็นประจุไฟฟ้า และเปล่งออกมาเป็นเสียงพูดว่าเจ้าคิดจะพูดอะไร... ดีไหม?”

“เยี่ยมไปเลย แก๊ก! ทิโมธี” เจ้าหุ่นทินทอนกระโดดขึ้นตบมือด้วยความดีใจ

“เราก็ไม่อยากขัดความยินดีของพวกเจ้าหรอกนะ แต่พวกเรากำลังพูดถึงการสื่อสารที่ไม่ต้องใช้เสียง ระหว่างที่เจ้า ทำการทดลองไม่ใช่หรือ?” บิชอป เกรเกอรี่แจ้งเสียงเรียบ

“โอ๊ะ! จริงด้วยสินะ ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนเป็นแปลงประจุไฟฟ้า ใส่ในมือกลแล้วให้มันเขียนเป็นตัวหนังสือออกมาดีไหม?” ทิโมธีกล่าวด้วยความตื่นเต้น

“สุด... สุดยอดไปเลย ทิโมธีแก๊ก... แก๊ก” เจ้าหุ่นทินทอนกระโดดโลดเต้นดีใจอีกครั้ง

ถึงตอนนี้เกรเกอรี่ก็ต้องเงยหน้าขึ้นมองฟ้า เหมือนจะถามสวรรค์ว่า เขาจะทำอย่างไรกับคนเพี้ยน หุ่นบ๊องคู่นี้ดี

“ทำไมเจ้าไม่ให้ทินทอนหยุดเขย่าแล้วเขียนตัวหนังสือให้ดูแทนล่ะ อย่างนั้นไม่ง่ายกว่าหรือ? ไม่ต้องประดิษฐ์อะไร แค่ให้ทินทอนเปลี่ยนวิธีสื่อสารใหม่”

ทิโมธีกับทินทอนได้ยินดังนั้นก็หันมาจ้องมองหน้าบิชอปเหมือนเขาพูดอะไรประหลาดออกมา

“เราพูดอะไรผิดหรือ?” บิชอปถามด้วยความไม่แน่ใจ

“อัจฉริยะจริง ๆ เลย เกรเกอรี่ เอ่อ... ข้าหมายถึงบิชอป เห็นไหมทินทอน? ข้าบอกเจ้าแล้ว ว่าท่านบิชอปหน่ะเป็นอัจฉริยะ” ทิโมธีพูดอย่างยินดี

“ท่านบิชอป อัจฉริยะ ยะ ยะ แก๊ก แก๊ก” เจ้าหุ่นทินทอนกระโดดหมุนไปรอบ ๆ ด้วยความดีใจ

“ไม่ใช่เรื่องอัจฉริยะหรอก เราแค่พูดเรื่องพื้น ๆ เท่านั้นพวกเจ้าคิดซับซ้อนมากเกินไปต่างหาก”

“แหม ท่านบิชอปถ่อมตัวไปได้ สมแล้วที่เป็นนักบวชผู้ศักดิ์สิทธิ์” ทิโมธี พูดอย่างร่าเริง บิชอป เกรเกอรี่จึงได้แต่ส่ายหน้า ปล่อยเลยตามเลย เพราะการโต้เถียงกับทิโมธีเป็นเรื่องที่หาจุดจบไม่ได้ง่ายๆ เสมอ

“เอาเถอะ ๆ เรื่องนี้พักไว้ก่อน ว่าแต่เจ้ากำลังทดลองอะไรอยู่หรือ?” บิชอปถาม

“ระเบิดไฟ ไว้ใส่บนบอลลูน”

“หืม บอลลูน หมายถึงลูกโป่งลูกเล็ก ๆ หน่ะหรือ?”

“ไม่... แก๊ก... ลูกโป่งใหญ่ ๆ แก๊ก” ทินทอนโบกมือส่ายหน้าดิ๊ก

“ข้าคิดว่าโจมตีจากบนฟ้าด้วยอาวุธหนักได้ก็คงจะดี ถ้าเอาอาวุธขึ้นบอลลูนยักษ์ ให้ลอยไปในแนวหลังข้าศึก ซึ่งบอลลูนสามารถปรับระดับความสูงให้พ้นจากการโจมตีของข้าศึกได้ ทำให้ประหยัดเวลาและประหยัดกำลังพล... แล้วให้บอลลูนมีหลาย ๆ สี หลาย ๆ ขนาด....หลาย ๆ รูปทรงด้วย...........อืม.....ถ้ามันลอยอยู่เต็มฟ้าคงจะสวยดี ท่านบิชอปคิดว่าเราควรใส่ที่พ่นควันสีเข้าไปที่บอลลูนด้วยดีไหม?”

“….เราคิดว่าครึ่งหลังนั้น พวกบรรดานายพลคงไม่ค่อยชอบเท่าไหร่”

“เฮอะ!” ทิโมธีทำเสียงขึ้นจมูก “คนพวกนั้นไม่มีจินตนาการเอาเสียเลย น่าเบื่อจริง ๆ สิ่งประดิษฐ์ของข้าทุกชิ้นถูกพวกนั้นปรับเปลี่ยนจนดูจืดชืด นี่มันเป็นการละเมิดสิทธิในการสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ของข้า”

“แย่...แย่ แก๊ก ที่สุด” เจ้าหุ่นทินทอนกระทืบขาแสดงความหงุดหงิดจนเสียงดังก๊องแก๊ง

“ท่านเห็นด้วยไหม?” ทิโมธีถามบิชอปเกรเกอรี่เพื่อหาพวก

“เออ.... เราคิดว่า พระเจ้าทรงประทานสติปัญญาให้มนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน เพื่อที่จะทำให้มนุษย์แต่ละคนมีความเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร และเพื่อที่แต่ละคนจะได้นำความแตกต่างนั้นมารวมเข้าด้วยกัน เกื้อกูลกันและกัน ดังนั้นถ้าใครจะไม่เข้าใจความคิดหรือจินตนาการของเราก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญนั้นคือ ความคิด ความรู้ ความสามารถของเราสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้มากน้อยเพียงใดต่างหาก”

ทิโมธีและทินทอนต่างอ้าปากค้างจ้องมองเกรเกอรี่จนตาไม่กระพริบ

“ทำไมหรือ?” บิชอปเกรเกอรี่ถามเมื่อเห็นอาการของทั้งคู่

“สุดยอด....สมแล้วที่ท่านได้เป็นบิชอป ลึกซึ้งจริง ๆ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดขึ้นเอง แต่เป็นความรู้ความเข้าใจที่มีสอนอยู่ในพระคัมภีร์อยู่แล้ว ซึ่งถ้าเจ้าขยันเข้าโบสถ์ตั้งใจฟังเทศน์เสียบ้าง เจ้าก็จะได้ยินได้ฟังเรื่องพวกนี้แน่ ๆ นี่แปลว่าเจ้ายังไม่ค่อยเข้าโบสถ์สักเท่าไหร่สิท่า” บิชอป เกรเกอรี่พูดดักคอ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 7 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 02, 2009 11:44 pm

“โอ๊ะโอ...” ทิโมธีเหลือบตาไปมองสบตากับทินทอน เหมือนเด็กที่ทำผิดแล้วถูกจับได้ ในขณะที่ทินทอนก็ทำตัวสั่นเหมือนเครื่องยนต์กำลังรวน

“นี่สะ....”

“โอเค โอเค ข้าผิดเอง” ทิโมธีรีบพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าบิชอปเกรเกอรี่กำลังจะอ้าปากพูดต่อ

“วะ...”

“ข้าทำการทดลองเพลินจนลืมตื่นไปโบสถ์ตอนเช้า หรือไม่ก็หลับตอนอยู่ในโบสถ์” ทิโมธีรีบพูดไม่ยอมให้เกรเกอรี่มีจังหวะพูดต่อ

“เรา...”

“แต่ข้าตั้งใจจะไปโบสถ์จริง ๆ นะ”

“เจ้า....”

“ถ้าไม่เชื่อ ข้าจะไปโบสถ์สี่อาทิตย์ติด ๆ กัน แบบไม่ขาด ไม่สาย ไม่หลับ ให้ท่านดูเลย” ทิโมธีรีบพูดเร็วปรื๋อ เพราะกลัวจะโดนเพื่อนตำหนิ

“เจ้าพูดเองนะ” บิชอป เกรเกอรี่ พูดด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง “ดี... อาทิตย์หน้าเราจะมารอดูเจ้าที่หน้าโบสถ์”

“อ๊ะ...” นักประดิษฐ์ผมแดงตกใจทำตาโตเท่าไข่ห่าน ในขณะที่หุ่นกระป๋องเอามือตีหน้าผากตัวเองดัง แป๊งงงง

“มีปัญหาอะไรรึ?” บิชอปหนุ่มแสร้งถามหน้าซื่อ

“อ่า...................................” ทิโมธีที่ดูเหมือนจะยังช๊อคกับคำพูดตัวเองไม่หาย อ้าปากค้างลากเสียงยานคาง ฝ่ายทินทอนก็ทำปากพะงาบ ๆ ไม่ยอมหยุด

“เอาเถอะ เราพูดเตือนเพราะหวังดีกับวิญญาณของเจ้า แต่ถ้าเจ้าต้องฝืนใจขนาดนี้ ก็แล้วแต่เจ้าแล้วกัน เราถือว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราในการพร่ำสอนพร่ำเตือนเจ้าแล้ว”

“อ๊ะ...อย่าพูดอย่างนั้นสิ ข้าขอโทษ ข้าตั้งใจจะไปโบสถ์จริง ๆ นะ เพียงแต่ข้าตั้งตัวไม่ทันนิดหน่อยที่รับปากไปส่งเดช” ทิโมธีถูต้นคอตัวเองไปมาเมื่อสำนึกผิด “ข้ารับผิดชอบคำพูดตัวเองอยู่แล้ว ข้าคงต้องกลับไปประดิษฐ์อะไรสักอย่าง อาจจะเป็นนาฬิกาเจ๋ง ๆ สักเรือน อืมมมมมม” ทิโมธียกมือขึ้นถูกคางไปมา เริ่มหมกมุ่นกับความคิดเมื่อพูดถึงสิ่งประดิษฐ์

“เอาหล่ะ ๆ” บิชอปรีบพูดตัดบทก่อนที่ทิโมธีจะจมลึกเข้าไปในความคิดของตนเอง “เราเชื่อว่าเจ้าจะทำ แต่วันนี้ที่เรามาหาเจ้า เพราะมีเรื่องอื่นจะปรึกษาด้วย”

“โอ๊ะ!” ทิโมธียิ้มจนหน้าบานด้วยความยินดี “ได้เลย ท่านจะปรึกษาอะไรล่ะ? อยากให้ข้าประดิษฐ์อะไรให้หรือ? ข้ามีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ สำหรับนักบวชพอดี อย่างแท่นบูชาที่พับเก็บได้ที่จะช่วยให้ท่านพบพาไปไหนมาได้สะดวก หรือให้ข้าติดเครื่องกลให้แท่นบูชาสามารถใช้นั่งขี่แทนรถม้าได้”

“เดี๋ยวก่อน ทิโมธี...”

“ท่านไม่ชอบหรือ? หรือว่าท่านอยากจะได้อะไรที่ดูล้ำสมัยกว่านั้น? อย่างเช่น...” ทิโมธีพูดพลางหยิบปากกากับสมุดโน๊ตจากที่ไหนสักแห่งในเสื้อของเขา โดยมีหุ่นกระป๋องทินทอนยื่นหน้าเข้ามาฟังด้วยอาการสนอกสนใจ

“เราไม่ได้จะมาปรึกษาเรื่องสิ่งประดิษฐ์สำหรับตัวเรา” บิชอป เกรเกอรี่พูดขัดขึ้นทำเอานักประดิษฐ์สติเฟื่องหน้าเหี่ยวลงทันที

“ถ้างั้น เรื่องอะไรล่ะ?” ทิโมธีพูดเสียงเศร้าเสียดายที่ไมได้ประดิษฐ์อะไรให้เพื่อนรักได้ใช้

“เมื่อไม่กี่วันมานี้ เราได้รับราชสารจากฝ่าบาท พระองค์ตรัสถึงสถานการณ์ที่แนวชายแดน เจ้าคงพอจะได้ข่าวมาบ้างว่า เดี๋ยวนี้กองทัพของซาโลมยิ่งทียิ่งมีแต่ภูตผีปีศาจออกมาทำสงครามกับฝ่ายเรา” ทิโมธีพยักหน้ารับ เงียบฟังด้วยความตั้งใจ “ทำให้เราต้องใช้นักบวชมาช่วยในการรบกับทหารผีพวกนี้มากยิ่งขึ้น ฝ่าบาทตรัสถามว่า หากพระองค์จะจัดตั้งกองทัพที่มีแต่นักบวชเพื่อสู้กับทหารผี จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน? ซึ่งเราก็ทูลฝ่าบาทไปแล้วว่าหากจำเป็นจริง ๆ ก็สามารถทำได้”

“ท่านจะไปออกรบหรือ?” ทิโมธีเบิ่งตาขึ้นด้วยความตกใจ เพิ่งตระหนักได้ว่าสงครามครั้งนี้มันอยู่ใกล้ตัวเขามากแค่ไหน

“ยังหรอก เพราะที่จริงเหล่านักบวชก็มีแบ่งเป็นหลายตำแหน่ง หลายหน้าที่ หลายฝ่าย เช่นเราจะอยู่ฝ่ายพิธีกรรม หรือนักบวชคณะที่ราชวงค์ในอาณาจักรแอนดิซองอุปถัปถ์อยู่ก็อยู่ฝ่ายอภิบาล ดูแลช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ส่วนบรรดานักบวชที่มีความสามารถด้านเชิงยุทธซึ่งสามารถออกรบได้จะฝ่ายพิทักษ์รักษา ซึ่งหากมีการร้องขอความช่วยเหลือมายังศาสนาจักร บรรดานักบวชกลุ่มนี้จะเป็นพวกแรกที่เข้าร่วมในการรบ”

ทิโมธีพยักหน้าหงึก ๆ ค่อยเบาใจลง เพราะเพื่อนของเขาก็ยังไม่ต้องไปเสี่ยงอันตรายในสนามรบ “แล้วที่ท่านต้อองการปรึกษาข้าคือเรื่องนี้หรือ?”

“เราอยากให้เจ้าช่วยคิดประดิษฐ์อาวุธที่มีประสิทธิภาพที่จะให้บรรดานักบวชเหล่านั้นใช้ในสนามรบ เราไม่รู้ว่าสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์จะสามารถใช้คู่กับพลังจากสวรรค์ของบรรดานักบวชได้หรือไม่ แต่ถ้าสามารถสร้างอาวุธที่สามารถเสริมศักยภาพในการต่อกรกับพวกทหารปีศาจได้ดีขึ้น ก็คงจะดีไม่น้อย” บิชอป เกรเกอรี่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ได้ ข้าจะพยายาม แต่คงต้องให้ท่านมาช่วยในการทดลองของข้ามากขึ้นล่ะนะ” ทิโมธี พูดด้วยท่าทีที่จริงจังขึ้น ต่างจากทุกครั้ง เพราะเห็นว่าบิชอปเกรเกอรี่จริงจังกับเรื่องนี้มากแค่ไหน

“ตกลง” บิชอปเกรเกอรี่รับปากทันทีโดยไม่ลังเล
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 7 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 02, 2009 11:45 pm

“เราไม่ได้มาหาเจ้าเพื่อทำการทดลองหรืออยากได้สิ่งประดิษฐ์ไว้ใช้ส่วนตัว” บิชอบเกรกอรี่ชี้แจง ซึ่งก็ทำให้รู้สึกแห้งเหี่ยวจนค่อย ๆ ทิ้งมือทั้งสองข้างลง

“โถ่ โถ่ โถ่ แก๊ก!” ทินทอนบ่นอุบอิบ

“คือเรามีเรื่องจะปรึกษาหารือกับเจ้า”

คำพูดของนักบวชหนุ่มทำเอาคนฟังหน้าบาน ยิ้มจนแก้มแทบปริ นักประดิษฐ์รีบพูดอย่างกระตือรือร้น

“ได้สิ! ได้สิ!”



เหนือกำแพงเมือง กษัตริย์ซิกมันด์ที่สามในชุดเกราะเต็มยศสีเขียวคลิบทองที่ถูกขัดจนขึ้นเงากำลังทอดพระเนตรกองทัพปีศาจเบื้องล่างด้วยพระพักตร์เคร่งเครียด หากแต่ก็ยังมีเคล้าหยิ่งทนงเจือดูแคลนปรากฎในแววเนตร เสียงหวีดร้องเ หี้ยนกระหือรือจากบรรดากองทัพปิศาจเบื้องล่างทำให้พระองค์ต้องทรงเบ้พระโอษฐ์ เพียงชั่วครู่จอมทัพชาร์ลก็ตามเข้ามาสบทบ
แม่ทัพชาร์ล ทำความเคารพก่อนจะทูลรายงานความพร้อมของกองทัพ

“ฝ่าบาท หัวหน้านักบวชแจ้งว่ากองทัพนักบวชตั้งขบวนจวนจะเสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ทรง “อืม” กษัตริย์ซิกมันด์ทรงพยักพระพักตร์ เมื่อรับทราบรายงาน “ท่านคิดว่ากองทัพนักบวชสองหมื่นองค์จะรับมือกับไอ้พวกกองทัพปีศาจข้างล่างนั้นไหวไหม?”

“ฝ่าบาท ตลอดการรบที่ผ่านๆ มา ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า พวกทหารผีพวกนี้แพ้พลังอันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่านักบวช กระหม่อมเชื่อว่าเราจะสามารถปราบกองทัพปีศาจนี้ได้แน่” แม่ทัพชาร์ลให้ความมั่นใจ

“ท่านเห็นพวกโครงกระดูกเพลิง (Flame Soul Skelaton) นั่นไหม?” กษัตริย์ซิกมันด์ตรัส

“โอ้... นั่นรึ ทหารผีชุดใหม่ของพวกซาโลม?! โครงกระดูกถือดาบถือโล่ แถมหัวยังติดไฟอีกต่างหาก ฮะ ฮะ ฮะ นี่มันผีปีศาจประเภทไหนกันเนี้ย” แม่ทัพหนุ่มกล่าวเย้ยติดตลก

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระหม่อมผ่านศึกมาแล้วมากมาย แต่มีกองทัพของอาณาจักรนี่แหละที่พิศดารที่สุดรสนิยมของกษัตริย์ใหม่แห่งซาโลมช่างน่าสะอิดสะเอียนดีแท้”

“หึ!” กษัตริย์ซิกมันด์ทรงเค้นเสียงหัวเราะตรัสอย่างดูแคลน” ข้าชักจะสงสัยแล้วว่าอาณาจักรเถื่อนนั้น มันมีมนุษย์ปกติบ้างรึเปล่า”

ในขณะที่กษัตริย์ซิกมันต์ และจอมทัพชาร์ลรวมถึงบรรดาแม่ทัพนายอื่นๆ กำลังสังเกตการณ์กองทัพปีศาจของซาโลมอยู่บนกำแพงเมืองนั้น ที่ด้านล่างภายในกำแพงเมือง “................” นั้น บรรดานักบวชในชุดขาวแต่ถูกดัดแปลงให้มีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวมากขึ้น กำลังทยอยกันเข้าประจำที่ของตนตามที่ได้ตระเตรียมกันไว้ นักบวชแต่ละรูปถืออาวุธประจำกายของตน ซึ่งส่วนใหญ่ถือคฑาประจำตำแหน่งของพวกตน ริวธงสีขาวซึ่งมีสัญลักษณ์แห่งแสงตกแต่งขอบธงด้วยสีต่างๆ เพื่อแสดงถึงหน้าที่ของนักบวชแต่ละกองแต่ละฝ่าย โบกสะบัดพริ้วไหวอยู่เหนือกองทัพ

ทันทีที่เสียงพิณและเครื่องเป่าบรรเลงขึ้น กำยานหอมก็ถูกเผาในถ่านร้อน ส่งให้เกิดควันหอมพวยพุ่งขึ้นมาจากเตากำยานขนาดใหญ่ที่บรรดา “เด็กผู้ช่วยพิธีกรรม” (Altar Boy) ถืออยู่ ซึ่งกำยานหอมนั้น บรรดานักบวชมักใช้ในพิธีกรรม เพื่อชำระและขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและทำให้บริเวณที่ควันกำยานล่องลอยไปสัมผัสนั้นศักดิ์สิทธิ์ และรวมไปถึงให้ควันของกำยานช่วยนำคำอธิษฐาน ภาวนา ลอยไปหาพระเจ้า บรรดาเด็กผู้ช่วยพิธีกรรมเริ่มออกเดินรอบกองทัพของนักบวช พร้อมๆ กับที่บรรดานักบวชเริ่มขับขานบทสวดและบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ ควันกำยานหอมก็พวยพุ่งขึ้นรายล้อมกองทัพนักบวชส่งกลิ่นหอมหวานชื่นใจอบอวลไปทั่วบริเวณ เพียงไม่นานเสียงหวีดร้อง โหยหวนจนอีกฝากของกำแพงก็ดังระงมขึ้นแทบจะทันที ยิ่งบรรดานักบวชเปล่งเสียงดังเท่าไหร่ เสียงหวีดร้องจากบรรดาผีปีศาจก็ยิ่งดังขึ้นราวกับตะเบงแข่งเพื่อจะกลบเสียงสวดลงให้ได้

เสียงแตรดังขึ้นเป็นสัญญาณพร้อมๆ กับที่บรรดานักบวชชูคฑาขึ้น หัวคฑาเริ่มสว่างจ้าขึ้นด้วยแสงสีขาวบริสุทธิ์ เหนือขึ้นไปบนยอดกำแพงธงแห่งฟิเลเซียโบกสะบัดแล้วประตูเมืองก็เปิดออก แสงสว่างก็สาดส่องพุ่งเป็นลำออกจากประตูเมืองที่กระแทกใส่กองทัพผีปีศาจเบื้องหน้าทันที
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน