Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน พฤหัสฯ. ธ.ค. 13, 2018 7:20 am

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel Tear of Heaven

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


Tear of Heaven

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ พฤหัสฯ. เม.ย. 26, 2012 7:45 pm

เพื่อความเข้าใจในเนื้อเรื่องนี้ โปรดอ่านเนื้อเรื่องก่อนหน้า ตามลิงค์

viewtopic.php?f=14&t=19996



Prologue

จักรวรรดิ์ซาโลมอันยิ่งใหญ่ ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้การปกครองของ จักรพรรดิ์อิสฮาน และจักรพรรดินีซูไลก้า ซึ่งแม้ว่าองค์จักรพรรดิ์จะล้มป่วยไม่สามารถออกว่าราชการได้ แต่จักรพรรดินี ที่แม้จะทรงครรภ์ กลับสามารถทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการอย่างเก่งกาจ จนประสูติพระโอรส อิชมาคาอิน อันเป็นที่ปลาบปลื้มของบรรดาพสกนิกรยิ่งนัก แม้พระจักรพรรดิ์จะประชวรมาก แต่ก็เสด็จออกงานสำคัญในบางครั้ง ประชาชนเห็นพระองค์จากไกลๆ แม้พระพักตร์จะดูเปลี่ยนไปจากความผ่ายผอม และการประชวร แต่ก็ยังคงดูสง่างามภายใต้เครื่องทรงมหาจักรพรรดิ์อันอลังการที่บดบังพระพัตกร์อันอาจไม่ชวนมองจากการประชวร

โดยพระราชพิธีสุดท้ายคือ พิธีอภิเษกตำแหน่งรัชทายาท เมื่อพระโอรสอิชมาคาอิน พระชนมายุ 5 ชัญษา หลังจากนั้นไม่นานก็ทรงเสด็จสวรรคต ทำให้ ซาร์ อิชมาคาอิน ขึ้นครองราชโดยมีพระราชมารดาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พร้อมกันนั้นท่าน ฟาริด ผู้เพิ่งกลับจากการผจญภัยในแดนไกล ก็กลับมารับราชการเป็น มหาเสนาบดีแห่งซาโลม และสนิทสนมกับ ซาร์ อิชมาคาอิน อย่างรวดเร็ว ซึ่งองค์รัชทายาท รู้สึกราวกับ ท่านมหาเสนาฯ คือบิดาคนที่สองก็มิปาน

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า จักรพรรดินีซูไลก้า ทรงประปรีชาสามาถในการเมืองการปกครองมาก จนครบ20ปีที่ ซาร์ อิชมาคาอิน ขึ้นครองราชเป็น จักรพรรดิ์ แห่งจักรวรรดิ์ซาโลมอันเกรียงไกร ได้ก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์นักรบ เหมือนเสด็จตาและเสด็จปู่ รวบรวมจักรวรรดิ์ซาโลมเป็นปึกแผ่น

ในขณะเดียวกัน ได้กำเนิดอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ นคร ซานตาน่า ที่ได้เจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองศูยน์กลาง ทั้งการศาสนาและการค้าขาย ผู้แสวงบุญจำนวนมากจากทุกประเทศ และทุกสารทิศ เดินทางมาเพื่อคารวะสถานที่ ที่นักบุญ อลาน่า ผู้ศักดิ์สิทธิ์ สละชีวิตของตน และขึ้นสู่สวรรค์ ประชาชนทั่วเมร์ริเซีย และรวมทั้งทวีปอื่น ได้แลกเปลี่ยนความรู้ วิทยาการ และสินค้า นำความเจริญมาสู่่โอเอซิสแห่งนี้ จนกลายเป็นมหานครใหญ่ มีการสร้างหอคอยทองคำและมหาวิหาร บนเนินหิน ครอบแท่นหินที่ปักไม้เท้าของท่านนักบุญ อันกลายเป็นตาน้ำอัศจรรย์ที่มีน้ำไหลออกมาไม่สิ้นสุด

จวบจนการมาถึงของคาราวานครอบครัวผู้แสวงบุญครอบครัวหนึ่ง อันจะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ แห่งทวีปเมอริเซียนี้ไปตลอดกาล
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Tear of Heaven

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ เสาร์ เม.ย. 28, 2012 1:31 am

จักรวรรดิ์ซาโลมรวบรวมประเทศ และหัวเมืองต่างๆโดยรอบจนสำเร็จเมื่อ จักรพรรดิ์ อิชมาคาอิน พระชนมายุครบ40ปี หลังพระราชพิธีเฉลิมฉลองการสถาปานา จักรวรรดิ์ซาโลม นี้เอง มหาเสนาบดี ฟาริด ได้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทูลเรื่องราวบางอย่าง พร้อมจดหมายจากพระราชชนนีซูไลก้าผู้ล่วงลับ หลังจากวันนั้น นอกจากอารมณ์อันเคร่งเครียด และการทรงกริ้ว เกือบตลอดเวลาของ พระจักรพรรดิ์ ก็คือความนิ่งเงียบและหม่นหมองจากมหาเสนาบดี ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น แต่ข่าวลือบางอย่างจากแดนไกล กำลังจะทำให้ภูเขาไฟอันคุกรุ่นแห่งซาโลม ระเบิดขึ้น


Mystery

ในประเทศฟูดินัน อันไกลโพ้น ในป่าเขาอันสงบเงียบ และหลังเงาของขุนเขา ได้มีการเผยแผ่คำสอน อันผสานหลักความศรัทธาของศาสนาหลากหลาย ในการเข้าใจความรักพระผู้สร้างโลกด้วยวิถีแห่งธรรมชาติ ประกาศกผู้โด่งดัง กับภรรยาผู้ซื่อสัตย์ พร้อมบุตรชายผู้อ่อนโยน และชาญฉลาด อิสอาเบล และบุตรสาว อาวีลา ผู้มีพรสวรรค์อันพิเศษที่ถ่ายทอดมาจากทั้งบิดาและมารดา ในการสัมผัสกับจิตเหนือธรรมชาติต่างๆ

หลักคำสอนนี้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค และ ชาวฟูดินัน แบล๊ควู๊ด พันนา และชาวเผ่าน้อยใหญ่ เรียกความเชื่อนี้ว่า ลัทธิสุริยันจันทรา เมื่อแผ่ขยายไปยังฟีเลเซียได้ผนวกเข้ากับศาสนจักรแห่งฟีเลเซีย โดยคัมภีร์ที่บันทึกโดย อัครสังฆราช เกรโกรี่แห่งฟีเลเซีย เรียกว่า จารีตตะวันออกเนื่องจากมาจากการตีความเรื่องพระธรรมจากฝั่งตะวันออกของฟีเลเซีย

(แต่ในเวลาไม่นาน จารีตตะวันออกและลัทธิสุริยันจันทา แยกเด็ดขาดออกจากกัน หลังการเสียชีวิตของภรรยาท่านประกาศก และเหล่าชาวป่าได้ยกย่องเธอขึ้นเป็นเทพธิดาและได้รับการนับถือประหนึ่งเทพเจ้า จนวาระแห่งการเสียชีวิตของประกาศกราว100ปี รูปปั้นและรูปสลักของประกาศกอิสฮานยืนเคียงคู่กับภรรยาวานาอัน กลายเป็นสิ่งที่ถูกบนบานศาลกล่าวกราบไหว้ขอสิ่งต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้ขัดแย้งกับหลักศาสนาของฟีเลเซีย จารีตตะวันออกจึงขึ้นกับศาสนจักรยกย่องอิสฮานในฐานะประกาศก และวานาอันคือภรรยาผู้ซื่อสัตย์ โดยรับนับถือในมิราบิริส ในขณะที่ลัทธิสุริยันจันทรากลายเป็นศาสนาท้องถิ่นแถบฟูดินัน และชนเผ่าบางแห่งในที่สุด)

หลังจากการอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขในฐานะสามีภรรยาอย่างผาสุขนาน33ปี การเสียชีวิตของวานาอันถูกส่งข่าวต่ออดีตผู้ร่วมคณะประกาศก โดย จีน อดีตสลัดสาวที่ปัจจุบันผันตัวเป็นนักเดินเรือค้าขาย และ จดหมายแสดงความเสียใจอันเป็นความลับจากพระราชชนนีแห่งจักรววรดิ์อันไกลโพ้น ถูกนำมาส่งโดยมหาเสนาบดีแห่งซาโลมเอง และเวลานี้เองที่การพลั้งปากของ โคบอลล์ อูลเมอร์ ทำให้ความลับอันถูกเก็บงำมานาน เกี่ยวกับผู้อาจเป็นบิดาแท้จริงของจักรพรรดิ์องค์ปัจจุบันแห่งซาโลม ถูกตั้งคำถาม

หลังงานพิธีปลงศพสตรีอันเป็นที่รักยิ่งตลอดกาล ประกาศกชรา และบุตรชายและครอบครัว และบุตรสาวคนเล็ก พร้อมกลุ่มคนรับใช้ ได้จัดคาราวานเดินทางไปยังโอเอซิสซานตาน่า หวนรำลึกถึงอดีต ในสถานที่อันเต็มไปด้วยความทรงจำ ซึ่งได้เจริญขึ้นกว่าเก่าก่อนมาก

คณะผู้แสวงบุญจากแดนไกล ถูกรับรองโดย ท่านโจฮัน ผู้ประพันธ์เพลง เล่าเรื่องราวคำสอนและการเดินทางของประกาศกและนักบุญ ผู้สร้างสันติ และกำเนิดโอเอซิสนี้ เมื่อการมาถึงของบุคคลในบทเพลง ประชาชนมากมาย ทั้งผู้ที่เริ่มตั้งรกรากที่นครนี้ และผู้มาแสวงบุญ ล้วนอยากพบปะสัมผัสบุคคลจริง ที่อยู่ในเหตุการณ์สำคัญ

โจฮัน และภรรยา ซาโลเม่ ซึ่งขณะนี้นอกจากมีชื่อเสียงรู้จักกันดีในนคร และเป็นดั่งผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของเมืองเล็กๆนี้ ได้รับรองครอบครัวของประกาศกอิสฮาน และช่วยเหลือเรื่องการตั้งถิ่นฐานและที่พักอาศัย และตั้งสำนักเล็กๆ สอนคุณธรรม และสนทนาธรรมกับผู้สนใจ อย่างเงียบๆ

แต่จุดประสงค์อันแท้จริงของประกาศกอิสฮาน มิใช่เพียงการกลับมาเคารพนักบุญหญิง อลาน่า หรือการสอนศาสนา แต่เป็นความหวังที่จะได้พบใครบางคน ที่เขาอยากได้เห็นหน้าสักครั้งในชีวิต
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Tear of Heaven

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ เสาร์ เม.ย. 28, 2012 1:31 am

Secret

หลังกิจการทางศาสนาของครอบครัวอิสฮานดำเนินได้ 3 ปี ในนครซานตาน่า และหลังการสิ้นพระชนม์ของพระราชชนนีแห่งจักรวรรดิ์ซาโลมไม่นาน ความเจ็บป่วย ได้มาเยือนประกาศกผู้ชรา มหาเสนาบดีแห่งซาโลม มิตรผู้ผ่านชีวิตอันน่าอัศจรรย์ร่วมกันในอดีตได้ยอมสารภาพความจริงทั้งหมด รวมทั้งจดหมายที่ราชชนนีซูไลก้าเขียนไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ ฉบับหนึ่งเขียนถึงชายที่เธอเก็บความรู้สึกอาทรต่อเขาไว้ความทรงจำแห่งอดีต และอีกฉบับหนึ่งถึงชายที่เธอรักยิ่งกว่าชีวิต ซึ่งหากไม่มีคนใดคนหนึ่งรู้ความจริงจดหมายนี้จะถูกทำลายไปตลอดกาล แต่หากมีแล้ว การค้างคาสงสัยจะกลายเป็นการทำลายความสงบของหัวใจไปชั่วชีวิต จดหมายเฉลยเรื่องราวจากเธอนี้ จึงเขียนขึ้นทันทีที่เธอรู้ว่า อิสฮานและครอบครัวได้เดินทางมาตั้งรกรากที่นครซานตาน่าอันไม่ใกล้ไม่ไกลจากจักรวรรดิ์ซาโลมอันยิ่งใหญ่

ด้วยสัญญาลูกผู้ชายของฟาริด จะมีเพียงอิสฮานเท่านั้นที่จะได้รับความกระจ่างเรื่องนี้ได้ แต่นั่นเท่ากับความหวังที่จะได้พบ อิสมาคาอิน จะไม่มีวันเป็นจริงได้ ในเมื่อพระจักรพรรดิ์ไม่เคยล่วงรู้เรื่องนี้

จดหมายอีกฉบับคงจะถูกเก็บและตายไปพร้อมกับตัวของเขา หากไม่ใช่ข่าวลือเรื่องประกาศกชื่ออิสฮานอยู่ที่นครซานตาน่า พร้อมเรื่องราวชีวิตที่ถูกแต่งเป็นเพลงบทใหม่ เรื่องราวชีวิตที่ได้อาศัยอยู่กับภรรยาชื่อวานาอัน ในป่าอันแสนสุข ที่โจฮัน ได้แต่งขึ้นโดยหวังจะให้อิสฮานได้ฟังก่อนจะเสียชีวิต มันเริ่มถูกขับขานจากบรรดาชาวบ้าน นักเดินทาง จนล่องลอยไปยังจักรวรรดิ์อันยิ่งใหญ่ แม้มหาเสนาบดีจะสู้ศึกมานับไม่ถ้วน แต่การต่อกรกับเสียงซุบซิบนินทาช่างยากยิ่งหลายเท่า ไม่ว่าจะพยายามปราบปรามห้ามเท่าใด สุดท้าย ก็ไปถึงพระกรรณของพระจักรพรรดิ์ เรื่องราวที่ดุจการลบหลู่พระราชประวัติแห่งจักรพรรดิ์อิสฮาน พระบิดา ผู้ทรงคุณธรรมแห่งจักรวรรดิ์ซาโลม จะต้องสืบหาต้นตอให้ได้

เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ มหาเสนาบดีฟาริด จึงเข้าเฝ้า และเล่าความจริง พร้อมจดหมายจากเสด็จแม่ ที่ทำให้เขารู้ว่า ทำไมเสด็จแม่ จึงขอร้องห้ามรุกราน นครซานตาน่าโดยเด็ดขาด ทำไม เขาจึงคุ้นเคยกับฟาริดราวกับรู้จักกันตั้งแต่จำความได้ และคำอ้อนวอนในจดหมายที่ ขอร้องให้ยกโทษทั้งสิ้นแก่บิดา และขอให้ยกความผิดทั้งหมดมาที่ความดื้อดึงอยากเอาชนะของพระมารดาเมื่อยังสาว รวมทั้งคำอ้อนวอนของฟาริด ผู้ที่เขาให้เกียรติดั่งบิดาคนที่สอง ที่ขอให้เขาได้พบหน้าพ่อสักครั้งก่อนจะไม่มีโอกาส ทั้งความตกตะลึงพรึงเพริด ความสับสน ความโกรธ ความเสียใจ ฯลฯ ทุกอย่างถาโถมมา แม้ใจของมหากษัตริย์ยังแทบรับไม่ได้ อยากให้ทุกอย่างคือเรื่องโกหก หรือ เป้นเพียงฝันร้าย

แต่แม้ในพระราชวังจะสั่งปากทุกคนให้เงียบได้ หรืออาจสั่งท่านฟาริดไม่ให้เข้าพบอย่างไม่มีกำหนด หรือจะหลอกลวงตัวเองอย่างไร แต่เมื่อตื่นขึ้นมาจดหมายของเสด็จแม่ยังคงเขียนข้อความเดิม ด้วยลายมือเดิม และข่าวลือภายนอกราชวังก็ยังล่องลอยหลอกหลอน ทุกคนในวังเริ่มเข้าหน้าไม่ติดเพราะองค์จกัรพรรดิ์พร้อมจะคลั่งพิโรธตลอดเวลา



Recurrence

การเยี่ยมเยียนจากฟาริดแจ้งข่าวร้ายเรื่อง อิสมาคาอิน ไม่อาจรับเรื่องนี้ได้และสั่งไม่ให้ทุกคนพูดเรื่องนี้อีก ทำให้อิสฮานผู้ผ่านชีวิตยาวนาน ปลงอนิจจังอย่างง่ายดาย

"มันคงเป็นบาปของฉันที่ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้า ฉันจึงไม่อาจพบหน้าเขาแม้วาระสุดท้าย"

เมื่อประกาศกชราสิ้นใจอย่างสงบ ท่ามกลางมวลมิตร และลูกหลานอันเป็นที่รัก พิธีศพอันศักดิ์สิทธิ์และสมเกียรติ ถูกจัดขึ้น เพลงสวดเล่าเรื่องราวของชีวิตประกาศกผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งแต่งโดยท่านโจฮันก็ถูกขับขานกระหึ่มขึ้นทั่วนครศักดิ์สิทธิ์

โบสถ์น้อย ข้างวิหารและหอคอยทองคำ ถูกสร้างอุทิศฝังร่างประกาศกอิสฮาน บุตรธิดาของท่านได้สืบสานงานต่อไป และแล้ว เมื่อ ร่างของประกาศก ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้แสวงบุญจึงไม่เพียงเยี่ยมคาราวะ นักบุญอาลาน่า แต่ได้เยี่ยมคารวะท่านประกาศกอิสฮาน ด้วย และทั้งหมดเหมือนการจุดพลุอันสว่างไสว ที่ทำให้ทุกคนหันมามอง เรื่องราวที่เกิดขึ้น ประชาชนซาโลมบางส่วน เดินทางมาแสวงบุญที่นครศักดิ์สิทธิ์ซานตาน่า และ เมื่อพวกเขากลับไป สิ่งที่ ซานตาน่าเรียกว่าความจริง อันต่างจากความจริงของประวัติศาสตร์ซาโลม ก็ถูกเล่าปากต่อปาก อีกครั้งที่เรื่องราวทั้งหมดถึงพระกรรณของพระจักรพรรดิ์แห่งซาโลม และสถานการณ์ในพระราชวังที่เริ่มสงบลงบ้างก็กลับระอุยิ่งกว่าเดิม

จนเมื่อความอดทนถึงที่สุด จากการครุ่นคิด ไม่กินไม่นอนหลายวัน จักรพรรดิ์แห่งซาโลม ประกาศจะลบเรื่องราวหลอกลวงนี้ออกจากชีวิตของพระองค์ให้ได้ การสั่งระดมทัพ อันมีเป้าหมายที่นครศักดิ์สิทธิ์ซาตาน่าก็เริ่มขึ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Tear of Heaven

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ เม.ย. 29, 2012 3:45 am

Apparition

อาวีลา บุตรสาวคนเล็กของอิสฮาน มักเข้าไปอธิษฐานภาวนาในวิหารแห่ง น.อลาน่าเสมอๆ เธอชื่นชมประวัติและคำสอนตลอดจน เทิดทูนการอุทิศตนเพื่อผู้อื่นจนสละชีวิตเพื่อยุติสงคราม ทั้งบิดาและมารดาของเธอพูดถึงสตรีผู้นี้อย่างชื่นชมและเปี่ยมด้วยความเคารพเสมอและเธอฟังไม่เคยเบื่อตั้งแต่เด็กจนโต หากในโลกนี้ นอกจากบิดาและมารดา น.อลาน่าคือผู้ที่เธอเคารพนับถืออย่างที่สุดแม้ไม่เคยพบหน้าสักครั้ง ในวิหารมีรูปภาพจิตรกรรมมากมายที่วาดขึ้นเพื่อเล่าเรื่องราวในครั้งนั้น เธอเดินชมพร้อมระลึกคำเล่าของบิดาและมารดาไม่เคยเบื่อ

แต่คืนนี้ต่างจากทุกวัน เธอเข้ามาจุดตะเกียง พร้อมเดินรำพึงถึงเหตุการณ์ต่างๆทีละภาพตามลำพัง แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เหมือนมีใครอยู่ข้างๆเสมอ หากแต่ไม่ใช่ความหวาดกลัวกลับอบอุ่นและปลอดภัย ความรู้สึกที่ชวนให้พิศวงนี้ แรงกล้าขึ้นเมื่อเธอมาถึงภาพสุดท้ายกลางวิหาร ภาพการขึึ้นสู่สวรรค์ของน.อลาน่าอันแสนวิจิตรงดงาม เธอจ้องมองภาพจดจ่อจิตใจดื่มด่ำราวอยู่ในภวังค์ พลันแสงสว่างจ้าขึ้น ตรงหน้ามีเด็กชายหน้าตาน่ารักในชุดสีทองอร่าม ปีกทั้งสองข้างของเขามีขนสีทองสลับขาว ใช่แล้วเขามีปีกอยู่ที่หลัง อาวีลาขยับตัวไม่ได้ แต่เธอรู้สึกเบาสบายเหมือนล่องลอยในอากาศ เด็กคนนั้นถามเธอว่า "อยากพบท่านอลาน่าไหมครับ" เธอมิทันได้ปริปาก แต่สมองเธอตอบไปแล้วว่า แน่นอนสิ อยากพบแต่มันเป็นไปไม่ได้

ทันใดนั้น แสงสว่างไสวอ่อนโยน ฉายจากเบื้องบน ที่ภาพของ น. อลาน่านั้นกลับมี น.อลาน่าอีกคนหนึ่ง แต่ช่างสว่างไสวงดงามเสียยิ่งกว่าภาพวาด "สวัสดี อาวีลา ยินดีที่ได้พบเธอนะจ๊ะ" เสียงนั้นราวพุ่งเข้าสู่สมองเธอ สตรีสว่างไสวท่านนั้นไม่ได้ขยับปาก แต่เธอรู้ได้ทันทีว่าการสื่อสารนี้มาจากใคร ที่สำคัญ คำพูดนั้นไม่ใช่ภาษาแอนดิซอง หรือภาษาละตินอันเป็นภาษากลางของเมอริเซีย แต่เป็นภาษาฟูดินันอันเป็นภาษาแม่ของเธอ "ดิ... ดิฉัน เอ่อ... ยินดีเหลือเกินที่ได้พบท่านค่ะ ฉันฝันไปใช่ไหม เหตุใดท่าน กรุณามาหาดิฉันค่ะ" น้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลพราก จมูกคัดตีบตัน ลิ้นแข็งไป เธอเพียงแต่คิดทุกคำในใจ ทันใดนั้นสตรีสว่างไสวก็ยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนพร้อมคำตอบ "เธอไม่ได้ฝัน และฉันมาเพื่อช่วยเหลือเธอ และครอบครัวของเธอ และอยากขอร้องให้เธอช่วยฉัน และชีวิตผู้คนจำนวนมากจะได้ไหมจ๊ะ"

"ได้ค่ะ แต่คนชาวป่าชาวดงต่ำต้อยอย่างดิฉันจะทำอะไรได้ค่ะ" อลาน่ายิ้มอย่างเอ็นดูในความสุภาพถ่อมตนของหญิงสาว

"เธอถูกเลือกมาอย่างพิเศษ พรสวรรค์ที่เธอมีก็ถูกประทานให้ตั้งแต่ก่อนเธอจะเกิดมา เธอถูกเตรียมไว้เพื่อภารกิจนี้ ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว อย่ากลัวเลย แต่จงมั่นใจในตัวเอง ฉันจะอยู่ข้างเธอเสมอในภารกิจนี้จ๊ะ"

"ฉันขอให้เธอรวบรวมผู้คนทั่วนครซานตาน่าอธิษฐานภาวนา 7 วัน 7วันนี้ทุกคนจงละเว้นจากบาป จงถือศีลอดอาหาร กินแต่ ขนมปัง ผักขม และน้ำเปล่า และจดจ่อจิตใจสู่สวรรค์วอนขอความช่วยเหลือและสันติภาพ มิฉะนั้นสงครามอันโหดร้ายจะเกิดขึ้นที่นี่ ความอดยากเร้นแค้นอย่างยิ่ง และขมขื่นอย่างยิ่ง และน้ำตาแห่งความเศร้าโศกอย่างยิ่งจะท่วมท้นที่นี่ ตลอด7วันนี้ เธอจะพบฉันทุกวันเวลาบ่าย3โมง และฉันจะบอกเธอว่าให้ทำอย่างไรต่อไป"

น.อลาน่าค่อยๆลอยหายไปในภาพวาด อาวีลาออกจากภวังค์ พบว่าเริ่มรุ่งสาง เธอวิ่งตะโกนบอกทุกคนตามท้องถนน เมื่อประชาชนชุมนุมกัน เธอเล่าเรื่องทุกอย่าง ที่เธอได้ประสบ ถึงเวลานี้ เธออดคิดไม่ได้ว่า มันดูน่าเหลือเชื่อ และเธอดูจะพูดจาเหมือนคนบ้า แต่ความรู้สึกที่ น.อลาน่าอยู่ข้างตัวเธอ ยังไม่จางหาย เธอจึงมีความกล้าหาญที่จะพูดทุกอย่าง อิสอาเบล โจฮัน และ ซาโลเม่ รวบรวมผู้คน กระจายข่าวการถือศีลภาวนา ชาวนครซานตาน่า เริ่มต้นอธิษฐานอย่างศรัทธาโดยพร้อมเพรียง


Vow

มหาเสนาบดีฟาริด บุกเข้าเฝ้าพระจักรพรรดิ์ ทันทีที่ทราบข่าวการระดมพล เขาคุกเข่าลง ถอดมาลาแสดงยศวางกับพื้น กล่าวด้วยเสียงเครียดขึงหนักแน่น "พระราชโองการการระดมพล หม่อมชั้นไม่อาจสนองได้ ขอทรงประหารหม่อมชั้นเสียตอนนี้"

อิสมาคาอินตกตะลึงกับเดิมพันชีวิตของฟาริด แน่นอนในเวลานี้ ฟาริดคือผู้ที่เป็นดุจญาติสนิทคนเดียวที่เหลืออยู่ ผู้ที่เขารักนับถือดุจบิดายื่นข้อเสนอที่เขาไม่อาจปฏิเสธ

"หม่อมชั้นได้ร่วมสร้างสันติภาพกับพระบิดาและพระมารดาของพระองค์ และพระองค์สานต่อจนสำเร็จ หากวันนี้ หม่อมชั้นต้องทำลายสิ่งที่ได้ร่วมปฎิญาณกับพระบิดาและพระมารดาของพระองค์ ก็ขอตายเสียดีกว่า"

อิสมาคาอิน รู้จักฟาริดมานานปี และรู้ว่าเขาหมายความตามที่พูดทุกคำจริงๆ

"ทหารซาโลมภายใต้การบังคับบัญชาของท่านมหาเสนาจะไม่ยอมทำตามจักรพรรดิ์ของพวกเขาด้วยสินะ ...ก็ได้.. กองทหารเดียวที่อยู่ภายใต้บัญชาส่วนพระองค์ คือกองร้อยองครักษ์หลวงที่ข้าสั่งการได้โดยตรง ก็คงเพียงพอกำจัดพวกนักบวชจอมปลอมไม่กี่คนนั่นไม่ยาก และหากท่านคิดจะห้ามก็จงฆ่าข้าซะตรงนี้ด้วย เพราะมิฉะนั้น ข้าจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวข้าเองแล้วแม้แต่ท่านก็ไม่อาจขัดขวางได้"

ฟาริด รู้จักอิสมาคาอินตั้งแต่เขาเกิด และรู้ว่าเขาหมายความตามที่พูดทุกคำจริงๆ

ทันทีที่กองร้อยราชองครักษ์ พร้อมรถม้าศึกออกเดินทัพ โดยการทรงนำทัพเองของพระจักรพรรดิ์ มหาเสนาชราขึ้นขี่นกยักษ์โมฮา ลัดเส้นทางสู่โอเอซิสซานตาน่าเพื่อเตือนภัย และพร้อมแลกชีวิตขัดขวางโศกนาฏกรรมนี้ นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เสนาผู้ชราจะสามารถทำได้
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Tear of Heaven

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ เม.ย. 29, 2012 4:29 am

Holy Prayer

วันที่ 6 แห่งการอธิษฐาน ประชาชนยังไม่ย่อทัอลงเลย เพราะทุกวันในเวลาบ่ายสาม จะมีข้อความหนุนกำลังใจและคำอวยพรจาก น.อลาน่า ที่ อาวีลา มองเห็นและพูดคุยกับท่านได้แต่เพียงผู้เดียว วันนี้มีข้อความที่พิเศษกว่าทุกวันคือ "มิตรจากอดีตจะมาอยู่ข้างพวกเธอ"

มหาเสนาฟาริดมาถึง และเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นและคำอธิบายของ อาวีลา เขาก็ยังคงสงสัยและไม่เข้าใจว่า การเอาแต่สวดแบบนี้ จะทำให้ทุกคนรอดชีวิตได้อย่างไร ที่สำคัญกองทหารมือสังหารจะมาถึงใน2วัน เมืองที่มีแต่ผู้แสวงบุญ และชาวบ้านไร้อาวุธเช่นนี้จะรับมือได้อย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทางอย่างไม่หยุดพักของ อิสมาคาอิน คือความรู้สึกสงบขึ้นทุกขณะที่เข้าใกล้นครซานตาน่า ความเคียดแค้น และความโกรธ และความตั้งใจที่จะฆ่าและทำลาย ดูจะล้าละลายไปเหมือนน้ำแข็งที่เข้าใกล้เปลวไฟขึ้นเรื่อยๆ แต่นี่คงมาจากความตรากตรำเหน็ดเหนือยในการเดินทาง หากเขาได้เห็นหน้าของพวกชั่วช้าหลอกลวงนั่น โทสะอันบันดาลให้ลงทัณท์อย่างไร้ปราณีก็คงจะเกิดขึ้น

และสารจาก น.อลาน่าในวันที่7 ก็ได้สร้างความยินดีอันน่าฉงน "พรุ่งนี้จะมีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น จงกล้าหาญ และยึดมั่นในศรัทธา ผู้ช่วยเหลือที่ยอดเยี่ยมจากสวรรค์จะหักดาบของเพชฌฆาต จงเชื่อเถิด ความศรัทธาจะทำให้ทุกคนรอด"


There can be miracles

ในวันที่ 8 ทุกคนในนครซาตาน่า ยังคงรวมตัวอธิษฐานภาวนาในวิหาร แม้จะครบ7วันแล้ว ทันใดมีเสียงกระหึ่มจากที่ไกล ฟาริดรีบออกไปดูบนกำแพงเมือง เพราะคิดว่าเป็นเสียงของรถม้ากองทัพ หากทิศของเสียงมาจากจากทางตะวันตก ไม่ใช่ทางเหนือจากจักรวรรดิ์ซาโลม

เงาทะมึนบังแสงอาทิตย์ของพายุทรายมหึมาก่อตัวขึ้น กำลังม้วนตัวมาจากตะวันตก เข้าขวางหน้ากองทัพที่กำลังเข้ามาใกล้ พายุพัดทรายถาถมสูงกลบล้อรถจนรถม้าไม่สามารถจะขยับได้ กองทัพจากซาโลม ติดหล่มพายุนานนับชั่วโมง เมื่อถึงเวลาบ่ายสาม พายุสงบทรายกลบรถม้าแทบมิดคัน ทั้งม้าทั้งคนพยายามตะเกียกตะกายพ้นทราย อิสมาคาอินที่ต้องประสบภัยจากธรรมชาติอันไม่คาดฝัน เริ่มบันดาลโทสะที่เขารอมานาน แต่มันคล้ายเป็นความหงุดหงิดมากกว่ารังสีอำมหิต เขากระชากปลดม้าตัวหนึ่งที่ตะกายพ้นทรายขึ้นมาได้ ขึ้นควบมุ่งตรงไปยังนครศักดิ์สิทธิ์ ที่เห็นตรงหน้า

เมื่อเข้าไปใกล้ประตูเมืองราว 50 ก้าว ม้าที่เขาขี่ก็ชะงักหยุดนิ่ง สั่งบังคับอย่างไรก็ไม่ไป ราวกับมีผู้มีอำนาจมากกว่าสั่งบังคับมันไว้ ทหารบางคนที่วิ่งบ้าง ขี่ม้าบ้าง ตามหลังมา ก็หยุดอย่างงุนงงตามเจ้านายตน ในขณะที่อิสมาคาอินกำลังหงุดหงิดและงุนงง ประตูทิศเหนือของนครซานตาน่าก็เปิดออก ภาพที่ทุกคนเห็น คือ ชายหญิงกลุ่มหนึ่ง ไม่มีอาวุธ แต่งตัวแปลกตา เดินออกมาออหน้าประตูเมือง

ทันทีที่เห็นภาพดังกล่าว มหาจักรพรรดิ์ ก็เหมือนคนสร่างเมา ใจเต้นระส่ำ อย่างประหลาด ท้องเกร็งด้วยความเครียด รู้สึกจุกอกแทบลืมหายใจ มันไม่ใช่ความเคียดแค้น แต่ความรู้สึกนั้นยากจะบรรยาย เขาเริ่มคิดอะไรไม่ออกทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี จนกระทั่งกลุ่มชายหญิงนั้นเริ่มเดินมาหาเขาและ ได้กระทำสิ่งที่เขาไม่คาดฝันว่าจะเห็น..................
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Tear of Heaven

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ เม.ย. 29, 2012 8:13 pm

When you believe

อาวีลา และอิสอาเบลพี่ชาย ตามหลังด้วยลูกและภรรยาของอิสอาเบล เดินมาที่ประตูทิศเหนือตามเสียงบอกของ น.อลาน่า ที่ยังคงพูดคุยกับเธอ แม้ในเวลานี้จะมองไม่เห็นร่างของท่าน แต่เธอรู้สึกได้ว่าท่านนั้นอยู่ใกล้ๆเธอตลอดเวลา ทันทีที่ประตูเปิด เธอกลัวแทบลืมหายใจ เมื่อเห็นว่าไม่ไกลเกิน 50 ก้าว ชายกลางคนร่างใหญ่ ขี่ม้าสีดำ หยุดยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมทหารจำนวนหนึ่งที่ด้านหลัง อิสอาเบลจับมือให้กำลังใจน้องสาว และพบว่าตัวเองก็มือสั่นอยู่เช่นกัน อาวีลาจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นเหมือนปลอบใจพี่ชายและปลอบใจตัวเองด้วยว่า "ไม่ต้องกลัวนะพี่ ท่านอยู่กับเรา ชาวสวรรค์อยู่ข้างเรา พระเจ้าอยู่ข้างเรา"



Encounter

ทั้งสองพี่น้องและครอบครัว เดินพ้นประตูเมืองมาได้ 7 ก้าว ก็หยุดและก้มลงกราบจรดดิน อิสมาคาอิน สะดุ้ง ตัวเกร็งอยู่บนหลังม้า รู้สึกหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเหมือนโดนบีบ คนกลุ่มนั้นลุกยืนขึ้นเดินมาอีก 7 ก้าว ก็คุกเข่าก้มลงกราบอีก แล้วลุกขึ้น ทำแบบเดิม ยิ่งเข้ามาใกล้ จักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็เริ่มสับสน นอกจากจะเป็นความไร้เกียรติหากจะเข่นฆ่าคนไร้อาวุธ รวมทั้งเด็กและสตรีที่มีท่าทีเช่นนี้ ความรู้สึกที่ไม่อาจจะยอมรับได้ที่เกิดขึ้น "การอยากพบ" ที่ผุดขึ้นนี้ คืออะไร เมื่อถึงการกราบครั้งที่ 4 กลุ่มคนนั้นเดินมาได้เกินครึ่งทาง อิสมาคาอินกระโดดลงจากหลังม้าโดยไม่รู้ตัว ในระยะนี้ เขาเริ่มเห็นหน้าชายหญิงทั้งสองที่นำกลุ่มอยู่ชัดเจนขึ้น ใบหน้าที่ดูเป็นชาวบ้านซื่อๆ แฝงความหวาดกลัว แต่ก็ดูมุ่งมั่น "มีตรงไหนคล้ายกันไหม" ความคิดที่อยู่ๆก็ผุดขึ้นมาทำให้อิสมาคาอินตกใจกับความคิดของตัวเอง

ในการก้มลงกราบครั้งที่ 5 อาวีลา ได้ยินเสียงหนึ่งที่คุ้นเคย เธอน้ำตาไหล พูดเสียงเบาพอให้พี่ชายได้ยิน "ตอนนี้ พ่อกับแม่ก็อยู่กับเรานะ" อิสอาเบลน้ำตาไหลบ้าง มีกำลังใจขึ้น หากพวกเขาต้องตายลงก็ไม่กลัวเลย เพราะก็เพียงแต่จะอยู่พร้อมหน้ากันเท่านั้น

เมื่อทั้งกลุ่มลุกขึ้นจากการกราบครั้งที่ 6 อิสมาคาอินมองเห็นทุกคนชัดเจน เขารู้สึกเหมือนมีน้ำเอ่อขึ้นที่ตา เพราะชายคนนั้นหน้าตาคล้ายเขามาก ต่างเพียงร่างนั้นเล็กกว่า ผิวพรรณที่ดูเกลี้ยงเกลา ด้วยหนวดเคราและขนตามแขนขาร่างกายที่น้อยกว่าเขามาก เมื่อเขาหันไปมองหญิงสาว ใบหน้าสวยหมดจด กริยาท่าทางเรียบร้อย บอบบาง ต่างจากมารดาของเขาที่ดูทะมัดทะแมงกระฉับกระเฉงและเข้มแข็ง ผู้หญิงที่เสด็จแม่เขียนถึงในจดหมายว่าแสนดีนักหนาและเสด็จแม่รู้สึกผิดต่อเธอเสมอมา จะเหมือนหญิงสาวคนนี้ไหม

เมื่อเดินมาถึงห่างกันไม่กี่ก้าว การก้มกราบครั้งที่7 อิสมาคาอินถลาเขาไปหากลุ่มคนนั้น พยุงชายหญิงสองคนขึ้น ในเวลานี้น้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลออกมาจากมหาบุรุษนักรบ

"พวกเจ้าลุกขึ้น..." อิสมาคาอินข่มเสียงที่สั่นเครือ "เอ่อ...พวกเจ้ามีนามว่าอะไรกันบ้าง"

ทั้งสองหันหน้าหากันพูดภาษาฟูดินัันที่เขาไม่เข้าใจ อิสมาคาอิน นึกขึ้นได้จึงพูดออกมาว่า "อ้อ คงไม่เข้าใจสินะ ข้าลืมไป" เขาจึงเอามือแตะที่อกของตน "อิสมาคาอิน" ทั้งสองยิ้มออกมา เอามือแตะที่อกของตน "อาวีลา" "อิสอาเบล"

"แล้วนั่นครอบครัวพวกเจ้าเหรอ...อ้อ จริงสิ ข้าเผลอพูดภาษาซาโลมอีกแล้ว" อิสมาคาอินยิ้มเล็กน้อย และเริ่มกังวลกับการสื่อสาร เขารู้ดีว่า นครซานตาน่าใช้ภาษาละติน เพราะเป็นสถานที่ที่คนหลายชาติมารวมกัน จึงใช้ภาษาอันเป็นภาษากลางของเมอรีเซีย แต่เขาเองไม่ถนัดภาษานี้นัก

ทันใดนั้น อาวีลาหลบตาต่ำเอียงคอเหมือนตั้งใจฟังอะไรบางอย่าง และพูดภาษาซาโลม ที่ละคำช้าๆ "ใช่ คะ ครอบ ครัว ของ พี่ อิสอาเบล แต่ ฉัน ยัง ไม่ แต่ง งาน ค่ะ" อิสมาคาอินงุนงง ถามออกมาเป็นภาษาซาโลมอีก "เจ้าพอพูดภาษาเราได้เหรอ"

อาวีลาหยุดเล็กน้อยก่อนตอบช้าๆเป็นคำๆอีก "ได้น้อยมากค่ะ แต่ท่านพ่อฟังท่านพี่ แล้วท่านพูดให้ฉันพูดตาม" ทันทีที่ได้ยินคำว่าท่านพี่ อิสมาคาอินรู้สึกดีใจอย่างประหลาดเขาคือลูกคนเดียวมาชั่วชีวิต และเมื่อทบทวนเนื้อหา เขาเริ่มงุนงง ผู้หญิงต่างชาติคนนี้คงไม่ค่อยเก่งภาษาซาโลม จึงอาจพูดผิดและสื่อความหมายออกมาแปลกๆ อาวีลาตอบทันทีแบบช้าๆทีละคำเหมือนรู้ความคิดของเขา "ท่านพ่ออยู่ที่นี่จริงๆค่ะ อาจเหลือเชื่อ แต่ฉันมีความสามารถติดต่อจิตวิญญาณต่างๆ และท่านพ่ออยู่ที่นี่ค่ะ" อิสมาคาอิน รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก่อนที่เขาจะคิดอะไรต่อไป หญิงสาวก็พูดขึ้นช้าๆแม้บางคำจะสำเนียงเพี้ยนไปบ้างแต่เข้าใจชัดเจนว่า "พ่อภูมิใจในตัวลูกเหลือเกิน"

อิสมาคาอินถึงกับชะงักไป หัวใจกระตุกวูบกับคำพูดนี้ คำพูดของมารดาในวันครองราชย์ผุดขึ้นมา "ถ้าพ่อได้เห็นคงภูมิใจในตัวลูกมาก" ในครั้งนั้นอิสมาคาอินที่ได้เข้าใจว่าบิดาเสียชีวิตไปแล้ว ได้ตอบในตอนนั้นว่า "ท่านพ่อคงภูมิใจอยู่ในสวรรค์แน่นอนครับท่านแม่"

ใช่แล้วนี่คือคำเขาอยากฟังมากที่สุด คำพูดชมเชยจากท่านพ่อที่ไม่มีโอกาสเห็นวันเสด็จขึ้นครองราชย์ของเขา น้ำตาคลอเต็มดวงตา แต่แล้วความสับสนก็เริ่มถาโถมกลับมา บิดาของเขาที่ได้เชื่อมาตลอดว่าเสียชีวิตไปเมื่อยังเด็ก แล้วแท้จริงกับไปมีชีวิตอยู่ที่อื่น แล้วยังสองคนตรงหน้านี้ เขาจะเชื่อสิ่งนี้ได้หรือ...

อาวีลา ตอบแทรกความคิดของเขาทันทีก่อนเขาจะคิดจบ "พ่ออยากขอโทษ แต่ไม่มีโอกาสเสียแล้ว จึงให้น้องทั้งสองเป็นตัวแทนของพ่อ ขอโทษลูก" อิสมาคาอินนึกถึงจดหมายของมารดาที่กำชับนักหนาว่า ความผิดทั้งหมดเป็นของเธอเองและอย่าถือโทษโกรธบิดา ทันใดนั้น อาวีลาทำหน้าแปลกใจ เธอได้ยินเสียงคนที่ไม่รู้จัก ก่อนจะพูดช้าๆว่า "ท่านหญิง... ซูไลก้า"

ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ อิสมาคาอินก็ตกใจแทบสิ้นสติอีกครั้ง ก่อนอาวีลาจะพูดประโยคอย่างช้าๆ ทีละคำ "อย่าโกรธพ่อของเจ้าเลยนะลูก ครั้งนั้นเป็นความผิดของแม่เองที่ดื้อดึงและอยากเอาชนะ จงโทษแม่เถอะ"

จดหมายลับที่ปิดผนึกอย่างดี ท่านฟาริดผู้เป็นชายชาตินักรบเก็บรักษาและส่งต่อโดยไม่มีรอยเปิดอ่าน และเชื่อแน่ว่าจะไม่มีวันทำ ข้อความที่มีแต่ท่านแม่และเขาเท่านั้นที่รู้ ประโยคเดียวกันในคำลงท้ายของจดหมายลับฉบับนั้นแม้สำเนียงจะเพี้ยนไปบ้างแต่ครบทุกถ้อยคำ อิสมาคาอินโผเข้ากอดอาวีลาน้ำตาไหล เธอไม่รู้เลยว่าเธอพูดอะไรไปบ้าง แต่เธอก็พลอยร้องไห้ไปด้วย

"ข้าต่างหากต้องขอโทษทุกคน ที่ไม่ทำตามคำขอร้องของท่านแม่ ไม่ให้โอกาสท่านพ่อ และยังคิดฆ่าพี่น้อง"

อิสมาคาอิน หันไปหาอิสอาเบล สองมือจับไหล่ของเขา พิจารณาดูรูปร่างหน้าตาของเขาแล้วยิ้มออกมาอีกครั้ง เมื่อมองถัดไปเห็นฟาริดที่ยืนห่างไปไม่มาก พวกเขาไม่ได้สังเกตว่าฟาริดเดินมาสมทบ ตั้งแต่เห็นอิสมาคาอินพยุงน้องของตนลุกขึ้น และยืนดูเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ห่างๆ ตั้งแต่เกิดมาอิสมาคาอินเพิ่งเคยเห็นน้ำตาของมหาเสนาผู้เคร่งขรึม เขาหัวเราะออกมาเพราะเห็นว่าหน้านั้นแดงและเกร็งจนริ้วรอยขึ้นเต็มไปหมดเพราะพยายามกลั้นน้ำตาแต่ก็เหมือนจะไม่สำเร็จ

โจฮัน และซาโลเม่ ออกมาเชื้อเชิญให้อิสมาคาอิน และกองทหารเข้าพักผ่อน สนทนากันในเมือง สามพี่น้องเริ่มพูดคุยถามสิ่งต่างๆโดยฟาริด โจฮัน และซาโลเม่ช่วยกันเป็นล่ามให้เท่าที่สามารถ ตอนนี้อาวีลาไม่ได้ยินและไม่เห็นอะไรอีก


Rising in the East

หลังจากพักผ่อนและสนทนากันอยู่สามวัน อิสมาคาอิน ชักชวนน้องทั้งสองไปอยู่ด้วยกันในซาโลม แต่ อิสอาเบลอยากกลับไปดูแลเหล่าผู้ศรัทธาในฟูดินัน เพื่อสานงานของอิสฮาน(ภายหลังจากอิสอาเบลเสียชีวิต ลูกๆของเขาได้เผยแผ่หลักคำสอนของอิสฮานทั่วภูมิภาคทางใต้ของเมอริเซีย) อิสมาคาอินอยากช่วยจัดการให้อาวีลาได้แต่งงาน แต่เธอปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า คลอดเวลาที่เธอเติบโตมา เธอใฝ่ฝันอยากมีชีวิตแบบ น.อลาน่า มากกว่า แต่ไม่ได้จะเหมือนกันเสียทีเดียว เธอตั้งใจว่า จะตั้งคณะนักบวชหญิงที่อุทิศตนเพื่อการอธิษฐานภาวนา และเรียนรู้วิธีการเพ่งญาณ เพื่อเรียนรู้วิถีแห่งจิตวิญญาณ ยกระดับจิตใจสู่เบื้องบน ควาบคู่ไปกับการทำกิจกุศลต่างๆด้วย อิสมาคาอินจึงสนุบสนุนเต็มที่ เสริมสร้างหอคอยทองคำขึ้นอีก 4 ชั้น สนับสนุนทุนทรัพย์ในการตั้งอาราม และ ประกาศอุปถัมภ์คณะซิสเตอร์แห่งซานตาน่า(ภายหลังการเสียชีวิตของ อาวีลา คณะแม่ชีนี้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะ ซิสเตอร์แห่งอาวีลา) การเดินทางไปมาของซาโลมและนครซานตาน่า เพื่อการแสวงบุญ และการมาเผยแพร่คำสอนจากซานตาน่า เริ่มดำเนินอย่างคึกคัก ได้มีการสร้างถนนเชื่อมนครซานตาน่า กับซาโลม ทำให้ ยุคทองแห่งความเจริญรุ่งเรืองของนครซานตาน่าเริ่มต้นขึ้น จักรพรรดิ์แห่งซาโลม ประกาศพระราชกฤษฎีกาอุปถัมภ์ และคุ้มครอง นครซานตาน่า เทียบเท่าหัวเมืองบริวาร ใครคิดรุกรานนครนี้จะเท่ากับเป็นศัตรูกับจักรวรรดิ์ซาโลมอันยิ่งใหญ่

สันติสุข และความสงบสุขของมวลมนุษย์ได้เริ่มต้นขึ้น ดังดวงอาทิตย์ที่เริ่มทอแสงขึ้น จากยอดเขา แต่ทว่า ในเงาของภูเขาที่ทอดยาวนั้น มีบางสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ ความริษยา ความโกรธ ความโลภ บาปชั่วนานาประการ และความหลงผิดคิดชั่ว ยังเฝ้ารอเวลาแก้แค้น สวรรค์และโลกอยู่อย่างเงียบๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน