Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน พุธ ส.ค. 15, 2018 4:18 pm

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel นิยายฉบับเต็ม Romancing Story < Eternal Sunset

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


นิยายฉบับเต็ม Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 3:58 am

Eternal Sunset_Summoner Master Side Story

รูปภาพ

ดวงอาทิตย์ตื่นจากการหลับใหลพร้อมเสียงดนตรีบรรเลงทั่วเมืองหลวงของซาโลม ไม่มีแห่งหนใดเลยที่ความชื่นชมปิติยินดีเว้นว่างไม่เข้าครอบครอง ด้วยเหตุว่างานอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์อิสฮานกับว่าที่ราชินีซูไลก้าจะหยุดยั้งสงคราม นำความสงบสุขมั่นคงถาวรมาสู่ซาโลมและลาซาล

อิสฮาน (Ishan, the Prophet) ในชุดอภิเษกสมรสเกาะราวระเบียงวังมองพ้นกำแพงเมืองที่มีเพียงทะเลทรายสุดตา สายตาเลื่อนลอยมองตรงไปยังทิศทางที่ฟูดินันตั้งอยู่ เขาได้แต่ถอนใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น งานแต่งงานเพื่อการเมือง

อิสฮานไม่ได้รักซูไลก้าเลยหากรักในความหมายนี้คือสภาพสามีภรรยา แต่ด้วยประชาชนเบื่อหน่ายและเจ็บปวดกับสงครามมามากพอแล้ว เขาจะใจร้ายพอให้ความรักของตนยื้อการสู้รบต่อไปได้อย่างไรกัน ภายหลังสงคราม 4 อาณาจักรจบลงแคว้นลาซาลไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นของซาโลม มิหนำซ้ำด้วยภูมิประเทศยังเปรียบเสมือนหอกข้างแคร่ที่น่าหวาดหวั่น การแต่งงานกับซูไลก้าเป็นทางแก้ปัญหาที่เร็วที่สุด

แม้จะต้องลดหัวใจตัวเองลงไปรองรับน้ำหนักของทั้ง 2 อาณาจักรก็ตาม เขายกมือขึ้นทาบอก ที่ที่หัวใจของเขาเคยอยู่ที่นั่น ก่อนจะรำพึงรำพันออกมาด้วยความเศร้า

“แท้ที่จริงชีวิตของข้า ถูกสาปแช่งมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะพยายามลบล้างเท่าใด บาปกรรมแห่งการพลัดพรากก็ยังย้อนกลับมาสร้างความพินาศในชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า ทำไมข้าต้องเป็นดวงอาทิตย์ที่เผาไหม้ตัวเองเพื่อเป็นแสงสว่างให้คนอื่น ในเมื่อไฟแห่งความคลั่งคิดถึง มันเผาทรมานดวงใจนี้ราวกับเพลิงอันเกรี้ยวกราดจากห้วงนรก และการคาดคอยอันโหดร้าย ก็ฉีกทึ้งทรมานวิญญาณนี้จนย่อยยับด้วยคมมีดอันเย็นชาแห่งความโหยหาอาวรณ์ที่แสนอำมหิตโหดร้าย การที่ชีวิตยังไม่แตกดับ จึงกลายเป็นเพียงการกรีดลึกรอยแผลใหม่ลงในหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า… ฉันคิดถึงเธอเหลือเกินวานาอัน”

องค์หญิงซูไลก้า (Zuleika, the Lazal Princess) อยู่ในวังอีกหลังกำลังแต่งองค์ด้วยเครื่องประดับที่งามอลังการที่สุด
“ทรงคิดอะไรอยู่หรือเพคะองค์หญิงซูไลก้า”
ว่าที่มารดาแห่งแผ่นดินทะเลทรายหันตามเสียงเรียกของนาดา รอยยิ้มอิ่มเอมฉาบอยู่บนเรียวปากงาม นางกำนัลชั้นเอกจากราชสำนักลาซาลที่ถูกส่งมาดูแลเธอ นาดายังมีหน้าที่ช่วยคัดเลือกข้าราชบริพารจากลาซาลเข้ามาถวายการดูแลองค์หญิงอีกด้วย

“นาดา เจ้าคิดว่าเวลา 7 ปีมากพอจะเปลี่ยนใจชายสักคนที่มีคนรักอยู่แล้วให้มารักเราได้ไหม?”
“เรื่องนี้อาจเกินการคาดคะเนด้วยสติปัญญาต่ำต้อยของหม่อมฉันเพคะ เว้นแต่จะได้ลองดูก่อน”

ซูไลก้าเงียบไป แต่ครั้นแล้วก็ลุกขึ้นด้วยท่วงท่าดั่งนางพญาหงส์ รอยยิ้มที่เปี่ยมความมุ่งมั่นและมั่นใจ
นางกำนัลยิ้มรับพลางโค้งคำนับรับคำเจ้าเหนือหัว ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ ชีวิตก็ต้องก้าวไปสู่การผจญภัยครั้งใหม่

เสียงร้องสรรเสริญกึกก้องเมื่อขบวนอภิเษกได้เคลื่อนผ่านเพื่อให้ราษฎรได้ชมพระบารมี กษัตริย์อิสฮานและราชินีซูไลก้าโบกมือให้ประชาชนด้วยความชื่นบานหทัย แต่ขณะเดียวกันทหารองครักษ์ร่วมของ 2 อาณาจักรนั้นกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ โดยเฉพาะหัวหน้าองครักษ์ตามจุดต่างๆ

...“เราไม่รู้ว่าพวกที่จ้องปลงพระชนม์เป็นใคร ต้องการอะไร บางทีพวกมันอาจแฝงอยู่ในฝูงชนก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ให้จอมเวทย์ตามขบวนเยอะๆ เตรียมกางบาเรียให้พร้อมหากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น”

นายทหารช่วยกันระดมความคิดหาทางคุ้มกัน 2 พระองค์ให้ดีที่สุด นายทหารลาซาลคนหนึ่งเสนอขึ้นมา

“แล้วหน้าขบวนล่ะ องค์หญิงระบุเองว่าต้องการให้มีทหารน้อยที่สุดเพื่อประชาชนจะได้ชมพระพักตร์เต็มที่แต่การป้องกันย่อมอ่อนแอที่สุดด้วย เช่นนั้นแล้วทหารลาซาลขออาสาติดตามอารักขาเอง”...

ยิ่งขบวนอภิเษกใกล้ถึงพระราชวังความกังวลของทหารก็ผ่อนคลายลงแทบหมดสิ้น จนเมื่อใกล้ถึงประตูพระราชวังจู่ๆ ก็มีคนสวมผ้าคลุมสีน้ำตาลวิ่งมาขวางหน้าขบวน ลูกไฟขนาดยักษ์ถูกร่ายโจมตีในเวลาอันสั้นเข้าใส่อิสฮาน แต่จอมเวทย์เพลิงชั้นสูงได้กางม่านไฟทรงอานุภาพป้องกัน โดยราชาของตนไม่ได้รับอันตรายแม้แต่น้อย

แต่ช่วงที่ทุกคนสาละวนปกป้องอิสฮานนั้นคนชุดน้ำตาลอีกคนกลับโผล่มาข้างหลังซูไลก้า ลูกไฟทมิฬอีกลูกพุ่งสู่พระพักตร์หวังปลงพระชนม์ ใกล้จนแม้จอมเวทย์ชั้นยอดที่อยู่ใกล้ก็ช่วยไม่ทัน...

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!”

เสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมานดังขึ้น นาดานางกำนัลคนสนิทกระโดดเข้าปกป้องนายเหนือหัว เพลิงนั้นเผาผลาญใบหน้าผุดผ่องงดงาม นักเวทย์รีบร่ายมนต์แก้ทันทีแต่นางนั้นกลับลงไปดิ้นทุรนทุรายกุมใบหน้าแสบพองร้อนบนพื้น ขณะที่ซูไลก้าที่กำลังตกใจก็โผเข้ามาหลบอยู่ในอ้อมกอดอันปลอดภัยของอิสฮาน...
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 3:59 am

คืนนี้แทนที่จะมีงานเลี้ยงใหญ่โตแสนเลิศหรู กลับมีทหารเดินเพ่นพ่านไปทั่วพระราชวังที่แสนอึมครึม หน้าห้องบรรทมของประมุขมีเพียงทหารลาซาลเพื่อความสบายใจของซูไลก้า อิสฮานนั่งทำงานราชกิจด้วยสีหน้าที่ซีดลงเล็กน้อยส่วนซูไลก้านอนพักผ่อนครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นาดานอนสลบยังไม่ได้สติแม้จะเอาชีวิตรอดแต่ใบหน้าคงย่อยยับพุพองอัปลักษณ์

“อิสฮานนี่ก็ดึกมากแล้ว มานอนพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้จะได้สดชื่น” ซูไลก้ายิ้มอย่างเอียงอายเอ่ยเรียกผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี

“ขอโทษนะคืนนี้ข้าขอทำงานต่ออาจจะนอนที่ห้องทำงานเลย เจ้านอนก่อนก็ได้”

“แต่ว่าวันนี้เป็นวันอภิเษกสมรสของเรานะ ท่านจะไม่เข้าหอ...” ซูไลก้าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

อิสฮานหอบฎีกาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเดินตรงดิ่งไปที่ห้องทรงงานทันที ซูไลก้าลุกตามไปทันที ทว่าประตูห้องทรงงานล็อคแข็งแรง และมันคงจะเป็นเช่นนี้ในทุกวันต่อๆ ไป

“นี่เป็นแค่ก้าวแรกของสิ่งที่ต้องเผชิญสินะ” เธอถามตัวเองพร้อมน้ำตาที่รื้นขึ้นมา

ขณะเดียวกันในที่ห่างออกไปไกลแสนไกลใต้ร่มมหาพฤกษา วานาอันแม้จะอยู่ไกลแต่ก็ไม่ได้หลงลืมวันสำคัญนี้ วันที่คนรักต้องเป็นของคนอื่น เธอพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาแต่มันเป็นเรื่องยากเหลือเกิน กิ่งของต้นอิกดราซิลโยกไหวช้า ๆ ราวกับจะปลอบประโลมหญิงสาว เธอแนบแก้มกับโค่นต้นไม้ยักษ์เพื่อรับการปลอบประโลมใจ แต่ก็แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะในเมื่อหัวใจของเธออยู่ที่อีกฟากของทวีป หยาดน้ำตาร่วงหล่นราวไข่มุก

“นี่เป็นแค่ก้าวแรกของสิ่งที่ต้องเผชิญสินะ” เธอถามตัวเองเช่นกัน
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:00 am

...3 เดือนก่อน

วานาอัน (Wanaan, the Prophet’s Follower) ออกจากห้องครัวพร้อมอาหารพื้นบ้านฟูดินันหอมกรุ่น อีกไม่นานอิสฮานกับซูไลก้าจะกลับจากราชกิจเยี่ยมประชาชนนอกเมืองหลวง ใช่ อิสฮานกับซูไลก้า..

“วานาอันรอพวกฉันนานหรือเปล่า”

ทันทีที่ได้ยินเสียง รอยยิ้มอ่อนหวานก็แตะแต้มริมฝีปากบาง พาลทำเอาผู้ที่เห็นอดยิ้มตามไม่ได้ อิสฮานวิ่งเข้ามาหาทันที ก่อนจะตรงเข้าสวมกอดเธอด้วยความรักใคร่ ซุกหน้าลงกับผมยาวสลวยของเธอสูดกลิ่นหอมละมุนด้วยดอกไม้ของเธออย่างคิดถึง เพียงแค่ได้เห็นหน้า ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ ภารใจอันแสนหนักอึ้งก็ดูจะหายวับไปกับตา

“เหนื่อยไหม?” วานาอันถามเสียงเบา พลางยกมือขึ้นลูบผมอิสฮานอย่างอ่อนโยน

“แค่เห็นหน้าเธอ ฉันก็หายเหนื่อยแล้ว” อิสฮานผงกหัวขึ้นเพื่อมองดวงหน้าอ่อนหวานของวานาอัน เขายิ้มอย่างมีความสุข ยกมือขึ้นกุมมือเล็ก ๆ ของเธอที่ลูบผมเขาไว้ก่อนจะเลื่อนให้มาสัมผัสแก้มของเขา ดวงตามองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว เพื่อให้เธอได้เห็นว่าดวงตาของเขาสะท้อนภาพของเธอเพียงผู้เดียว การกระทำเพียงแค่นี้ก็ทำเอาหญิงสาวผู้แสนขี้อายหน้าแดงแล้ว

วานาอันยิ้มอย่างเอียงอายกับความรักที่ชายหนุ่มมีให้ โดยความที่เธอสามารถสัมผัส และสื่อสารกับธรรมชาติรอบตัวได้ ทำให้แม้ชายหนุ่มไม่ต้องเอื้อยเอ่ยใด ๆ เธอก็สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกท่วมท้นของเขา

“คิดถึงฉันไหม?” อิสฮานยิ้มถาม แม้จะรู้ดีว่าในใจของหญิงสาวมีเพียงตนเท่านั้น แต่เขาก็ยังอยากฟัง
“อืม” หญิงสาวก้มหน้างุดตอบเสียงเบาจนแทบจะกระซิบ หน้าแดงจนถึงหู
“ไม่ได้ยินเลย?” อิสฮานแกล้งเอียงหูเข้าไปใกล้ ๆ รอยยิ้มเปี่ยมสุขฉาบอยู่บนใบหน้า
“คิดถึง” วานาอันกระซิบเบา ๆ ที่หู หน้าแดงจนทำอะไรไม่ถูก
อิสฮานหัวเราะในลำคออย่างมีความสุข กอดเธอแน่น ๆ อีกครั้ง ก่อนจะคลายอ้อมแขนออกไม่แกล้งเธออีก
“ว้าว เธอเข้าครัวเองเลยเหรอ คิดถึงอาหารฟูดินันจัง”

อิสฮานวิ่งเหมือนเด็กตรงมาที่โต๊ะอาหารพร้อมกับจูงวานาอันมาด้วย เขาทำเช่นนี้ได้ก็เฉพาะเมื่อพ้นจากสายตาของข้าราชบริพารและปวงชน กษัตริย์หนุ่มมองหญิงอันเป็นที่รักด้วยความสีหน้าเปี่ยมสุข ขณะที่ซูไลก้าเม้มริมฝีปากแน่นมองเพียงหางตาแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:01 am

“วันนี้ฉันว่างทั้งวัน เลยขอเขาเข้าครัว...” วานาอันยิ้มน้อย ๆ พูดพลางค่อย ๆ บรรจงตักอาหารใส่ชาม โดยที่ไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของชายหนุ่ม จนเมื่ออิสฮานดึงชามในมือของเธอวางลงบนโต๊ะ แล้วดึงมือนั้นมากุมไว้แนบหัวใจนั้นเอง เธอถึงจะเลื่อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยสายตาเป็นคำถาม

“ขอโทษนะ วานาอัน”

อิสฮานมองหญิงสาวรู้สึกสงสารจับใจ เขารักวานาอัน รักสุดหัวใจ และอยากจะประกาศให้ทั้งอาณาจักรได้รับรู้ถึงความรักที่เขามีต่อผู้หญิงผู้แสนดี ผู้ที่เขาทั้งรักและเทิดทูนคนนี้ ผู้ที่ช่วยเขาให้รอดพ้นจากความตาย ชุบชีวิตเขาที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิตให้ได้กลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง ความรักความหวังดีที่ไม่มีเงื่อนไขของเธอทำให้เขายกให้เธอเป็นเจ้าชีวิตและเจ้าหัวใจ แต่เพราะกฎมณเฑียรบาลและเพราะการเมืองที่ยังคงวุ่นวายไม่หยุด ทำให้เธอผู้เป็นหญิงต่างชาติ ซ้ำไม่ได้เป็นเชื้อพระวงค์มาแต่กำเนิด ไม่ได้รับการยอมรับให้ขึ้นตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งซาโลม

เมื่อตอนที่บรรดาขุนนางเสนอให้เขารับวานาอันเข้าไปอยู่ในฮาเร็มเหมือนที่เสด็จพ่อเคยมี แล้วเลือกอภิเษกกับหญิงอื่นที่เหมาะสมแทน ซึ่งเป็นทางเดียวที่เขาจะสามารถอยู่กันวานาอันได้นั้น เขาโกรธจนแทบบ้า เขาไม่ต้องการใครอื่นนอกจากวานาอัน เขาจะมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะเขาได้มอบทั้งหัวใจและชีวิตให้กับเธอไปแล้ว แต่กระนั้นแรงกดดันทั้งจากขุนนางและประชาชนที่ไม่ยอมรับจักรพรรดินีต่างชาติก็ทำให้เขาไม่สามารถทำการใด ๆ ได้ เขาจึงยังไม่ตัดสินใจอภิเษกกับใครทั้งนั้น แต่ขณะเดียวกันก็พาวานาอันออกหน้าออกตาไม่ได้เช่นกัน จนต้องปล่อยเรื่องให้คาราคาซังอยู่เช่นนี้

วานาอันสัมผัสได้ถึงความเสียใจของเขา เธอรู้ว่าเขาขอโทษเธอเรื่องอะไร เพราะเขาเฝ้าขอโทษเธอเสมอ หญิงสาวได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ และยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “ฉันไม่เคยเสียใจที่รักเธอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในสภาพไหน ตราบใดที่เธอยังรักฉัน ฉันก็อยู่ได้”

อิสฮานสูดหายใจเข้าลึก ๆ ซึมซับความรักของหญิงสาวที่มีให้ เขาบรรจงยกมือของหญิงสาวขึ้นก่อนจะจูบลงไปที่กลางฝ่ามือเรียวบางนั้น “ฉันสัญญาว่าจะต้องครองคู่กับเธอให้ได้”

วานาอันยิ้มดวงตาคู่งามฉ่ำชื้นขึ้น เธอพยักหน้าโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะดึงมือนั้นกลับมาทับบนหน้าอกของเธอ ราวกับประทับคำมั่นสัญญานั้นไว้ในใจ

“รีบกินเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดเสียก่อน” วานาอันเอ่ยขึ้น อิสฮานยิ้มเพราะรู้ว่าหญิงสาวรู้สึกขัดเขินจึงจัดแจงก้มหน้าก้มตากินอย่างไม่อิดออด

“ไม่ต้องรีบนะอิสฮาน ค่อยๆ กินก็ได้”

“ถ้าฉันกินหกเลอะเทอะ พี่วานาอันจะตีฉันเหรอ?” อิสฮานแกล้งพูดอ้อนล้อหญิงสาว

“ไหนเธอบอกว่าจะเลิกเรียกฉันว่าพี่ และเลิกอ้อนฉัน เพราะต่อไปนี้เธอจะเป็นคนปกป้องฉันแทนไง?” วานาอันแกล้งท้วงคำมั่นสัญญาของเขากลั้วเสียงหัวเราะ รู้ว่าชายหนุ่มจงใจแหย่เธอ

อิสฮานยักคิ้วให้ก่อนตักอาหารเข้าปากไม่สนใจอะไรอีก ตั้งแต่ได้ขึ้นครองราชย์ราชกิจที่อิสฮานต้องแบกรับนั้นหนักหนาเหลือเกิน โดยเฉพาะการพบปะดูแลครอบครัวที่ต้องสูญเสียพ่อ ลูกชาย หลานชาย จากการเกณฑ์ทหาร แม้แต่ฮารีซันกษัตริย์แห่งฟูดินันก็ยังไม่ต้องทำงานหนักเช่นนี้เลย

เมื่อวานาอันเห็นอิสฮานกินใกล้จะหมดจึงลุกไปเข้าครัวหลวงเตรียมจานใหม่มา แต่พอมาถึงก็เห็นอิสฮานฟุบหลับคาโต๊ะอาหารเสียแล้ว หญิงชาวป่าน้ำตาร่วงรู้สึกสงสารเขาจับใจ เธออยากแบ่งเบาภาระของเขาเหลือเกิน
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:03 am

วันเวลายังดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ความแข็งขืนไม่ยอมเลือกคู่ครองของกษัตริย์อิสฮานเริ่มสร้างความวิตกกังวลให้แก่บรรดาข้าราชสำนักและประชาชน ทุกคนต่างเริ่มกดดันกษัตริย์อิสฮานให้เลือกคู่ โดยเสนอเจ้าหญิงซูไลก้า ผู้เพียบพร้อมทั้งยศศักดิ์ รูปโฉม สติปัญญา และเชิงยุทธ์ ทั้งยังจะสามารถผูกสองแคว้นที่รบพุ่งกันมานานให้เป็นหนึ่งเดียว อันจะเป็นการรับประกันว่าซาโลมกับลาซาลจะไม่ทำสงครามกันอีก

ด้านฝ่ายวานาอันเองก็เริ่มถูกรังเกียจเดียดฉันท์และกลั่นแกล้งเวลาที่อิสฮานไม่อยู่ ทว่าก็ไม่รุนแรงนักเพราะความอ่อนหวานของเธอ ก็ทำให้คนที่อยากจะกลั่นแกล้งต้องยั้งมือเพราะทำไม่ลง แต่ก็แสดงออกมากพอจะทำให้รู้ว่าเธอไม่เป้นที่ต้อนรับอีกต่อไป
ที่สุด วันหนึ่งกษัตริย์เยซีฮานและขบวนเสด็จก็มาเยือนจักรวรรดิซาโลมโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า ทำให้ทั้งวังตื่นตระหนกตกใจเตรียมการต้อนรับกันอย่างฉุกละหุก การทำสงครามกันอย่างยาวนานทำให้บรรดาข้าราชสำนักไม่อาจวางใจกษัตริย์เยซีฮาน ซ้ำการมาเยือนอย่างกระทันหันยิ่งสร้างความหวาดระแวงในเจตนาของกษัตริย์ทะเลทรายผู้นี้

ที่โถงรับรอง กษัตริย์เยซีฮานยืนมองการตกแต่งที่แปลกตาจากครั้งที่เขาเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว ภาพความบาดหมองในอดีตระหว่างเขาและกษัตริย์ซาดินหวนกลับมาอีกครั้ง รอยยิ้มเหยียด ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก

“ฝ่าบาท ขออภัยที่ทางซาโลมต้อนรับท่านไม่ดี” กษัตริย์อิสฮานรีบออกมาต้อนรับพร้อมกับวานาอันโดยมีซูไลก้าตามมาติด ๆ

“ไม่เป็นไร ข้ามาแบบไม่บอกไม่กล่าวเอง” กษัตริย์สูงวัยตรัสด้วยรอยยิ้ม ทว่าดวงตากลับนิ่งเฉย

“เสด็จพ่อมีธุระอะไรหรือเพคะ ถึงได้เสด็จมาโดยไม่บอกกล่าวเช่นนี้?” ซูไลก้าถามด้วยความสงสัย

กษัตริย์เยซีฮานหันไปมองทั้งสามช้า ๆ ทีละคน ก่อนจะกลับมาจ้องเขม็งมาที่กษัตริย์หนุ่ม “ข้าได้ยินว่าเจ้ายังเลือกมเหสีไม่ได้” กษัตริย์เยซีฮานตรัสเสียงเรียบ ไม่บ่งบอกว่ารู้สึกอย่างไร

“ข้าเลือกแล้ว” กษัตริย์อิสฮานตรัสอย่างร้อนรน เริ่มเข้าใจเจตนาของกษัตริย์แห่งลาซาล

“หญิงฟูดินันคนนั้นนะหรือ?” กษัตริย์เยซีฮานพยักหน้าไปทางวานาอัน เอ่ยถามทั้ง ๆ ที่รู้ ตั้งแต่เมื่ออิสฮานเดินทางไปถึงลาซาลครั้งแรก ไม่มีใครดูไม่ออกว่าคนทั้งคู่รักกัน

วานาอันสะดุ้งกับสายตาของกษัตริย์เยซีฮานที่มองตนจนผงะถอย ทำให้อิสฮานต้องกระชับมือของเธอไว้และขยับตัวบังเธอไว้ราวกับจะปกป้อง

กษัตริย์เยซีฮานกระตุกยิ้มเมื่อเห็นท่าทีของทั้งสอง “นางดูสวยงาม เรียบร้อย อ่อนหวาน บอบบาง น่าทะนุถนอมก็จริง แต่นางไม่มีความสามารถจะเป็นราชินี ผู้ที่จะเป็นราชินีในดินแดนทะเลทรายที่แร้นแค้นอย่างนี้ได้ ต้องเข็มแข็ง เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ มีการตัดสินใจเฉียบขาด เพราะต้องปกครองคนจำนวนมาก ทั้งด้วยตำแหน่งประมุขสูงสุดอย่างเจ้า ศัตรูที่อยากจะช่วงชิงอำนาจก็มีมากมาย นางอ่อนแอเกินไป หากวันใดเกิดเหตุการณ์เหมือนกับคราวที่เกิดกับพระนางเนริมอร์แม่ของเจ้า นางคงปกป้องตัวเองไม่ได้...”
อิสฮานตัวแข็งทื่อไปทันที เขาอยู่ในวังมาตั้งแต่เกิด รู้ดีว่าการช่วงชิงอำนาจทั้งจากศัตรูภายนอกและภายในวังนั้นเข้มข้นและรุนแรงเพียงใด แค่คิดว่ามีคนคิดร้ายกับวานาอัน ร่างกายเขาก็เย็นเฉียบไปทั้งร่างแล้ว

“เลือกแต่งงานกับคนที่เหมาะสม เพื่อฐานะที่มั่นคงและสามารถสนับสนุนเจ้าได้จะดีกว่า ข้าเสนอให้เจ้าแต่งกับลูกสาวของข้า” กษัตริย์เยซีฮานตรัสด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

“ฝ่าบาท?!” อิสฮานตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่วานาอันใบหน้าสีเผือดไร้สีเลือด
“เสด็จพ่อ?!” ซูไลก้าแม้จะตกใจที่ได้ยิน ทว่าภายในใจกลับโลดเต้นยินดี
“ลูกสาวข้าถูกฝึกให้เป็นราชินีตั้งแต่เด็ก นางเพียบพร้อมทุกอย่างสำหรับการเป็นราชินี”
“แต่...แต่ว่า...ข้าไม่ได้รักนาง” กษัตริย์อิสฮานจำต้องพูดให้ชัดเจน ซูไลก้าถึงกับผงะเมื่อได้ยินคำพูดของชายที่รัก

“ใครพูดถึงความรักกัน ข้ากำลังพูดถึงความเหมาะสมต่างหาก เรื่องความรัก อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเองได้ คนในตำแหน่งสูงอย่างเรามีสิทธิ์เลือกอะไรตามใจตัวเองรึ? ในฐานะประมุข เจ้าต้องเลือกเพื่อราษฎร เพื่อประเทศชาติ เจ้าจะเอาความรู้สึกตัวเองเป็นใหญ่ไม่ได้ เจ้าจะทรยศคนทั้งชาติเพื่อผู้หญิงคนเดียวหรือ?” กษัตริย์เยซีฮานตรัสราวกับกรีดคมดาบลงในใจของอิสฮาน

อิสฮานผงะกับคำพูดที่ทิ่มแทงนั้นจนเกือบล้มทั้งยืน ความรู้สึกผิดบาปต่อหนี้เลือดของคนทั้งแผ่นดินบีบหัวใจของเขาอีกครั้ง เขาต้องชดใช้ถึงเท่าไหร่จึงจะเพียงพอ วานาอันน้ำตาร่วงไหลพรากรับรู้ถึงความเจ็บปวดของชายที่รัก

“แต่งงานกับซูไลก้า หรือมิฉะนั้นก็เตรียมทำสงครามกับลาซาลได้เลย” กษัตริย์เยซีฮาน โยนไพ่ตาย
“ฝ่าบาท!!” กษัตริย์อิสฮานตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“ข้าจะไม่มีวันวางใจได้อย่างสนิทใจว่าเจ้าจะไม่รุกรานประเทศของข้าเหมือนอย่างพ่อของเจ้า เว้นแต่เจ้าจะแต่งงานกับลูกข้า”
“ฝ่าบาท!! ข้าไม่มีวันทำสงครามกับท่าน ข้าไม่เคยคิดจะก่อสงครามกับใครหรืออาณาจักรไหนทั้งนั้น”
“ใครจะไปรู้ ลองได้มีอำนาจ จิตใจคนเราก็เปลี่ยนได้ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ วันนี้เจ้าบอกว่าไม่ วันหน้าเจ้าอาจไม่พูดอย่างนี้ก็ได้ หึหึ...เหมือนพ่อของเจ้าที่กล้าสั่งให้แม่ทัพอย่างข้านำทัพโจมตีบ้านเกิดเมืองนอนของข้าเอง”

อิสฮานได้แต่นิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก สาเหตุที่ทำให้กษัตริย์เยซีฮานทรยศต่อซาโลมและกลายเป็นหอกข้างแคร่ของซาโลมมาตลอดหลายปีนั้นเป็นเรื่องจริง กษัตริย์ซาดิน บิดาของเขาสั่งให้แม่ทัพเยซีฮานเมื่อครั้งนั้นฆ่าล้างเมืองของตนเองเพียงเพื่อต้องการลองใจแม่ทัพของตัวเองเท่านั้น

“ถ้าเจ้าสงสารอิสฮานจริง ก็จงไปจากเขาเสียเถิด” ซูไลก้าพูดเสียงเรียบๆ แต่เย็นชากับวานาอันที่น้ำตากำลังไหลพราก
“ซูไลก้า เจ้าพูดอะไรออกมา?!” อิสฮานหันไปมองหญิงสาว ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะพูดเช่นนี้

“ข้ารู้ดีว่าตัวเองไม่อาจครอบครองหัวใจของท่านได้เพราะนางเป็นเจ้าของมันอยู่” ซูไลก้าพูดด้วยความมุ่งมั่นก่อนจะหันไปทางวานาอัน “ในฐานะลูกผู้หญิงคนหนึ่งข้าขอเดิมพันกับเจ้าได้ไหม อิสฮานรักเจ้าเพราะได้อยู่กับเจ้า 7 ปีที่ฟูดินัน ดังนั้นข้าก็ขอโอกาสนี้ด้วย โปรดให้ข้าได้แต่งงานกับอิสฮาน 7 ปี เพื่อข้าจะทำให้อิสฮานรักข้าให้ได้”
“ก็ยุติธรรมดี...” กษัตริย์เยซีฮานฟังข้อเสนอพลางคิดตาม
“ฝ่าบาท...” อิสฮานได้แต่จ้องทำอะไรไม่ถูก
“ไปคิดดูให้ดีแล้วกัน” กษัตริย์เยซีฮานพูดจบก็เดินออกไปทันทีไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งใด ๆ อีก

วานาอันหน้าซีดเผือดแทบจะล้มทั้งยืนจนอิสฮานต้องรีบคว้าตัวมากอดไว้แนบอก ร่างบอบบางนั้นสั่นเทิ่ม น้ำตายังคงไหลไม่ขาดสาย หากอิสฮานรักกับซูไลก้านอกจากสงครามจะสงบแล้ว การบูรณะบ้านเมืองก็จะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จริงอย่างที่กษัตริย์เยซีฮานว่า เธออ่อนแอ ไม่มีความสามารถที่จะดูแลปกครองคนทั้งประเทศ เธอเป็นเพียงหญิงชาวป่าที่แทบไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวโลกภายนอกเลย หากคนที่อยู่เคียงข้างอิสฮานคือผู้หญิงที่เก่งกาจอย่างซูไลก้า อิสฮานจะไม่ต้องหนักใจอีก เธอจะเป็นตัวถ่วงอิสฮานไม่ได้ แต่เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?

“แค่ 7ปีเท่านั้น วานาอัน หากข้าทำให้เขารักข้าไม่ได้ ข้าจะคืนเขาให้เจ้า”

“หยุดนะซูไลก้า เจ้าเอาหัวใจของข้ามาต่อรองแบบนี้ไม่ได้ วานาอัน อย่าไปฟังนางนะ” สีหน้าและแววตาของวานาอันทำให้อิสฮานรู้สึกเจ็บปวดเกินบรรยาย

“ฉันจะกลับฟูดินัน”

“วานาอัน!!” อิสฮานก้มลงมองหญิงสาวในอ้อมกอด หัวใจเหมือนถูกกระชากออกมาจากอก

“ถ้าพระเจ้าทรงกำหนดให้ฉันกับอิสฮานเป็นคู่ชีวิตกัน ต่อให้ฉันเสียสละความรักในวันนี้เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก สักวันพระองค์จะนำความรักที่เป็นของฉันกลับมาหาฉัน” วานาอันพูดอย่างเลื่อนลอยราวกับกำลังพูดกับตัวเอง

“ไม่นะวานาอัน เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา” ความเจ็บปวดโหมกระพือขึ้นมาจับขอบตาของเขาจนแสบร้อน
“หรือเธอมีทางออกที่ดีกว่านี้” วานาอันพูดเสียงเบาปนสะอื้นยกมือขึ้นกุมอก ราวกับเธอจวนเจียนจะหมดสติด้วยความสะเทือนใจอยู่รอมร่อ ความเงียบกัดกินหัวใจทั้งคู่อย่างโหดร้าย โรงมหรสพแห่งความทุกข์เปิดฉากแสดงไม่หยุดยั้ง ชั่วขณะที่วานาอันคิดว่าหัวใจคงใกล้จะแหลกสลายไปแล้วอิสฮานก็สวมกอดด้วยแขนแข็งแรงกับอุ่นไอรัก เขากดริมฝีปากที่ข้างขมับของหญิงสาวด้วยความรัก พูดที่ข้างหูของเธอด้วยเสียงที่ราวกับสะอื้น

“สิ่งนี้จะทำให้ฉันตายทั้งเป็น วานาอัน”

วานาอันสะอื้นราวกับกำลังจะขาดใจ “ฉันก็เช่นกัน”

ซูไลก้าได้แต่กำหมัดแน่น เบือนหน้าไม่อยากจะใจอ่อน เพราะหัวใจเธอก็แทบขาดเช่นเดียวกัน

“ถ้า... ถ้าหาก 7ปีข้างหน้าท่านทำให้อิสฮานมีความสุขไม่ได้” วานาอันกลั้นเสียงสะอื้นมองซูไลก้าด้วยสายตาวิงวอน “ได้...ได้โปรด...”

“ข้าจะไม่เหนี่ยวรั้งเขาไว้ ข้าจะคืนเขาให้เจ้า”

วานาอันหันกลับมามองหน้าชายคนรักราวกับจะพยายามจดจำทุก ๆ รายละเอียด ใบหน้างามโศกเศร้าสุดบรรยาย เธอพยายามกัดริมฝีปากที่สั่นระริกเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น แต่แล้วก็ต้องหลุดเสียงร่ำไห้ออกมาเมื่อเห็นน้ำตาของชายหนุ่มร่วงริน

“ยอดรักของฉัน ถ้ามันเป็นความต้องการของเธอต่อให้ฉัน อิสฮาน กษัตริย์แห่งซาโลมต้องวิ่งกระโจนสู่นรกขุมที่ลึกที่สุดฉันก็ทำให้ได้ แค่ 7 ปีใช่ไหม 7 ปีที่ฉันจะไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้เห็นรอยยิ้ม ไม่ได้สวมกอดเธอเต็มอ้อมแขน ฉันยอมตามใจเธอทุกอย่าง ขอเพียงเธอยังรักฉัน และให้ฉันรักเธอต่อไปก็เพียงพอแล้ว รอฉันนะ ฉันจะกลับไปหาเธอ”

“ฉันจะรอ ขอให้เธอวางใจได้ว่าไม่ว่านานแค่ไหนฉันก็จะรอ แม้ผ่านไปครบ 7 ปีเธอจะยังไม่กลับไป ฉันก็จะยังรอ เพราะว่าความรักทั้งหมดของฉันอยู่ที่นี่ อยู่กับชายที่ยืนตรงหน้าของฉันนี้ ดังนั้นนับจากวันนี้ฉันจะไม่มีวันใช้ชีวิตอย่างผาสุกได้อีกต่อไปเพราะฉันต้องกลับไปโดยทิ้งหัวใจของฉันไว้ที่นี่ ฉันจะสดชื่นกับสิ่งใดได้อีกในเมื่อหัวใจของฉันถูกพรากไปเสียแล้ว ขอให้เธอรู้ว่าแม้เธอจะลืมสัญญาของเธอเอง แต่ฉันจะจดจำมันไปตลอดกาล เพราะแม้ปราศจากหัวใจแต่ฉันจะจดจำมันด้วยวิญญาณทั้งหมดของฉัน”

“ฉันรักเธอเหลือเกิน วานาอัน” อิสฮานหลับตาลง น้ำตาไหลอาบสองแก้ม กอดหญิงสาวแน่นราวกับจะประทับเธอไว้ในใจของเขา
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:04 am

ผ่านไปสามเดือนหลังงานอภิเษกสมรส หรือจะพูดให้ถูกถึงสิ่งที่ติดตรึงในความคิดทุกคนนั่นคือการลอบปลงพระชนม์อย่างอุกอาจ แม้จะกระทำการไม่สำเร็จแต่มันเปรียบเสมือนหินก้อนใหญ่ที่กระแทกลงกลางน้ำ เกิดคลื่นแห่งการเคลื่อนไหวในทุกส่วนของชนชั้นปกครองทั้งสองแคว้น โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ร้ายทั้งสองหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยท่ามกลางทหารนับพัน และภายหลังที่มีการสอบสวนหาตัวผู้บงการกลับสาวไม่ถึงตัวใครเลย กลุ่มการเมืองใดหนอจะได้ประโยชน์หากกษัตริย์หรือราชินีตาย? หากเกิดขึ้นจริงนั่นคือหายนะต่างหากเล่า!

วันนี้ราชาอิสฮานกับราชินีซูไลก้าเดินทางไปยังโอเอซิสแห่งใหม่ที่เพิ่งขุดพบไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก เพื่อทำพิธีเปิดแหล่งน้ำแห่งใหม่ของประชาชน ขบวนเดินทางดูคลับคล้ายทหารเดินทัพมากกว่าพระราชาเสด็จ

“ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาทหารมาเยอะขนาดนี้เลยซูไลก้า ข้านึกว่าเรามาซ้อมรบซะอีก”

“ไม่ได้หรอกอิสฮาน ตราบใดที่คนร้ายที่จ้องสังหารท่านกับข้ายังไม่ถูกจับก็ยังวางใจไม่ได้” ซูไลก้าตอบก่อนหันไปโบกมือให้กับประชาชนที่ยิ้มรับแต่ก็ดูตื่นๆ กับทหารอาวุธครบมือ อิสฮานกับซูไลก้าหายเข้าไปในศาลาข้างโอเอซิสที่ประดับประดาด้วยผ้าสีแดงปกคลุมโดยรอบ ก่อนพิธีเริ่มมีหัวหน้าองครักษ์หลายสิบคนเข้าไปในศาลาก่อนออกมาสั่งกระจายกำลังทหารห่างจากบริเวณงานเพื่อไม่ให้ประชาชนแตกตื่น

เสียงดนตรีเริงระบำกลางอากาศธาตุ ระหว่างอิสฮานกับซูไลก้ากำลังสวดภาวนาขอให้พระเจ้าอวยพระพรแก่โอเอซิสนี้ ทั้งสองสวมหน้ากากเสมือนตัวแทนทูตสวรรค์ตามประเพณีพื้นบ้านของซาโลม ไฟแรท (Firat) หลายร้อยตัววิ่งหนีออกจากใต้ต้นไม้โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่พิธีไม่ได้หยุดแต่อย่างใด

บริเวณเชิงกำแพงเมืองคนคลุมหน้าเสื้อน้ำตาลพยักหน้าให้กัน จู่ๆ ก็มีพายุทรายก่อตัวขึ้นกวาดละอองดินละเอียดล่องลอยทั่วบริเวณก่อนจะหมุนวนบดบังการมองเห็น ไฟแรทตัวหนึ่งวิ่งไปดึงชายเสื้อของอิสฮานให้หนีไปดั่งรู้ความ ราชาเพียงก้มมองแล้วละสายตาไป แต่แล้วก็รู้สึกได้ถึงสิ่งลึกลับขนาดใหญ่ตรงหน้า!

พลันที่ทรายเริ่มสลายไป คิเมร่าทะเลทราย (Desert Chimera) ก็ปรากฏตัวยืนจังก้าคำรามดุร้าย! ทหารหลายคนวิ่งเข้าไปแต่ไม่ทันที่จะปกป้องเจ้าเหนือหัวของตนเสียแล้ว ปากอสูรอ้างับหมายศีรษะกษัตริย์

“โอ๋ๆๆ เด็กดีนะเด็กดี ใครบอกใครสอนให้เล่นของสูง หา!? ตาสีตาสาก็มีให้เคี้ยวเล่นเยอะไป”

ราชาใช้กงเล็บง้างปากคิเมร่าทะเลทรายที่เบิกตากว้างตกใจ เขาถอดหน้ากากออกแทนที่จะเป็นอิสฮาน กลับเป็นฟาริด (Farid, Zalom’s Headman General) ยืนแลบลิ้นด้วยความกระหายการต่อสู้ แทบจะทันทีหางงูพุ่งเข้าหมายฝังเขี้ยวพิษแต่นิซซา (Nyssa, the Prophet’s follower) ที่ปลอมตัวเป็นซูไลก้าก็ถอดหน้ากากแล้วพุ่งเข้าตัดหางคิเมร่าเลือดไหลกระฉูด ชั่วขณะไม่กี่อึดใจทั้งสองก็ฟาดฟันสัตว์ประหลาดจนแผลทั่วตัวก่อนถอยฉากออกไกลเพื่อให้นักเวทย์สงคราม (Zalom War Wizard) ระดมยิงกระสุนเพลิงเผาผลาญจนแทบไม่เหลือซาก

SMNfa.jpg


เหล่าเฮดแมน (Zalom’s Headman) ตั้งการ์ดเป็นวงกลมกลางฝูงชน อิสฮานกับซูไลก้าอยู่ตรงกลางในชุดปลอมตัวเป็นทหารยืนตกใจแต่ตั้งสติอย่างรวดเร็ว ชายชุดน้ำตาลหลายสิบคนถูกจับมัดมาคุกเข่า มีคนหนึ่งที่บังอาจมองหน้าราชินีแต่ก็เห็นเพียงสายตาสงสารจากแม่เมือง สงสารราวกับรับรู้ชะตากรรมของพวกเขาอยู่แล้ว

โฮกกกกกกกก! ทันใดนั้นเทอร์เรียนดาบ (Saber Therion) ปริศนาก็พุ่งกระโดดจากใต้พื้นทรายอย่างไม่มีใครทันตั้งตัวแล้วพุ่งชนอิสฮานเต็มแรง ดาบเล่มหนึ่งแทงทะลุท้องประมุขหนุ่มอย่างจัง เทอร์เรียนถูกเด็ดหัวอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับที่อิสฮานถูกนำส่งปราสาทพร้อมซูไลก้าที่ร้องไห้กอดชายผู้เป็นที่รักอย่างใกล้ชิด

“ฮือๆ อิสฮาน อย่าตายนะ อย่าตายเป็นอันขาด ถ้าไม่มีท่านแล้วชีวิตข้าจะอยู่ต่อไปได้ยังไง”
คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำการดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:05 am

เสียงร่ำไห้ดังไปทั่วเมืองก่อนสงบลงยามหัวค่ำเมื่อสำนักพระราชวังแจ้งว่า กษัตริย์อิสฮานทรงพ้นขีดอันตรายแล้ว ราชินีซูไลก้าสั่งทหารลาซาลเข้าวังเพิ่มขึ้นเพราะหวาดระแวงทหารซาโลมที่ปกป้องคนๆ เดียวยังไม่ได้ กลุ่มผู้ร้ายที่ถูกจับชิงกินยาพิษฆ่าตัวตายไปหมดแล้ว แต่นั่นไม่มีความหมายเท่าที่หน่วยข่าวกรองรายงาน

“องค์ราชินี กลุ่มคนที่ก่อการปลงพระชนม์ในวันนี้มีมากกว่า 1 กลุ่มพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วเจ้าพอจะรู้ไหมว่าเป็นพวกไหนบ้าง”

“อาจเป็นกลุ่มของท่านเนาฟัล อำมาตย์จากขั้วอำนาจเก่า เขาเป็นคนที่อยู่รอดมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิซาดินจนมาถึงกษัตริย์เบลส เซจ สมัยจักรพรรดิซาดินเขาอาจจะไม่โดดเด่นมากเพราะมีท่านนาริส และ เบลส เซจ เป็นผู้กุมอำนาจ แต่พอมาถึงรุ่นของกษัตริย์เบลส เซจ เขาก็เป็นขุนนางเพียงไม่กี่คนที่รอดจากการปกครองของกษัตริย์ปีศาจนั้น แม้จะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นคนสนิทแต่ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ตลอด แถมยังสั่งสมอำนาจจนล้นมือได้” สายสืบรายงานเสียงเครียด
“หึ ต่อจากอสรพิษเบลส เซจ ก็เป็นกิ่งก่าเปลี่ยนสีได้รึ” ซูไลก้าหรี่ตาแคบราวกับนักล่าที่กำหนดเหยื่อแล้ว “เจ้าออกไปได้แล้ว มีข่าวคืบหน้าอะไรให้รีบรายงานทันที”

“พ่ะย่ะค่ะ”
เนาฟัลเป็นอำมาตย์ที่มีอิทธิพลอันดับต้นๆ ในจักรวรรดิซาโลม ซูไลก้าจะคิดบัญชีกับเขาแน่ แต่ตอนนี้ปัญหาคืออิสฮานยังไม่พ้นขีดอันตราย เขาฟื้นขึ้นมาชั่วขณะและสั่งให้ประกาศว่าเขาปลอดภัยประชาชนจะได้สบายใจก่อนจะหมดสติไปอีก แต่หมอหลวงบอกแล้วว่าโอกาสสิ้นพระชนม์มีสูงมาก

“วานาอัน... วานาอัน...” เสียงเพ้อเรียกชื่อคนรักของอิสฮานทำให้ซูไลก้าต้องเม้มปากแน่น มองดูชายที่ไม่เคยมีใจให้เธอ ราชินีผู้เดิมพันความรักก็ก้มลงกระซิบที่ข้างหูของเขา

“แม้ใกล้จะตายท่านยังเรียกแต่ชื่อของวานาอัน... ข้าจะไม่ขอให้ท่านเปลี่ยนใจมารักข้า แต่ข้าอยากจะขอเพียงเสี้ยวหนึ่งของดวงใจของท่าน หากมันพอจะเหลือที่เล็กๆ ในดวงใจนั้นไว้ให้ข้าบ้าง ที่เล็กๆ แค่พอที่ข้าจะฝากทั้งหัวใจของข้าเอาไว้ ขอแค่นั้นเพื่อข้าจะได้พิสูจน์ให้ท่านได้เห็นว่า ความรักของข้าที่มีต่อท่านมันมากมายแค่ไหน”

ซูไลก้าสัมผัสแผ่วเบาที่รอยแผลของอิสฮาน เวทย์มนต์ที่แสดงออกถึงรักที่เปี่ยมล้นหัวใจ รอยแผลบนท้องชายหนุ่มค่อยๆ หายไปแต่กลับปรากฏบนที่เดียวกันบนร่างของซูไลก้า เลือดไหลซึมออกมาจากแผลสาหัส

“ข้าจะแบกรับความเจ็บปวดจากท่านทั้งหมด แต่ข้าจะไม่ตายข้าจะมีชีวิตต่อไปแน่นอน เพื่อให้ท่านรับรู้ถึงความรักที่ข้ามีให้”

“ท่านเนาฟัลมีข่าวดีมาบอกขอรับ สายของเราบอกว่าราชาอิสฮานใกล้จะสิ้นพระชนม์แล้ว”

“เจ้าทำงานได้ดีมากทั้งส่งหนอนบ่อนไส้ไปเป็นทหารองครักษ์ ทั้งให้อิสฮานไปอยู่ในจุดที่เจ้าซ่อนเทอร์เรียนเอาไว้ ถ้าข้าได้เป็นกษัตริย์เจ้าจะได้เป็นมือขวาของข้า” อำมาตย์วัยกลางคนโยนถุงเงินกระแทกพื้น

“แต่ท่านเนาฟัลช่างรอบคอบจริงนะขอรับ ขนาดเตรียมคิเมร่าไว้เป็นแผนแรกด้วย ทำให้พวกมันตายใจ”

“ไม่ใช่ คิเมร่ากับพวกที่ถูกจับข้าก็ไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใคร แต่ที่แน่ๆ ถ้านังลูกกบฏซูไลก้านั่นสืบสาวมาถึงข้าข้าก็จะยกให้เป็นความผิดพวกมัน ต่อให้เราทำไม่สำเร็จก็แค่เสมอตัว ฮ่าๆๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะดังกึกก้องคฤหาสน์ขณะที่ทั่วทั้งเมืองเงียบสงัดด้วยความเศร้าหมอง ราตรีนี้มาถึงแล้วอย่างสมบูรณ์
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:06 am

“ราชาอิสฮาน ตอนนี้ราชินีซูไลก้าฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“พวกเจ้าหลีกไป ให้ข้าดูแลนางให้สมกับที่นางได้เสียสละเพื่อข้าเถอะ”
ซูไลก้าลืมตาขึ้นช้าๆ เห็นอิสฮานถือถ้วยยาอยู่ไม่ห่าง อยู่ดีๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเอง
“เจ้าเจ็บมากรึเปล่า กินยาสมานแผลนี่สิมันจะทำให้เจ้าหายเร็วขึ้น”
“ผ้าพันแผล.. ทำไมท่านยังบาดเจ็บอยู่ล่ะ ข้านึกว่าดึงบาดแผลของท่านมาหมดแล้วซะอีก”

“พอข้าฟื้นก็รีบย้ายอาการบาดเจ็บกลับมาที่ตัวเองครึ่งนึงน่ะสิ เจ้านี่โง่จริงๆ ในเมื่อเป็นแผลที่ผู้ชายอย่างข้ายังเอาชีวิตไม่รอด ถ้าเจ้าแบกรับเองทั้งหมดก็ไม่พ้นต้องตายแทนข้า เจ้าโง่มากที่ทำเช่นนี้”

“ถ้าข้าโง่อย่างท่านว่า ความโง่เพียงอย่างเดียวของข้าคือรักคนที่ไม่มีวันมอบหัวใจให้แบบท่าน แต่ความฉลาดของข้าคือวันนี้ข้าทำให้ท่านห่วงใยได้ ไม่ต่างจากคนรักกัน”

อิสฮานเม้มปากแน่นทำท่าจะวางถ้วยยาแต่แล้วก็ยกมันขึ้นจรดปากเจ้าหญิงแห่งลาซาล ก่อนจะปล่อยให้เธอได้พักผ่อนเงียบๆ

คืนนั้นเมื่อซูไลก้าลืมตาขึ้นมากลางดึกเธอก็ต้องแปลกใจ เมื่อเห็น อิสฮานใจอ่อนยอมนอนห้องเดียวกันเพื่อดูแลอาการบาดเจ็บของเธอ แม้จะไม่ใช่การร่วมเตียงฉันสามีภรรยา แต่ก็ทำให้เธอมีความสุขเหลือเกิน ซูไลก้ายื่นมือมากุมมือชายผู้เป็นที่รักแล้วหลับไป

ขณะเดียวกันบนดินแดน ณ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของซาโลมนั้น ความเคลื่อนไหวกลับเพิ่งเริ่มต้น
“นาดาทำหน้าที่ได้ดี แล้วก็ดูท่าพวกนั้นจะตื่นตระหนกกันน่าดูเลย”
“เพคะ เพราะกษัตริย์อิสฮานถูกลอบปลงพระชนมน์ถึงสองครั้งในเวลาไม่กี่เดือน”
“ข้าอนุญาตให้ส่งทหารไปอารักขาเพิ่มตามที่ซูไลก้าขอมา แต่คราวนี้คงถึงตาพวกเจ้าออกโรงแล้วล่ะ”
“เพคะ” สองนักรบสาวคุกเข่ารับบัญชา นาวาร่า (Nawara, Zuleika’s Royal Guard) กับ อาซาร่า (Azara, Zuleika’s Royal Guard) ถวายความเคารพแล้วก้าวออกไป บนบัลลังก์หัวสิงโตคู่ เยซีฮาน (Lord Yacehan) เจ้าเหนือหัวแห่งลาซาลมองดูแผนที่แคว้นซาโลมและลาซาล ก่อนจะใช้มีดทองคำกรีดคำว่าซาโลมทิ้งไป..

ในท้องพระโรงโออ่าทรงเกียรติ อิสฮานในเครื่องทรงกษัตริย์เต็มยศนั่งบัลลังก์ว่าราชการอย่างสง่างาม ขุนนางพากันถวายพระพรที่พระเจ้าทรงคุ้มครอง เว้นแต่เนาฟัลที่ได้แต่เก็บซ่อนความคับแค้นใจไว้ในอกเท่านั้น

“เรื่องต่อไปที่ข้าจะพูดคือ การที่ซูไลก้ารวมถึงเหล่าขุนนางล้วนห่วงใยในความปลอดภัยของข้า แม้ผู้ก่อการที่ถูกจับจะชิงฆ่าตัวตายไปแล้วแต่คงเป็นแค่พวกปลายแถว และที่สำคัญหน่วยข่าวกรองแจ้งว่าพวกก่อการร้ายไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว ซูไลก้าจึงขอร้องให้นำกำลังทหารจากท่านเยซีฮานพ่อตาข้ามาอารักขาเพิ่ม”

ข้าราชการต่างถกเถียงกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนแสดงความเห็นด้วย เพราะตอนนี้สองแคว้นเป็นมิตรกันแล้ว

“และเรื่องสุดท้าย ที่เราจะนำเข้าเครื่องจักรค้นหาแหล่งน้ำใต้ดินจากสาธารณรัฐสวาเนีย จากแต่เดิมที่เราต้องผ่านท่าเรือที่แคว้นอัลโตของประเทศโซปราโน ข้ามีข้อเสนอว่าเราจะล่องขบวนเรือทางทิศตะวันออกใต้เกาะหลักศิลา แล้วไปซื้อโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางที่โซปราโนเพื่อราคาที่ถูกลง พวกท่านเห็นว่าอย่างไร?”

พวกขุนนางต่างเงียบกริบลงในทันที ทุกคนต่างรู้ดีกว่าสัมปทานการเดินเรือเป็นของเนาฟัลมาตั้งแต่รุ่นปู่ซึ่งใช้ข้ออ้างอันตรายกลางทะเลเวิ้งว้างหากเดินเรือตรงไปยังสวาเนีย เพื่อเดินเรืออ้อมไปโซปราโนก่อน จะได้เพิ่มราคาสินค้านำเข้าอย่างไร้เหตุผล แม้แทบทุกคนจะเห็นด้วยแต่ไม่มีใครอยากเปลืองตัวเด็ดขาด

“เกรงว่าจะไม่ได้หรอกฝ่าบาท ใครก็รู้ว่าทะเลที่ขวางกั้นระหว่างซาโลมกับสวาเนียอันตรายขนาดไหน ถ้าไม่เดินเรือเลียบเกาะหลักศิลา แล้วเลียบทวีปคาดาร่า ก่อนไปโซปราโนตามด้วยสวาเนีย อาจเกิดอุบัติเหตุได้”

“เหลวไหลทั้งเพ ท่านเนาฟัลกลัวว่านางเงือกจะโดดขึ้นมางับติ่งหูท่านรึไง” ทุกคนตกตะลึงที่ฟาริดหัวหน้าองครักษ์ที่สอดขึ้นมา ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงถูกจังหวะ

“แม้ข้าจะไม่รู้เรื่องการปกครองนัก แต่พวกท่านกลับไปคิดก่อนแล้วค่อยมาลงคะแนนเสียงก็ได้นี่”

“ข้าเห็นด้วยกับท่านฟาริด” อิสฮานนำร่องตามด้วยขุนนางผู้จงรักภักดีหลายคน “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่คนไม่กี่คนจะตัดสินใจได้ ข้าให้เวลาพวกท่าน 2 เดือนเพื่อหาข้อมูล จากนั้นจะมีการลงคะแนนเพื่อตกลงกันว่าจะเปลี่ยนเส้นทางหรือไม่” อิสฮานจบการประชุมได้อย่างยากลำบาก เนาฟัลมีอิทธิพลมากอย่างยิ่ง แม้ข้าราชการทั้งหลายจะเห็นด้วย แต่ใครเล่าจะยอมเปลืองตัวไปงัดกับอำมาตย์เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง

แม้แต่ซูไลก้าที่นั่งหลังม่านยังกัดฟันด้วยความหนักใจ การเมืองครั้งนี้ยิ่งกว่าชนช้างเสียอีก
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:07 am

1 เดือนต่อมา

“นาดาตอนนี้ขุนนางที่อยู่ฝ่ายเรามีกี่คน?”
“32 คนเพคะ แต่พวกที่อยู่ฝ่ายเนาฟัลมีถึง 45 คน นอกนั้น 23 คนเป็นพวกที่เป็นกลางเพคะ”

ตลอดเดือนซูไลก้ากับคนสนิทวิ่งเต้นเพื่อซื้อคะแนนเสียงขุนนางที่มีสิทธิลงคะแนนให้เห็นด้วยกับการเปลี่ยนเส้นทางการซื้อขาย ขณะที่อิสฮาน แอบลอบพบกับขุนนางผู้ใหญ่หลายคนซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ แต่คะแนน 32 เสียงที่ได้มายังน้อยเกินไป โดยเฉพาะขุนนางกลุ่มเป็นกลางที่ยังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง

“ซูไลก้าข้าขอบใจเจ้ามากที่ยอมช่วยเหลือกันขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเมืองของเจ้า”
“อิสฮานท่านเป็นสามีข้านะ ถ้าท่านรักซาโลมข้าก็จะรักด้วย ถ้าท่านทำเพื่อประชาชนข้าก็จะทำด้วย”

ขณะเดียวกันในคฤหาสน์ของเนาฟัล
“เป็นไปได้ยังไง ตั้ง 29 คนเชียวเรอะที่พวกมันได้ไป” เนาฟัลทุบโต๊ะหน้าแดง
“แค่ตัวเลขประมาณการณ์น่ะขอรับ อาจมากหรือน้อยกว่านี้ซักคนสองคน”
“ปล่อยพวกมันวิ่งหัวหมุนกันไปเถอะ เวลาแค่เดือนเดียวพวกมันไม่มีทางทำได้สำเร็จแน่”

ยิ่งใกล้วันลงคะแนนความกดดันยิ่งแสดงออกผ่านทางสีหน้าของราชาและราชินี ทั้งสองต่างซูบผอมและหน้าซีด บางคราวอิสฮานถึงขนาดให้ซูไลก้าขึ้นว่าราชการขัดตาทัพบ้างทำให้เหล่าขุนนางที่รู้เกมใต้โต๊ะดีต่างพากันเป็นห่วงสุขภาพ แต่ทำได้เพียงปล่อยให้ละครการเมืองดำเนินไปสู่บทสรุปของมันเอง

แล้ววันลงคะแนนก็มาถึง อิสฮานกับซูไลก้านั่งเคียงคู่กันด้วยสีหน้าสดชื่นหน้ากล่องโลหะสีดำสนิท กระดาษลงคะแนนค่อยๆ ถูกนับทีละใบละใบ เมื่อคืนนาวาร่าเพิ่งแจ้งว่าขุนนางที่อยู่ฝ่ายอิสฮานตอนนี้มีถึง 47 คน แม้จะมากกว่าฝ่ายเนาฟัลเพียงแค่ 2 คน แต่ก็น่าเสี่ยง คะแนนทั้งสองฝ่ายไล่เลี่ยกันขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง

“ไม่เห็นด้วย 46 คน”

อิสฮานกับซูไลก้ามองหน้ากันด้วยความตกใจ พอดีกับที่อาซาร่าวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“ฝ่าบาท ต้องใช้อำนาจของพระองค์ยกเลิกการนับคะแนนเดี๋ยวนี้ มีขุนนางแปรพักตร์ประมาณ 10 คน”

“ไม่ทันแล้วล่ะ” อิสฮานพูดเบาคล้ายให้ตัวเองฟังเท่านั้น คะแนนฝ่ายที่เห็นด้วยให้เปลี่ยนเส้นทางมีเพียง 37 คน ส่วนฝ่ายที่ให้เดินทางไปโซปราโนก่อนมีถึง 55 คน แพ้ขาดทีเดียว ส่วนเนาฟัลนั้นได้คิดกับตัวเองในใจ ไอ้โง่อิสฮานเอ๊ย บัตรลงคะแนนที่มีธรรมเนียมต้องลงชื่อด้วยใครจะอยากเสี่ยงกันล่ะ

“ฝ่าบาท ในเมื่อคะแนนเสียงส่วนมากเห็นว่าไม่ควรทำตามความคิดของพระองค์ ถ้าเช่นนั้น..”
“ขออนุญาต ตอนนี้ขบวนเรือของท่านจีนกับท่านฟิเดลม่าเดินทางกลับมาจากสวาเนียแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

เสียงเซ็งแซ่ดังทั่วท้องพระโรง เนาฟัลที่พูดไม่ทันจบดีงงเป็นไก่ตาแตก ไม่นานจีน (Gene, the Prophet’s follower) กับ ฟิเดลม่า (Fidelma, the Prophet’s follower) สองสาวแกร่งแห่งคณะประกาศกในครั้งอดีตก็เดินอย่างผ่าเผยเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์หน้าตาประหลาด พร้อมช่างเทคนิคจากสาธารณรัฐสวาเนีย

ge2 copy.jpg


“ทูลฝ่าบาท ตอนนี้พวกหม่อมฉันได้ซื้อเครื่องค้นหาแหล่งน้ำใต้ดินจากสาธารณรัฐสวาเนียมาแล้ว โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางคนใด” จีนพูดเสียงดังโดยเน้นคำว่า “ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง” ให้ได้ยินกันทั่ว เนาฟัลโกรธจัดจนควันแทบออกหูแต่ต้องข่มอารมณ์ไว้

“การเดินทางตรงไปสาธารณรัฐสวาเนียผ่านทางทะเลตะวันออกของซาโลมไม่มีอันตรายมากมายอย่างที่กลัวกัน แสดงให้เห็นได้จากเรือที่กลับมาครบทุกลำและสินค้าอื่นๆ ที่เรานำกลับมาด้วย” ฟิเดลม่ารายงาน

“เอาล่ะ” อิสฮานกระแอมเสียงดัง “ตอนนี้เราก็ได้ข้อมูลล่าสุดแล้วว่าการเดินทางไปสวาเนียโดยตรงไม่อันตรายอย่างที่เคยเล่าลือ แต่แค่ครั้งเดียวยังไม่อาจพิสูจน์ได้เราจึงต้องเก็บข้อมูลกันต่อไป

แต่ในเมื่อข้าได้ใช้เงินส่วนตัวซื้ออุปกรณ์หาแหล่งน้ำมาแล้ว ก็คงไม่จำเป็นที่จะใช้เงินแผ่นดินเดินทางอ้อมไปโซปราโนเพื่อไปซื้อให้เสียเวลาอีก พวกท่านจะว่าอย่างไรหากข้าจะขอขายต่อในราคาเท่าทุนให้เป็นสมบัติส่วนรวม ส่วนเรื่องเส้นทางเดินเรือค่อยเอาไว้ว่ากันวันหลัง”

ข้าราชการทั้งหลายเห็นด้วยแทบจะเอกฉันท์เว้นแต่เนาฟัลที่เดินกระแทกเท้าออกไปโดยไม่รักษามารยาท อิสฮานขยิบตาให้เพื่อนสาวประกาศกกับแผนส่งเสียงบูรพาตีฝ่าประจิม หลอกล่อผู้เฒ่า

ซูไลก้ามองอิสฮานที่ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ต่อไปเธอจะเริ่มเกมของเธอเช่นกัน
คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำการดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:08 am

6 ปีครึ่งผ่านไป

ตลอดระยะเวลาที่เหมือนฝันนั้นซูไลก้าได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อครอบครองหัวใจชายยอดรัก แต่ดวงสุริยายังขึ้นทางทิศตะวันออกฉันใด ความรักมั่นคงของอิสฮานต่อวานาอันก็ยังคงเดิมฉันนั้น

“เจ้าอาจเป็นน้องสาวหรือเพื่อนคู่คิดที่ดีสำหรับข้า แต่ไม่ใช่ภรรยา” อิสฮานพูดในวันหนึ่งนานมาแล้ว

“แล้วแบบไหนที่ข้าต้องเป็นเพื่อท่านล่ะ ทำอาหารเก่งเหรอ หรือมีความเรียบร้อยอ่อนหวาน หรือจะแบบไหนถ้าเพื่อท่านข้ายอมเปลี่ยนตัวเองได้ทุกอย่าง” ซูไลก้าตัดพ้อ แต่มันดูเอาแต่ใจเกินกว่าอิสฮานจะต่อคำ

และเช่นกันหากทะเลยังโอบกอดผืนดินเสมอฉันใด ซูไลก้าก็ยังไม่ละทิ้งความพยายามเสมอฉันนั้น วันหนึ่งเธอสั่งให้ทหารไปหาซื้อเครื่องปรุงนำเข้าจากฟูดินัน และถึงขั้นไปเลือกซื้อวัตถุดิบด้วยตัวเองหลายครั้ง

“อิสฮานข้าทำอาหารฟูดินันที่ท่านชอบมาให้ ลองกินสิ” เด็กสาวใต้มงกุฎราชินียกอาหารมาให้ด้วยความภาคภูมิใจ สามีตามกฎหมายตักมันเข้าปากสองสามคำก่อนพูดออกมาตามตรง

“เจ้าใส่เครื่องเทศเยอะเกินไป หน้าตามันอาจเป็นอาหารฟูดินันแต่รสชาติเหมือนอาหารลาซาลมากกว่า”
ซูไลก้าเม้มปากด้วยความผิดหวังนิดๆ แต่ไม่เคยหมดความตั้งใจจะพัฒนาฝีมือ เธอถึงขนาดเทอาหารหม้อนั้นทิ้งทั้งหมดโทษฐานเป็นอาหารที่ล้มเหลว ก่อนประกาศรับสมัครชาวฟูดินันมาสอนทำอาหารในวัง แม้จะผ่านไปร่วมหลายเดือนแล้วเธอก็ยังคงฝึกทำต่อไป จากกลางวันสู่กลางคืน จากมืดค่ำสู่เช้าตรู่ จนกระทั่ง

“โอ้ รสชาติแบบนี้เหมือนกับวานา.. เอ่อ เหมือนกับชาวฟูดินันทำเลย”
“ใช่ไหมล่ะ ข้าอุตส่าห์เรียนทำกับชาวฟูดินันแท้ๆ เลยนะ”
“แต่ข้าคิดว่าเจ้าใส่เครื่องเทศเยอะไปนิดนึง” อิสฮานตักให้ซูไลก้าชิม
“โธ่เอ๊ย! แล้วเมื่อไหร่จะอร่อยเหมือนที่วานาอันทำซักทีล่ะ” เธอถอนหายใจ

“มันไม่ใช่ปัญหาอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ ที่เจ้าทำน่ะอร่อยแล้ว บางอย่างอร่อยกว่าวานาอันทำซะอีก แต่การที่คนเราจะรักใครซักคนมันมีองค์ประกอบหลายอย่างรวมกัน เช่นต่อให้ฟาริดถอดกงเล็บและหน้าตาเหมือนข้าเปี๊ยบ และให้เขาพยายามทำตัวเหมือนข้าทุกอย่าง ยังไงเจ้าก็รักเขาในฐานะข้าไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”

“แล้วเมื่อไหร่ล่ะอิสฮาน...” ซูไลก้านั่งเอามือปิดหน้าที่นองด้วยน้ำตาแห่งความน้อยใจ “เมื่อไหร่ท่านจะรักข้าในแบบที่ข้าเป็นซักที” อิสฮานไม่ตอบ ที่พอจะทำให้เธอผู้เปรียบดั่งน้องสาวมีเพียงโอบไหล่ในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง ก่อนตักอาหารในหม้อเล็กนั้นกินจนหมดเกลี้ยงให้เธอเห็นและยิ้มได้

ยิ่งใกล้วันครบรอบอภิเษกสมรสครบ 7 ปี ทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายใน ฝ่ายพิธีการ ข้าราชการ ทหาร พ่อค้า และชาวบ้าน พูดให้ถูกคือทั่วทั้งซาโลมต่างเตรียมพร้อมกับงานราชพิธีที่จะเลื่องลือไปทั่วทวีปเมอร์ริเซีย

นับจากซื้อเครื่องค้นหาแหล่งน้ำใต้ดินมาใช้งาน ตามเมืองต่างๆ ก็ได้พบแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นมากมาย ประชาชนต่างสรรเสริญความปรีชาสามารถของกษัตริย์ตน โดยเฉพาะโอเอซิสที่ใหญ่ที่สุดชื่อดานีน อันหมายถึงเจ้าหญิงน้อยๆ ที่พระเจ้าประทานลงมาแก่แผ่นดินทะเลทรายแห่งนี้ งานฉลองอภิเษกจะจัดที่ดานีนนี้เอง

“นาดา เจ้าเตรียมการป้องกันเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม”
“เพคะ ทหารทั้งลาซาลและซาโลมมีหลายพันคนกระจายอยู่ในหมู่ประชาชน ทรงวางใจได้เลย”
หญิงรับใช้คนสนิทที่ถูกไฟเผาผลาญเรือนหน้าออกไปครู่เดียวนาวาร่ากับอาซาร่าก็เข้ามา
“นาวาร่า อาซาร่า ข้ามั่นใจว่างานพิธีพรุ่งนี้เนาฟัลที่เก็บตัวเงียบมานานจะต้องเอาจริงแน่”

ตั้งแต่เกิดเหตุคราวนั้นเนาฟัลก็พยายามซุ่มไม่พุ่งชนกับราชาโดยตรง แต่เป็นที่รู้กันว่าเขายังเดินหน้าสร้างอิทธิพลเช่นเดิม แม้แต่ซูไลก้าที่อยากสร้างฐานอำนาจกับกลุ่มขุนนางบ้างยังผ่าก้างชิ้นใหญ่นี้ไม่ออก

“ดานีนอยู่ไกลจากเมืองหลวงยากแก่การป้องกัน เนาฟัลคงใช้กองกำลังมากที่สุดเท่าที่ระดมได้ในการปลงพระชนม์องค์อิสฮานที่ดานีนนั่นเอง” อาซาร่าตั้งสมมติฐาน

“เช่นนั้นแล้วเราชิงลงมือจัดการเนาฟัลก่อนดีไหมเพคะ” นาวาร่าเสนอ
“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าจะมอบหมาย พวกเจ้าต้องลงมือฆ่าเนาฟัลในคืนนี้ จำไว้ว่าทำให้เหมือนอุบัติเหตุ”

ตกกลางคืนนาวาร่ากับอาซาร่าองครักษ์ประจำตัวซูไลก้าพร้อมกลุ่มนักฆ่ากำลังจะลอบสังหารเนาฟัล รอบคฤหาสน์มีทหารเฝ้าหนาแน่นรวมถึงจอมเวทย์หลายคน การบุกเข้าไปไม่ใช่เรื่องหมูๆ อย่างที่คิด

“ให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” โจรลาซาล (Lazal Robber) ที่ถูกจ้างมาเพื่อการนี้ใช้เวลาราว 10 นาทีก็เจอจุดบอดให้แอบเข้าไปในคฤหาสน์ได้ กลุ่มนักฆ่า 10 คนลอบเดินอย่างเงียบเชียบผ่านห้องหับหรูหรามากมาย แล้วในที่สุดก็มาถึงห้องใหญ่ที่มีเสียงอ้อล้อต่อกระซิกของสาวๆ และชายวัยกลางคน

พรึบ! แสงเทียนในห้องดับทั้งหมด ผู้อยู่ภายในหยุดนิ่งด้วยความตกใจ ครั้นแล้วเหล่านักฆ่าก็ตรงไปหาเนาฟัล แต่แล้วไฟกลับเปิดขึ้นมาก่อนตกอยู่ในวงล้อมของทหารและนักเวทย์ราว 30 คน แต่ไร้ร่องรอยของเนาฟัล

“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ว่าราชินีซูไลก้าจะลงมือคืนนี้ พวกเราฆ่ามัน เหลือไว้เป็นนักโทษซักคนก็พอ!”

เสียงอาวุธปะทะราวดนตรีแห่งทูตมรณะ อาซาร่ามองหาคู่หูซึ่งยังปลอดภัยดี แต่ลูกน้องเริ่มล้มลงไปแดดิ้นสิ้นใจสิ้นวิญญาณทีละคน ลูกบอลเพลิงวูบวาบยิงระดมใส่จากทุกทิศเห็นเลือดกระจายดั่งพลุ ก่อนร่วงลงสู่พื้นตามที่ควรเป็น หากไม่อาจมีชีวิตรอดกลับไปหาเจ้าเหนือหัวเจ้าชีวิต การตายในภารกิจก็สมเกียรติยิ่งนัก!
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:09 am

“นี่ซูไลก้า นาวาร่ากับอาซาร่าไม่อยู่เหรอ” อิสฮานถามอย่างไม่ใส่ใจนักบนขบวนเดินทางไปดานีน

“พวกนางเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้วล่ะ ท่านนอนพักเอาแรงเถอะ” ซูไลก้าพูดปด เมื่อคืนกลุ่มนักฆ่าไม่กลับมาแม้แต่คนเดียวย่อมหมายถึงพลีชีพในการปฏิบัติหน้าที่ นาดานางกำนัลอัปลักษณ์ก็เสียใจไม่แพ้กัน

เมื่อมาถึงดานีนทหารในเครื่องแบบกระจายกำลังรอบบริเวณไม่หนาแน่นนัก แต่เป็นอันรู้กันว่าทหารนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวท่ามกลางประชาชนมีเยอะเป็น 2 เท่า แต่ซูไลก้าก็ยังให้ทหารลาซาลมาปกป้องเพิ่ม

“มันจะมาไม้กันนะไหนนะ ในเมื่อทหารเยอะขนาดนี้” ซูไลก้าวิตกกังวล

นางรำแห่งซาโลม (Zalom Dancer) ร่ายรำงามหมดจนรอบแท่นพิธีที่มีธงสีแดงโบกสะบัดสวยสดโดยรอบ ขณะที่อิสฮานยืนเด่นเป็นประธานหน้าโอเอซิสดานีน ซูไลก้าหวังให้พิธีจบลงโดยราบรื่นและเร็วที่สุด จู่ๆ ฟาริดก็วิ่งตัดปะรำพิธีกระโดดไม่มีปี่มีขลุ่ยขึ้นมาบนแท่นที่ซูไลก้ายืนอยู่ เสียงบรรเลงเพลงหยุดลง

“ฟาริดเจ้าเป็นบ้าอะไรหา! นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นฝึกพวกเฮดแมนนะ”

“ซูไลก้า เอ่อ ราชินี แย่แล้วในวังหลวงเกิดการรัฐประหาร!”

“โห่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!” ทหารนอกเครื่องแบบจู่ๆ ก็จับอาวุธวิ่งเข้าหาแท่นพิธีที่อิสฮานยืนอยู่จากทุกทิศ
ทหารส่วนน้อยที่เพิ่งรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นถูกฟาดฟันแทบจะทันที ที่แท้ทหารส่วนใหญ่ในนี้เป็นพวกของเนาฟัลไปแล้วและได้รับคำสั่งให้เด็ดหัวอิสฮาน ทหารที่เหลือยกโล่ตั้งแถวเป็นวงกลมล้อมรอบเพื่อปกป้องราชาไว้

“ไอ้ชั่วเนาฟัลที่แท้มันวางแผนแบบนี้ไว้งั้นเหรอ ฟาริดเจ้ารีบพาอิสฮานหนีไปก่อน”
“ทะ ทำไมล่ะ แล้วเจ้าล่ะจะไม่..”
“ไม่มีเวลาแล้วรีบไปเร็ว แล้วข้าจะตามไปทีหลัง”

ซาโลมไรเดอร์ (Zalom’s Rider) พร้อมนกยักษ์ 2 ตัวกระโดดขึ้นบนแท่นพิธี ฟาริดพาอิสฮานที่ทำอะไรไม่ถูกขึ้นหลังมอนสเตอร์ แล้วทหารองครักษ์ก็รีบควบพาอิสฮานหนีไปโดยฟาริดรีบควบอีกตัวตามไปทันที จอมเวทย์บางคนรวมพลังขั้นสูงสุดปล่อยวิชาแก่นแห่งการเผา (Burning Entity) แหวกทางให้ก่อนที่ตัวเองจะถูกฆ่าตาย

ซูไลก้ายืนมองความวุ่นวายทั้งปวงก่อนจะกระซิบบางอย่างกับนาดา แล้วนางกำนัลก็ร่ายเวทย์เพลิงเป็นรูปธงของแคว้นลาซาลเหนือฟากฟ้า ทันใดนั้นทหารและนักเวทย์คลุมผ้าสีน้ำตาลก็วิ่งออกมาจากตัวเมืองก่อนเข้าตะลุมบอนกับทหารซาโลมฝ่ายกบฏ ชาวเมืองที่รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นรีบหลบเข้าบ้านโกลาหล

แม้สงคราม 4 อาณาจักรจะจบลงไปแล้วแต่นี่ราวกับภาพฉายย่อส่วนของความโหดร้าย การฆ่าฟันกันเยี่ยงผักปลา การหลั่งโลหิตและความเจ็บปวดกลายเป็นของสามัญ เวทย์เพลิงรวมถึงคำสาปกระจายว่อนทำร้ายคนไม่เลือกหน้า ถ้าให้ใครสักคนบนโลกที่สายตาดีที่สุดอธิบายภาพนี้ เขาคงอธิบายได้อย่างแน่ชัดทีเดียว

“ขุมนรกที่ปีศาจเข่นฆ่ากันเอง”

แล้วเมื่อมัจจุราชกลับไปยังนรกภูมิที่จากมาพร้อมวิญญาณเพิ่งตายทั้งปวง การก่อรัฐประหารก็จบลง ทั่วทั้งโอเอซิสดานีนนองไปด้วยบ่อเลือดที่แผ่นดินทรายกักไว้ไม่ยอมปล่อยให้ซึมลงดิน ซูไลก้าทิ้งกระดานตัวหมากอีกกระดานหนึ่งไว้เบื้องหลังแล้วตรงไปหาอิสฮานยังเมืองหลวง พวกกบฎในเมืองครั้นรู้ว่าการสังหารกษัตริย์อิสฮานไม่สำเร็จก็ยอมจำนนทั้งสิ้น ส่วนเนาฟัลลงเรือหนีรอดไปทันท่วงที

ความสงบสุขได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งแล้วจริงหรือ...
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:11 am

ในห้องชั้นหรูบนเรือเถื่อน เนาฟัลนอนมองไปยังสุดขอบฟ้าที่มีแผ่นดินใหม่รออยู่

“น่าแค้นใจจริงๆ ที่โดนนังเด็กเมื่อวานซืนซ้อนแผนเอาได้ แต่เอาเถอะ ดยุคแห่งอัลโตเป็นเพื่อนกับข้า รอให้ข้ากลับไปตั้งตัวได้ก่อนแล้วข้าจะมาทวงสิ่งที่ควรจะเป็นของข้าคืนอย่างสาสม นังซูไลก้า ไอ้อิสฮาน”

สิ้นเสียงปรบมือ นางรำลาซาล 2 คนที่ถูกฉุดคร่ามาระหว่างทางก็ถูกบังคับให้เต้นรำให้เนาฟัลดู ประตูถูกล็อคจากภายนอกไร้ทางออก เนาฟัลยิ้มอย่างพอใจที่จะได้ลิ้มรสนารีจากดินแดนที่น่ารังเกียจนักหนา

“แม่สาวลาซาลเอ๋ยเต้นรำให้ข้าดูเถอะ แล้วจงมอบความสุขสำราญให้ข้าย่ำยีพวกเจ้าทั้งคู่จนหนำใจ”

“กรี๊ดดดด ไม่นะ ไม่ ไม่!” 2 หญิงสาวกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวจนมุมอยู่กับประตูที่แข็งแรง แต่แล้วที่พวกเธอเคยนั่งตัวสั่นจู่ๆ ก็กลับยิ้มกว้างดั่งฆาตกรเจอเหยื่อตัวอ้วนพี มีดที่ถูกซ่อนไว้ส่องประกายออกมา

“อาซาร่า ตอนที่จะไปรับรางวัลกับท่านซูไลก้าน่ะต้องเป็นคนที่เชือดคอมันได้ก่อนใช่ไหม”
“ช่ายยยย แต่คงเอาไปถวายทั้งตัวไม่ได้ ตัดไปเฉพาะหัวคงง่ายกว่า นาวาร่าเจ้าเสียสละให้ข้าเถอะ”
“ฮะๆๆ เรื่องการเป็นคนโปรดนี่ขอเลยล่ะ เราเร็วพอๆ กันงั้นก็ต้องแย่งกันให้รู้ว่าใครเจ๋งกว่า”

ไร้เสียงใดเล็ดรอดออกมาเพราะใบมีดกรีดเนื้อไม่ส่งเสียงดังขนาดนั้น แต่ที่แน่ๆ แม้ร่างกายจะแยกออกเป็นชิ้นๆ แต่ศีรษะตั้งแต่คอขึ้นไปคงจะสวยหน่อย เพื่อให้ซูไลก้าจำได้ว่าเป็นหัวของเนาฟัลจริงๆ

“จัดการภารกิจเสร็จแล้ว ไม่เกินคืนพรุ่งนี้จะเอาหัวเนาฟัลกลับมาถวาย ลงชื่อ นาวาร่าและอาซาร่า”

ซูไลก้าเผากระดาษแจ้งสารด้วยเปลวไฟ ปล่อยนกพิราบสื่อสารก่อนมานั่งดูแลอิสฮาน ตั้งแต่กลับมาถึงวังเขาก็ดูจะช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากจนล้มป่วยลง ซึ่งเป็นผลจากการตรากตรำราชกิจสะสมมาตลอดหลายปีด้วย

บัดนี้ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดได้ถูกขจัดแล้ว จากนี้เธอตั้งใจจะปกครอง 2 อาณาจักรร่วมกับอิสฮาน หลังเสด็จพ่อเยซีฮานสิ้นพระชนม์ไม่ว่าจะอีกกี่ปีก็ตาม เป้าหมายต่อไปเธอจะทำให้อิสฮานยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์ทั้งปวง

“อิสฮานท่านฟื้นแล้วเหรอ ท่านสลบไป 1 วันเต็มๆ เลยทีเดียว ตอนนี้เนาฟัลตายแล้วท่านไม่ต้องเป็นห่วง คืนพรุ่งนี้เราจะฉลองที่กบฏเนาฟัลถูกกำจัด ข้าให้ท่านพักผ่อนอีกซักหน่อยจะดีกว่า”

อิสฮานหลับตาลงทันทีอย่างว่าง่ายเพราะไม่อยากรับรู้ความจริงใดๆ อีก เมื่อไหร่การเข่นฆ่าจะจบลงเสียที เขาไม่อาจแบกรับหนี้เลือดของผู้คนได้อีกแล้ว เหนื่อย...เหนื่อยเหลือเกิน เขาเกลียดการเมือง เกลียดความสูญเสีย เกลียดชีวิตที่นี่เต็มที คงมีเพียงอ้อมกอดอบอุ่นด้วยรักของวานาอันเท่านั้นที่จะช่วยรักษาแผลใจนี้ได้

คืนถัดมาที่ไร้จันทร์ส่องสว่างสุกใสเช่นเคย งานเลี้ยงดั่งจำลองสรวงสวรรค์มาบนพื้นพิภพได้ดำเนินไปทั่วทั้งเมืองหลวงจักรวรรดิซาโลม หลังมีเหตุให้เลื่อนเพราะการรัฐประหารที่ล้มเหลว การแสดงแปลกประหลาดและมีชื่อเสียงจำนวนมากถูกระดมจากทั่วทวีป ราวกับเมืองนี้อดอยากไม่เคยเห็นการแสดงมาก่อน อาหารการกิน ดนตรี นารี สุรา เป็นสิ่งที่ไม่ขาดหรือบกพร่องให้ตำหนิได้แม้แต่นิดเดียวเลย

อิสฮานเปิดงานด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างราบรื่น นายทหารและขุนนางที่ซื่อสัตย์ได้รับพระราชทานรางวัลล้ำค่าจำนวนมาก ซึ่งจริงๆ คือเพิ่งยึดมาจากคฤหาสน์ของเนาฟัลที่ตายอย่างอนาถ หัวของเขาถูกเสียบประจานอยู่ที่หน้าประตูเมือง และนี่คือบทเรียนแรกที่เหล่าข้าราชการเริ่มกลัวซูไลก้าจากสุดขั้วหัวใจ

ขณะที่ความรื่นเริงยังอวดกายล้อเล่นเหล่าทวยเทพไม่หยุด เจ้าเหนือหัวซาโลมก็ปลีกตัวเองออกมายืนมองทะเลทรายสุดลูกหูลูกตาบนระเบียงห้องบรรทม เพราะที่นี่เป็นที่เดียวที่เขาจะได้มองไปยังทิศทางที่อาณาจักรฟูดินันตั้งอยู่ ที่ที่หัวใจของเขาอยู่ที่นั่น ร่างกายของเขาหนักอึ้ง จิตใจก็จมดิ่งลงทุกที ๆ ชายหนุ่มได้แต่ถอดถอนใจด้วยความเจ็บปวด

“ท่านหลบมาอยู่ที่นี่เอง” ราชินีซูไลก้าเดินเข้ามาหาพลางยิ้มให้ อิสฮานเหลือบไปมองเพียงแว่บเดียวก็เคลื่อนสายตากลับมาจับจ้องอยู่ที่เดิม ซูไลก้ามองแผ่นหลังที่หันให้ตน รู้สึกเจ็บแปลบอยู่ในอก กี่ปีมาแล้วที่เธอเห็นภาพเช่นนี้ทุกวันทุกคืนแต่ไม่เคยคุ้นชินเสียที เธอมองลึกเข้าไปในทะเลทรายที่รกร้างว่างเปล่าด้วยความเจ็บปวด

“ท่านจะมองหาอะไรในความว่างเปล่านั้น? ทำไมไม่มองทางนี้ มองข้าสิ ข้าที่มีเลือดเนื้อจับต้องได้อยู่ตรงหน้าท่าน” ซูไลก้าโผเข้ากอดอิสฮานจากด้านหลัง ใช้ฝ่ามือลูบไล้หน้าอกของชายหนุ่มหมายจะยั่วยวน ทว่าอิสฮานก็รีบผละออกจากอ้อมแขนนั้นทันที
“เจ้าจะทำอะไรหน่ะ?” อิสฮานผงะถอยด้วยความตกใจ

“ก็ทำสิ่งที่สามี ภรรยาควรทำนะสิ ข้ากำจัดศัตรูของเราหมดแล้ว ต่อไปนี้เราก็จะครองคู่กันอย่างมีความสุขอย่างไรล่ะ” ราชินีซูไลก้าก้าวเข้าหากษัตริย์อิสฮานอย่างช้า ๆ “อิสฮาน...กอดข้าสักครั้ง รับรองว่าข้าจะทำให้ท่านลืมหญิงคนนั้นได้แน่” ซูไลก้าขลาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยชื่อนางในดวงใจของชายหนุ่มออกมา เพราะเกรงว่าจะยิ่งกระตุ้นหัวใจของเขาให้นึกถึงหญิงอันเป็นที่รัก จวนจะครบสัญญา 7 ปีอยู่แล้ว แต่เธอยังไม่สามารถกุมหัวใจของชายหนุ่มไว้ได้ หากเธอไม่เร่งมือ เธอคงต้องเสียเขาไป...ตลอดกาล
“ข้าไม่มีทางลืมวานาอัน ไม่มีวันไหนที่ข้าจะไม่คิดถึงนาง ซูไลก้า เจ้ารู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา” กษัตริย์อิสฮานตรัสด้วยความตกตะลึง

“ข้ารู้ว่าข้าพูดอะไร และกำลังขออะไรจากท่าน” ซูไลก้าพูดอย่างไม่ยอมพ้ แม้จะเจ็บปวดกับคำพูดของชายตรงหน้า “อิสฮาน...ได้โปรด จะด้วยความสงสารก็ได้ จะเห็นข้าเป็นตัวแทนของนางก็ได้ ข้ายอมทั้งนั้น แค่กอดข้าสักครั้ง” ซูไลก้าอ้อนวอนด้วยดวงตาที่เริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ

“ไม่ได้ ข้าทรยศวานาอันไม่ได้ และข้าก็เอาเปรียบเจ้าแบบนั้นไม่ได้ด้วย”

“แต่ข้ายอม! ข้ายอมให้ท่านเอาเปรียบ ข้ายอมทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่างขอร้องท่าน” ซูไลก้าวิ่งเข้าไปกอดอิสฮานอีกอย่างดื้อดึง

“แต่ข้าไม่ยอม!” อิสฮานออกแรงผลักซูไลก้าให้ออกห่างจากตน

หญิงสาวถูกผลักออกจนต้องถอยไปหลายก้าวเพื่อทรงตัว เธอเริ่มร่างกายสั่นเทิ่ม ใบหน้าแดงขึ้นด้วยความโกรธและผิดหวัง

“ทำไม?! ข้าทำถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมท่านยังไม่เหลียวแลข้า” ซูไลก้าสะอื้นจนตัวโยน น้ำตาไหลพราก เสียงแตกพร่านั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

“ซูไลก้า... ข้าเห็นเจ้าเป็นน้องสาว เป็นเพื่อนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาเท่านั้น ไม่เคยคิดเป็นอย่างอื่น”

“แต่ถ้าท่านให้โอกาสข้าสักครั้ง ท่านต้องเปลี่ยนใจแน่” ซูไลก้าอ้อนวอนทั้งน้ำตา

“ซูไลก้า...” อิสฮานเบือนหน้าหนี เพราะหัวใจของเขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน “เจ้าอย่าทำแบบนี้เลย เพราะสุดท้าย คนที่จะเจ็บปวดที่สุดคือเจ้าเอง”

“ฮือ ฮือ ฮือออออ” ซูไลก้าพับขาลงไปนั่งกับพื้น ร้องไห้ด้วยความเจ็บช้ำ เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองของตน ไหล่บางลู่ลงจนดูเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ที่กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร

อิสฮานเม้มปากแน่น เขาเกือบจะยื่นมือออกไปพยุงเธอให้ลุกขึ้นแล้ว แต่ก็ต้องกำมือแน่นปล่อยแขนให้ตกลงข้างลำตัว เพราะเกรงว่าความอ่อนโยนที่เขาแสดงออกเพราะสงสารเธอจะพาลทำให้เธอเข้าใจผิด อิสฮานจึงจำต้องทำใจแข็งเหมือนคนไม่มีหัวใจ เขาหันไปมองยังทะเลทรายเวิ้งว้างราวกับจะขอพลังใจจากหญิงอันเป็นที่รักที่อยู่อีกฟากของทวีป หัวใจของเขาเจ็บปวดเพราะสงสารหญิงที่กำลังร้องไห้อยู่แทบเท้าจับใจ ทว่าหัวใจของเขามอบให้วานาอันไปหมดแล้ว ไม่มีเหลือให้ใครอีก เขาจึงไม่เคยคิดเกินเลยกับซูไลก้านอกจากความเป็นเพื่อนและพี่น้องเท่านั้น อิสฮานกำหมัดแน่นยืนอยู่ที่นั่นนานจนกระทั่งเสียงร้องไห้นั้นเบาลงจนเหลือเพียงเสียงสะอื้น แต่เขาไม่ได้รู้เลยว่า หญิงสาวที่นั่งร้องไห้อยู่แทบเท้านั้นเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าที่จับจ้องไปยังทะเลทรายเวิ้งว้างด้วยสายตามุ่งมั่นเพียงใด

ซูไลก้ากลืนเสียงสะอื้นลงคอพร้อมกับลูบหยาดน้ำตาออกจากใบหน้านวล เธอสูดหายใจเข้าเต็มแรง มองเสี้ยวหน้าของชายผู้ไม่แม้แต่จะหันมองเธอ

“ข้าเข้าใจแล้ว” ซูไลก้าหาเสียงของเธอเจอในที่สุด แม้จะยังฟังดูเบาหวิวจนราวกับเสียงกระซิบ เธอเดินไปหยิบแก้วเหล้าที่เธอนำมาด้วย ส่งให้อิสฮาน “ดื่มเหล้านี่เสียหน่อยสิ อย่างน้อย...แค่เหล้าแก้วเดียวที่ข้าอุตส่าห์ยกมาให้ ท่านคงยอมรับน้ำใจจากข้า”

อิสฮานหันไปสบตาซูไลก้าแว่บหนึ่งก่อนจะก้มลงมองแก้วเหล้าสีอำพันในมือเธอ ชายหนุ่มรับแก้วมาถือไว้อย่างไม่ใคร่เต็มใจนัก แต่ก็เพราะไม่อยากจะทำร้ายจิตใจเธอมากไปกว่านี้ ถ้าการดื่มเหล้าแก้วนี้ทำให้เธอตัดใจยอมรามือจากเขาในวันนี้

“ถ้าท่านดื่มหมด ข้าก็จะไป ไม่เซ้าซี้ท่านอีก” ซูไลก้ากล่าวสำทับ ด้วยใบหน้าจะยิ้มก็ไม่ใช่ จะไม่ยิ้มก็ไม่เชิง

อิสฮานมองแก้วเหล้าในมือก่อนจะยกดื่มรวดเดียวจนหมดเพื่อยืนยันความตั้งใจของเขา ก่อนจะส่งแก้วคืนให้ซูไลก้า หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นมองดูการกระทำที่ชัดแจ้งของเขา เธอรับแก้วเหล้ามาก่อนจะหันหลังกลับเดินไปช้า ๆ ค่อย ๆ บรรจงวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะข้างซุ้มประตูด้วยมืออันสั่นเทา แล้วจึง เลื่อนมือไปขยำซองยาที่ว่างเปล่าก่อนจะปาทิ้งไปใต้โต๊ะอย่างไม่ใยดี

เสียงลมหายใจลึกและถี่กระชั้นดังขึ้นทางด้านหลัง ทำให้หญิงสาวต้องสูดหายใจเพื่อเรียกความกล้าให้กับตัวเอง ซูไลก้าคลี่ยิ้มก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม

“ซู... ซูไลก้า...เจ้า...” อิสฮานสูดหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติอย่างเต็มที่ ร่างกายของเขารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว เลือดสูดฉีดพล่านไปทั่วร่าง หัวใจเต้นเร็วจนแทบกระดอนออกมานอกอก ชายหนุ่มกัดฟันแน่น “เจ้า... เจ้าเอาอะไรให้ข้าดื่ม!”

“ท่านบังคับให้ข้าต้องทำแบบนี้” ซูไลก้าเดินเข้ามาหาช้า ๆ ค่อย ๆ ปลดผ้าคลุมไหล่ของตนออก เผยให้เห็นเสื้อผ้าบางน้อยชิ้นบนเรือนร่าง

“เจ้า...!!” อิสฮานพยายามควบคุมสติตัวเองถอยห่างจากซูไลก้า สายตาที่เต็มไปด้วยคำกล่าวหามองหญิงสาวราวกับคมดาบที่เชือดเฉือน แม้จะสร้างความเจ็บปวดให้เธอ แต่เธอไม่สนใจอะไรอีกแล้ว หวังแต่จะครอบครองชายที่รักให้ได้

“ท่านต้านทานไม่ไหวหรอก ข้าใช้ยาแรงที่สุดเท่าที่อำนาจของข้าจะหาได้เลยเชียวล่ะ” ซูไลก้ายิ้ม แต่ก็เหมือนกับไม่ได้ยิ้ม

“ท่านจะลืมว่าข้าเป็นใคร จะลืมว่าตัวเองเป็นใคร ระหว่างเราจะมีแค่ความปรารถนาเท่านั้น”

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่อิสฮานได้ยินก่อนที่สติจะหลุดลอย
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:12 am

ล่วงเข้าเวลาสายของวัน แสงแดดที่เริ่มร้อนแรงสาดเข้ามาในห้องบรรทม อิสฮานรู้สึกมึนงงคล้ายจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาลุกขึ้นนั่งช้า ๆ รู้สึกหนักหัวอย่างบอกไม่ถูก แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าตนอยู่บนเตียง มีเพียงผ้าห่มที่ร่นลงมากองอยู่ที่เอวเท่านั้นที่ปกปิดร่างกายไว้ ความรู้สึกเย็นยะเยือกวิ่งไล่จากปลายเท้าขึ้นไปถึงหลังศีรษะในเวลาเพียงพริบตาเดียว ร่างของเขาแข็งทื่อ สีเลือดหายไปจากใบหน้าจนหมดสิ้น เขาค่อย ๆ หันหน้าไปช้า ๆ ทว่าเป็นชั่วเสี้ยววินาทีที่ยาวนานราวกับกินเวลาเป็นวัน ความกลัวชนิดจับขั้วหัวใจ เขาได้รู้จักก็วันนี้เอง

หญิงสาวที่นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบอกเล่าทุกอย่างได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มหลับตาเบือนหน้าหนี ไม่อยากมองนานกว่านี้แม้เพียงเสี้ยววินาที

“ข้าทำอะไรลงไป?!...” อิสฮานรีบคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวมกระโดดออกจากเตียงราวกับเตียงที่อุ่นสบายนั่นเป็นกะทะเหล็กที่ถูกเผาจนร้อนจัด สมองที่ยังมึนงงพยายามคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดหวั่น ภาพต่าง ๆ ที่เข้ามาปะติดปะต่อกันนั้นเหมือนหอกแหลมที่แทงเมื่อไหร่ก็เห็นเลือดเมื่อนั้น

“เจ้าทำอะไรลงไป ซูไลก้า!!” ร่างกายของเขาซวนเซแทบจะล้มทั้งยืน เจ็บปวดหัวใจจนบรรยายไม่ถูก “ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” เสียงกู่ร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องจนแม้แต่ซูไลก้ายังสะดุ้งเฮือกผลุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ

“เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท องค์ราชินี?!” บรรดาทหารและนางกำนัลตะโกนเรียกจากด้านนอก

“ไม่มีอะไร ถ้าข้าไม่เรียกไม่ต้องเข้ามา” ซูไลก้ากระชับผ้าห่มคลุมขึ้นคลุมร่างของตนเอาไว้พลางตะโกนสั่ง

“แต่...แต่ว่า...”

“พูดไม่รู้เรื่องหรือ?! ข้าบอกไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรสิ” ซูไลก้าตวาด พลางรอจนกระทั่งเสียงที่หน้าประตูสงบลงจึงกล้าเหลือบมองชายหนุ่มตรงหน้า

อิสฮานยืนกุมศีรษะพยายามควบคุมสติอารมณ์ของตัวเอง อารมณ์หลากหลายฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเขา เสียใจ ผิดหวัง โกรธเคือง เจ็บปวด ทว่าไม่มีเศษเสี้ยวของอารมณ์ใด ๆ ที่ใกล้เคียงกับความรักเลย

“อิสฮาน...” ซูไลก้าเรียกเสียงเบาคล้ายจะหยั่งเชิงอีกฝ่าย ทว่ามีแต่ความเงียบที่น่าอึดอัดตอบกลับมา หญิงสาวลุกขึ้นพันผ้าห่มไว้กับตัวพลางขยับเข้าไปหา อยากจะปลอบประโลมเขา แต่อิสฮานกลับถอยหนี หรี่ตามองเธอด้วยความเจ็บปวด ซึ่งเหมือนกับคมมีดที่กรีดใจเธอ จนหญิงสาวต้องผงะถอย

“ทำไม? ทำไมท่านต้องทำท่ารังเกียจข้าขนาดนี้ มีความสัมพันธ์กับข้ามันน่าขยะแขยงเพียงนี้เชียวหรือ?” ซูไลก้าถามเสียงสั่น ไม่รู้ว่าเพราะสะเทือนใจหรือเพราะโกรธกันแน่

“ข้าไม่ได้ขยะแขยงเจ้า แต่เป็นเพราะข้าไม่ได้รักเจ้า ข้ามีความสัมพันธ์กับคนที่ไม่รัก มันย่อมเป็นความรู้สึกผิดที่หนักหนา ทั้งต่อตัวข้าเอง ต่อตัวเจ้า และต่อวานาอัน ผู้หญิงที่ข้ารักที่สุด”

ซูไลก้ารู้สึกเหมือนถูกราดน้ำมันลงบนกองไฟ ใบหน้ากลายเป็นสีแดงจัด ร่างกายสั่นเทิ่ม ตะโกนถามอย่างอัดอั้นตันใจ “ทำไม?! ทำไมท่านถึงไม่รักข้า ทั้ง ๆ ที่ข้ารักท่านถึงขนาดนี้ ท่านตาบอดหรืออย่างไร?” ริมฝีปากนั้นสั่นระริก น้ำตาจวนเจียนจะไหลอยู่รอมร่อ

อิสฮานกัดริมฝีปากแน่น เบือนหน้าหนี ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ผู้หญิงตรงหน้าเข้าใจและยอมรับได้อย่างไร เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายกว่าจะหลุดคำพูดออกมาได้ “แล้วเจ้าหล่ะ ทำไมถึงมองไม่เห็นความรักหมดใจที่ข้าและวานาอันมีให้แก่กัน?”

ซูไลก้าผงะถอยออกไปอีกครั้ง เมื่อโดนคำพูดของตัวเองย้อนกลับมาเช่นนี้ ทว่าเพราะความดื้อดึงจึงทำให้เธอไม่ยอมรับรู้ “แต่เวลานี้ข้าได้ชื่อว่าเป็นเมียท่านโดยสมบูรณ์แล้ว ข้าจะไม่ยกท่านให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น”

อิสฮานหลับตาแน่น กัดฟันจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้าจิกทึ้งเขาจนจิตใจยับเยิน มีเพียงความโกรธเท่านั้นที่มีกำลังมากพอจะส่งให้เขายืนอยู่ได้ อิสฮานกลับหลังหันเดินไปยังห้องทรงงานที่อยู่ติดกันทันที
“อิสฮาน นั่นท่านจะไปไหน? อิสฮาน! กลับมานะ” ซูไลก้าตะโกนเรียกอย่างร้อนรน

“ไปจากห้องนี้ ก่อนที่ข้าจะทนไม่ไหวจนบีบคอเจ้า” อิสฮานกัดฟันพูดดึงความโกรธทั้งหมดออกมาใช้เพื่อปกป้องดวงใจที่แตกสลายของตน

ซูไลก้าน้ำตาร่วงทันทีที่คำพูดนั้นกระทบหู เธอเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าหลังจากทรยศความเชื่อใจของเขา เธออาจจะต้องรับผลเช่นนี้ แต่แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว ทว่ามันเจ็บกว่าที่เธอคิดไว้มากมายเหลือเกิน หรือมันจะเป็นจริงดังที่อิสฮานบอกไว้ ว่าสุดท้ายคนที่จะเจ็บปวดที่สุดคือเธอเอง

โครม!!!

เสียงดังโครมใหญ่ดังออกมาจากห้องทรงงาน ซูไลก้าสะดุ้งเฮือกมองไปยังประตูที่ปิดสนิท เธอเอาหูแนบกับประตูห้องทว่าไม่มีเสียงใด ๆ ดังรอดออกมาอีก

“อิสฮาน?” ซูไลก้าเรียกเสียงเบา แต่อีกฟากของห้องกลับเงียบจนน่ากลัว

“อิสฮาน?!” ซูไลก้าเรียกเสียงดังกว่าเดิม ทว่าก็ยังคงไม่ได้ยินอะไรเลย ความรู้สึกหวาดกลัวโหมกระพือขึ้นภายในจิตใจทันที “อิสฮาน!!!” ซูไลก้าตะโกนพลางออกแรงพลักประตูเต็มแรง

ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจต้องเธอหล่นวูบ อิสฮานนอนหมดสิ้นอยู่บนพื้นห้อง ใบหน้าซีดเผือดเนื้อตัวเย็นเชียบ ไม่ว่าเธอจะเรียกหรือเขย่าตัวเท่าไหร่ก็ไม่มีการตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น

“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง ตามหมอมาเร็วเข้า ตามหมอมาเดี๋ยวนี้!!”
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:12 am

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา กษัตริย์แห่งซาโลมก็ไม่เคยออกว่าราชการอีกเลย อาการประชวรที่ไม่ทราบสาเหตุทำให้ทั่วทั้งวังวิตกกังวล หมอจากทั่วทุกสารทิศถูกพามารักษาอาการประชวร ทว่าก็ไม่ดีขึ้น ร่างกายของเขากลับทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ จากอาการนอนซบก็กลายเป็นเหม่อลอยจนแทบไม่ได้สติ และด้วยเพราะอาการป่วยนี้ทำให้บรรดาข้าราชบริพารขอให้แยกห้องบรรทมเพราะเกรงว่าจะติดต่อมาถึงองค์ราชินี

ซูไลก้า หลังจากออกว่าราชการแทนก็จะตรงเข้าเยี่ยมดูอาการเขาเสมอ ทว่าเขาแทบไม่เคยตื่นอีกเลย และหากตื่นขึ้น ก็เพียงแค่ลืมตามองเพดานด้วยสายตาที่ว่างเปล่าเท่านั้น คล้ายกับว่าจมจ่อมอยู่ในความคิดจนไม่ได้ยินเสียงเรียกของใคร หญิงสาวหวนนึกถึงคำพูดของหมอหลวงที่พูดกับเธอ “ฝ่าบาท กระหม่อมรักษาได้ทุกโรค แต่โรคตรอมใจนี่เกินความสามารถของกระหม่อมจริง ๆ ถ้าคนป่วยไม่มีกำลังใจที่จะมีชีวิต หมอที่ไหนก็รักษาไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”

ร่างกายที่เคยกำยำเวลานี้กลับดูซีดเซียวและผ่ายผอมลงมากจนน่าตกใจ บางครั้งเธอก็ได้เห็นน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของเขา บางครั้งก็มีเสียงพึมพำเหมือนพูดอะไรบางอย่าง ทว่าก็จับใจความไม่ได้ หลาย ๆ ครั้งที่เขาร้องเรียกวานาอัน ยื่นมือออกไปไขว่คว้าอากาศธาตุ ก่อนจะน้ำตาไหลออกมาอีก ซูไลก้ามองแววตาของเขาที่หม่นหมองจนแทบไม่เหลือความมีชีวิตชีวาด้วยความปวดร้าวใจ นี่เธอทำอะไรลงไป

“อิสฮาน ได้สติเสียทีเถอะ ท่านเป็นอย่างนี้มาสองเดือนแล้วนะ หมอทั้งแผ่นดินที่ว่าเก่งนักเก่งหนา ข้าก็พามารักษาจนหมดแล้ว แต่ทุกคนก็จนปัญญากันหมด ข้าเองก็จนปัญญาแล้วอิสฮาน อย่าทรมานข้าแบบนี้เลย ข้าผิดไปแล้ว” ซูไลก้าร่ำไห้กุมมือของอิสฮานไว้แน่น แต่กระนั้นเสียงของเธอก็ไม่ได้เข้าไปถึงจิตใจของเขาเลย
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:14 am

วันเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เขานอนอยู่เช่นนี้ มองเห็นภาพเพดานสูงที่ไม่คุ้นตาน่าเบื่อไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และแล้วเพดานก็เริ่มบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปร่างไป

“อ้า... อีกแล้วหรือ? พอเสียที ฝันบ้านี่เมื่อไหร่จะจบสิ้นเสียที ไปให้พ้น” อิสฮานโอดครวญอย่างไร้เรี่ยวแรง และแล้วเขาก็รู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นดึงสูงขึ้นไป เขายืนอยู่บนยอดภูเขาทองคำ เขาไม่อยู่ในสภาพคนแต่เป็นพระอาทิตย์ที่แผดเผาตัวเองให้ความสุขกับประชาชนซาโลมทั้งปวง ความร้อนที่ลุกไหม้ทั่วกายยิ่งบันดาลความสุขเหนือคำบรรยาย

แต่แล้วประชาชนหลายแสนเบื้องหน้าก็แหวกทางออกให้ซูไลก้าเดินมาสวมกอดเขาที่กลายเป็นคนอีกครั้ง ผู้หญิงคนนี้จะนำเขาไปสู่ความยิ่งใหญ่อย่างที่ต้องการ.. ว่าแต่ใครต้องการกันล่ะ? เขา เสด็จพ่อ เสด็จแม่ หรือ ใคร?

“ที่ข้าทำไปทุกอย่างก็เพราะความรักที่มีต่อท่าน ท่านคงได้เห็นมันแล้วเต็มสองตา”

“อิสฮาน!” อิสฮานกะพริบตาทันใดนั้นซูไลก้าก็กลายเป็นเสด็จพ่อซาดินในชุดออกรบองอาจยิ่งใหญ่

“ข้าทำสงครามเพราะหวังจะให้เจ้าเป็นผู้ครองอำนาจเหนือทวีปเมอร์ริเซีย มีชีวิตที่มีความสุข แต่ข้าทำไม่สำเร็จ...ทว่าผู้หญิงคนนี้จะทำมันให้สำเร็จด้วยสติปัญญา หากเจ้าครองคู่กับนาง...”

“ไม่ ข้าไม่ต้องการอำนาจหรือชื่อเสียงเกียรติยศอะไรทั้งนั้น ข้าไม่ต้องการๆๆๆ!” อิสฮานกลับหลังหันวิ่งหนีจากซูไลก้าและซาดินที่วิ่งตามมา รวมถึงประชาชนที่ร้องเรียกหากษัตริย์ของตนไม่หยุดปาก แต่มันกลับเป็นดั่งเสียงจากอเวจีที่น่าเกลียดน่าชัง อิสฮานหนีไปเรื่อยๆ จนหลุดพ้นจากผืนทราย ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปสิ้นเชิง

“นี่มันอิกดราซิลนี่” อิสฮานกล่าวอย่างยินดี สายตามองเห็นหญิงสาวผู้เป็นที่รักนั่งหันหลังกำลังเก็บสมุนไพรลงตะกร้า ช่างเป็นภาพที่คุ้นตาและแสนคิดถึง “วานาอัน ฉันกลับมาหาเธอแล้ว ฉันมาแล้ว”

อิสฮานวิ่งเข้าไปหาสตรีผู้ครอบครองดวงใจ แต่เธอกลับเหมือนไม่ได้ยินเสียงหรือเห็นเขา สายตากลับเลื่อนลอยมองผ่านเขาไปเหมือนเขาเป็นเพียงอากาศ เขาพยายามโอบกอดเธอแต่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า แล้วมหาพฤกษาก็พัดไหวส่งเสียงดังดั่งยักษ์เขย่าก่อนผลัดใบสีเงินยวงประกายร่วงลงมา วานาอันเดินกลับบ้านส่วนเขาค่อยๆ ถูกใบไม้ทับถมลงไปในเงาแห่งความมืด อิสฮานหายใจไม่ออก แต่นั่นไม่น่ากลัวเท่าความคิดที่ว่าจะต้องพรากจากวานาอันตลอดกาล...

จู่ ๆ ภาพเบื้องหน้าก็หายไป เขาพบว่าตนเองมายืนอยู่ที่เชิงหินกลางทะเลทรายที่ดูคุ้นตา สายน้ำที่ไหลออกมาจากหินนั้นกลายเป็นธารน้ำเล็ก ๆ ใสสะอาด ทำให้เขาเดินเข้าไปหาอย่างไม่รู้ตัว เขารู้สึกกระหายน้ำเหลือเกิน จึงยกมือขึ้นรองน้ำบริสุทธิ์สะอาดนั้นดื่มจนหนำใจ ความสดชื่นที่ได้รับมันช่างน่าชื่นใจ เขาวักน้ำขึ้นล้างหน้าล้างตาเพื่อไล่ความเหนื่อยล้าอ่อนแรงก่อนจะเงยน้ำขึ้นอีกครั้งและก็จำได้ทันที

“นี่... นี่มัน... ที่ที่ซิสเตอร์อลาน่าสละชีวิตเพื่อหยุดสงคราม 4 อาณาจักรนี่” อิสฮานเบิกตาขึ้น รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ในที่สุดเขาก็หนีฝันร้ายนั่นพ้นเสียที

“อิสฮาน” เสียงเรียกที่อบอุ่นดังขึ้นเหนือยอดหิน

“คุณแม่อลาน่า” อิสฮานตกตะลึงเมื่อเห็นอลาน่ายืนอยู่ที่นั่น ร่างกายของเธอสว่างสุกใส ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตาเหมือนที่เขาจำได้ “ข้ากำลังฝันหรือข้าตายไปแล้วถึงได้พบท่านอีก”

อลาน่าเพียงแต่ยิ้มและเดินมายืนต่อหน้าเขา “จำได้ไหมว่าฉันเคยบอกเธอว่า เธอไม่ใช่ดวงอาทิตย์ที่เผาผลาญทุกสิ่ง แต่เธอคือดวงอาทิตย์ที่เผาผลาญตัวเองเพื่อคนอื่น”

“ข้าจำได้ไม่เคยลืม ข้าจึงอุทิศตัวเองเพื่อคนอื่นดังที่ท่านสอนข้าไว้ เพื่อชดเชยให้สาสมกับความผิดของข้า ข้าแผดเผาตนเองจนจวนเจียนจะแหลกสลาย” น้ำตาแห่งความทุกข์ไหลร่วงลงมาไม่ขาดสาย

“อิสฮาน เพื่อนำสันติสุขมาให้ผู้คน เธอจำเป็นต้องเสียสละน้ำตา และต้องเผชิญความทุกข์หลายครั้งในชีวิต พระเจ้าได้ยินเสียงร่ำไห้และความทุกข์ของเธอ พระองค์จึงให้ฉันมาหาเธอ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เมื่อพระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นกับเรา ก็แปลว่าพระองค์ทรงมีพระพรประเสริฐซ่อนอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น เพียงแต่เธอต้องมองให้เห็น ดังนั้น...จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีเถิด” อลาน่ายิ้มพลางวางมือเหนือศีรษะของเขาอย่างอ่อนโยน “กิจการดีต่าง ๆ ที่เธอทำ ล้วนเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า พระองค์จะทรงปลดแอกของเธอ จงไปเป็นสุขเถิด”

“คุณแม่อลาน่า” อิสฮานกระพริบตาก็พบว่าอลาน่าหายไปแล้ว มีเพียงเทวดาสององค์ยืนอยู่ต่อหน้าแทน องค์หนึ่งมีรูปร่างหน้าตาคมเข้มเหมือนชาวซาโลม อีกองค์มีผิวขาวและผมสีทองเหมือนชาวฟีเลเซียไม่ก็แอนดิซอง

“ฉันคือซามาริเอล” เทวดาผิวเข้มเอ่ยขึ้น
“ฉันคืออมาริเอล” เทวดาผู้มีผมสีทองเอ่ยขึ้นบ้าง

อิสฮาน แม้จะตกตะลึงแต่ก็ยังโค้งคำนับเทวทูตทั้งสองอย่างนอบน้อม ทำให้ทั้งสองยิ้มและโค้งกลับด้วยไมตรี
“เราคืออารักขเทวดาของท่าน” คำพูดของซามาริเอลทำให้อิสฮานต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม

“ข้า... ข้าได้รับพระเมตตาถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” อิสฮานคิดมาตลอดว่าตนมีชะตาที่ถูกสาปแช่ง ถึงได้พยายามทำกิจการดีเพื่อชดใช้ความผิด แต่การที่เขามีเทวดาผู้พิทักษ์ถึงสององค์เป็นเรื่องเหนือจินตานาการของเขา

“เราอยู่กับท่านมาตั้งแต่เกิด พระเจ้าผู้เป็นองค์ความรัก รักและดูแลท่าน แม้ตั้งแต่ตอนที่ท่านยังไม่รู้จักพระองค์ ท่านไม่ได้ถูกสาป แต่ถูกเลือกต่างหาก” อมาริเอลพูดอย่างอ่อนโยน

“พระเจ้าทรงให้อิสระแก่มนุษย์ในการที่จะเลือก เลือกที่จะทำดีหรือเลว เลือกที่จะฟังเสียงของพระเจ้าหรือปีศาจ ท่านได้เลือกที่จะฟังเสียงของพระองค์ เลือกที่จะพลิกชะตากรรมให้เป็นการปลดปล่อยชาวซาโลม เวลานี้พระเจ้าทรงปลดแอกของท่านแล้ว ท่านก็จงวางแอกของท่านลงเถิด”

“วางแอกของข้า?!” อิสฮานรู้สึกทั้งตื่นเต้นและหวาดหวั่นไปพร้อม ๆ กัน “ที่ ๆ ข้าจะวางภารใจทั้งหมดลงได้มีเพียงที่เดียวเท่านั้น”

“กลับไปหาหัวใจของท่าน ช่วงเวลา 7 ปีในซาโลมของท่านจบแล้ว” ซามาริเอลพูด
“แต่...แต่ว่า...แต่ข้าแต่งงานอย่างถูกต้องกับซูไลก้าแล้วข้าไม่อาจทำบาปได้”

“ความรักคือต้นธารแห่งการบันดาลความชอบธรรม ยิ่งท่านทนใช้ชีวิตคู่ที่ไม่มีความรักแม้จะแต่งงานต่อหน้าพระเจ้าอีกกี่ครั้งมันก็ยังจะเป็นบาปตลอดไป เพราะท่านได้ทรยศต่อทั้งหัวใจตัวเอง หัวใจคนที่ท่านรัก และหัวใจคนที่รักท่าน ซึ่งวันหนึ่งนางจะยอมรับความจริงได้” ซามาริเอลกล่าวด้วยเสียงที่หนักแน่นและเข้มแข็ง

“แล้วถ้าข้าจากไป ซาโลมจะเป็นยังไง ข้ารู้ดีในทุกแผนการที่ซูไลก้าทำแต่ไม่เคยบอกนางว่าข้ารู้ ทั้งที่นางให้คนของตัวเองจัดฉากลอบสังหารเพื่อเอาทหารลาซาลเข้ามากุมอำนาจ ทั้งการฆ่าเนาฟัล ต่อจากนี้ไปซาโลมอาจจะถูกรุกรานจากลาซาล ข้าไม่อาจทิ้งประชาชนของข้าให้เผชิญทุกขเวทนาได้”

“ไม่ต้องเป็นห่วง ต่อแต่นี้ ลาซาลจะไม่รุกรานซาโลมอีก” อมาริเอลพูดเหมือนเป็นคำมั่นสัญญา

อิสฮานขมวดคิ้วเมื่อได้ยินดังนั้น ทว่ายังไม่ทันเอ่ยถาม ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องและเงามืดลุกคืบเข้ามาจากทางด้านหลัง เงาสีดำที่บิดเบี้ยวส่งเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด

ซามาริเอลและอมาริเอลก็เคลื่อนมาขวางระหว่างอิสฮานและเงามืดนั้นทันที ปีกทั้งคู่กางออกคล้ายปีกพญาอินทรีปกป้องเขาไว้ อิสฮานสังเกตเห็นเงาร่างดำทะมึนคล้ายกับผู้คนที่คอยวิ่งตามหลอกหลอนเขาในความฝันทุก ๆ ครั้ง

“ถอยไป พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เจ้าทดลองเขาอีกแล้ว จงกลับไปยังที่ของเจ้าซะ” ซามาริเอลวาดดาบพร้อมประจัญหน้าเต็มที่

“ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอม!! ข้าต้องได้วิญญาณของมัน ข้าจะกลับมาอีก ข้าจะกลับมา ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงเกรี้ยวกราดนั้นมีทั้งเสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย เสียงเด็ก เสียงคนแก่ สลับกันไปมาจนวุ่นวายไปหมด

“หนวกหูจริง ๆ” อมาริเอลพูดเสียงเบาราวกับบ่นพลางตวัดดาบ เสียงกรีดร้องแหลมด้วยความตกใจกลัวก็ดังขึ้นพร้อม ๆ กับเงาทะมึนที่หายไป

“นั่น...” อิสฮานตัวสั่น นั่นคือวิญญาณของผู้ที่ต้องตายเพราะเขาใช่ไหม

“นั่นคือปีศาจ” ซามาริเอลพูดต่อให้ “ปีศาจมันฉลาดเจ้าเล่ห์ รู้ว่ามนุษย์อ่อนแอต่อสิ่งไหนก็จะใช้สิ่งนั้นในการหลอกล่อ เหมือนที่มันเอาความรู้สึกผิดของท่านมาใช้อย่างไรล่ะ”

“มาเถอะ... ได้เวลาไปแล้ว” อมาริเอลจับแขนข้างหนึ่งของอิสฮานในขณะที่ซามาริเอลก็จับแขนอีกข้างหนึ่ง

“ไปไหน?” อิสฮานยังงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนตั้งตัวไม่ทัน

“กลับบ้านยังไงล่ะ”

จู่ ๆ อิสฮานก็รู้สึกเหมือนลอยคว้าก่อนจะพุ่งผ่านอากาศด้วยความเร็วสูงจนหูอื้อตาลายไปหมด
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:16 am

ซูไลก้าเหม่อมองทะเลทรายเวิ้งว้างอยู่ที่ริมระเบียง ที่ที่เธอเห็นอิสฮานกระทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน น่าขำที่เวลานี้กลับเป็นเธอเองที่มายืนอยู่ที่นี่ สายตาที่มองไปไกลเหมือนจะมองให้เห็นผู้หญิงที่อยู่อีกฟากของทวีป เธอจะสามารถยืนอยู่ที่นี่ทุกวันถึง 7 ปีไหมนะ หญิงสาวยิ้มขื่น ๆ ให้ตัวเอง เธอทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ พลางมองสายลมที่หอบเอาเม็ดทรายปลิวไปตามเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ เวลานิ้แผ่นดินทะเลทรายมีสีเขียวมากขึ้น มีต้นไม้ให้เห็นมากขึ้น 7ปีที่ผ่านมา ซาโลมที่เคยแห้งแล้งและแทบจะเป็นเมืองร้างกลับกลายเป็นเมืองใหญ่ที่ใคร ๆ ก็กล่าวขวัญถึง ประชาราษฎร์ต่างก็ยกให้เป็นยุคทองของจักรวรรดิซาโลม แต่หัวใจของเจ้าแผ่นดินกลับเป็นยุคมืด ช่างเป็นเรื่องตลกที่แสนร้ายกาจ

“องค์ราชินี” เสียงของนาดาดังขึ้น

“มีอะไร?” ซูไลก้าถามด้วยเสียงแผ่วเบา เมื่อยังคงในห้วงความคิดของตัวเอง

“เสวยอะไรสักหน่อยสิเพคะ” นาดายกสำรับอาหารเข้ามา มองนายหญิงด้วยสีหน้ากังวล “นี่มีแต่ของโปรดของพระองค์ทั้งนั้น”
“เก็บไปเถอะ ข้ายังไม่หิว”

“ฝ่าบาท...” นาดาสีหน้าสลดลง “หากพระองค์ทรงประชวรไปอีกคน ประชาราษฎร์จะอยู่ได้อย่างไร? เสวยสัดนิดเถอะเพคะ”

ซูไลก้าถอนหายใจ เม้มปากแน่น “เอาเถอะ วางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวข้าจะกิน”

นาดาทำตามอย่างว่าง่ายเพราะไม่อยากขัดใจ ตั้งแต่ฝ่าบาทประชารนี่ก็สามเดือนเข้าไปแล้ว พระนางจะเป็นทุกข์ก็ไม่แปลก ขอเพียงแค่ดูแลให้พระองค์ยังกินได้นอนหลับ ก็ยังพอเบาใจได้อยู่

เมื่อนาดาออกไปแล้ว ซูไลก้าจึงค่อยเดินไปยังโต๊ะเสวยช้า ๆ นาดาพูดถูก ถ้าเธอเป็นอะไรไปอีกคนคงแย่ ทว่าช่วงนี้เธอไม่อยากอาหารเลยจริง ๆ ซูไลก้าเปิดฝาสำรับอาการออกก็ยิ้ม เป็นอาหารที่เธอชอบทั้งนั้นจริง ๆ แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วทันทีที่กลิ่นอาหารลอยขึ้นมาแตะจมูก ความคลื่นเหียนบิดเป็นเกรียวอยุ่ในท้องก่อนพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนหญิงสาวต้องวิ่งออกไปนอกระเบียงเพื่อสูดอาการบริสุทธิ์ภายนอก ซูไลก้าสูดหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้งกว่าจะไล่อาการคลื่นไส้นั้นไปได้

น่าแปลก อาหารอื่นก็พอเข้าใจได้ แต่นี่เป็นของชอบของเธอทั้งนั้น ทำไมยังคลื่นไส้อีก ซูไลก้าขมวดคิ้วแน่นพลางลูบท้องของตนเองอย่างไม่รู้ตัว หญิงสาวยังคงคิดหาเหตุผลถึงอาการประหลาดของตนเองอยุ่นาน จู่ ๆ เธอก็เลิกคิ้วเรียวบางขึ้นข้างหนึ่ง ค่อย ๆ ก้มลงมองดูท้องของตนที่ตอนนี้มีมือกุมอยู่ น่าขำที่สัญชาตญาณไวกว่าสมองของเธอ หญิงสาวเบิกตากว้าง ปากอ้าออกเพราะตกตะลึงกับสิ่งที่คิดจนพูดไม่ออก ซูไลก้าค่อย ๆ ทรุดตัวเลยนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ที่สุด และแล้วใบหน้าก็ค่อย ๆ คลี่ออกมาเป็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะค่อย ๆ ดังรอดออกมาจนใบหน้าที่เคยอมทุกข์นั่นกระจ่างขึ้นด้วยความสุขทันที

“อิสฮาน...” ซูไลก้ายิ้ม “ใช่...ต้องบอกให้เขารู้” ซูไลก้ารีบวิ่งไปยังห้องของอิสฮานทันที

ทว่า ทันทีที่ไปถึง ภาพอิสฮานที่ยังคงนอนซูบซีดไร้เรี่ยวแรงบนเตียงก็ทำให้ความตื่นเต้นยินดีของเธอหายวับไปจนหมด ซูไลก้าใบหน้าเศร้าสลดลงค่อย ๆ หย่อนตัวลงบนเตียงยกมือลูบใบหน้าที่ซีดเซียวนั้นด้วยความเจ็บช้ำ เปลือกตาของชายหนุ่มขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ปรือตาขึ้น

จู่ ๆ เขาก็ใช้ศอกยันตัวขึ้น ยกมือขึ้นจับมือหญิงสาวไว้แน่น รอยยิ้มที่หญิงสาวไม่เคยเห็นปรากฏบนใบหน้าของเขา

“วานาอัน เธอมาหาฉันแล้ว ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน” เสียงที่แหบแห้งดังจนเหมือนจะแค่กระซิบ แม้จะดูเหมือนเขาพูดตะโกนจนเต็มเสียง

ซูไลก้าทั้งดีใจ ทั้งตกใจและเสียใจไปพร้อม ๆ กัน จนตะลึงไปชั่วขณะ เธอดีใจที่อิสฮานได้สติแล้ว ตกใจที่เขายังมีเรี่ยวแรงพอจะลุกและคว้ามือเธอจนแน่นเช่นนี้ แต่ทว่ามันไม่ใช่เพราะเธอ แต่เป็นเพราะเขาคิดว่าเธอคือวานาอันต่างหาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยรักนี้เขามีให่วานาอัน ไม่ใช่เธอ

“ข้าเอง ซูไลก้า” หญิงสาวกลั้นใจตอบ

อิสฮานที่เพิ่งได้สติ ดวงตาจึงยังพร่ามัว เขาเพ่งมองเพียงชั่วครู่ก็ทิ้งตัวลงไปนอนสิ้นเรี่ยวแรงกับเตียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง

“ขอโทษ” อิสฮานเอ่ยอย่างอ่อนแรง สัมผัสได้ถึงความผิดหวังของหญิงสาวข้างกาย เขาเพิ่งคืนสติจากฝันประหลาดนั้น ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินคือกลับบ้าน เขาจึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาจะพบวานาอัน เพราะวานาอันคือบ้านของเขา คือที่พักใจหนึ่งเดียวของเขา เมื่อรู้สึกได้ว่าซูไลก้ายังคงนั่งนิ่งไม่ไปไหน ก็พอจะเดาว่าเธออยากจะคุยกับเขา

“ข้าหิวน้ำ” เสียงยังคงแหบแห้งและเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก

ซูไลก้าเทน้ำให้ พลางพยุงเขาให้จิบน้ำ น้ำหนักของเขาลดลงไปมากอย่างน่าตกใจ จนเธอสามารถพยุงเขาขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เมื่อจัดให้เขาเอนหลังในท่าที่สบายขึ้นแล้วจึงนั่งลงอีกครั้ง อิสฮานก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วก็ต้องประหลาดใจไม่น้อย
“ท่านป่วยไม่ได้สติมา 3 เดือนแล้ว” อิสฮานเหลือบมองซูไลก้าแว่บหนึ่ง พยักหน้าช้า ๆ เป็นเชิงรับรู้ก่อนจะมองตรงไปข้างหน้านิ่ง ๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“อิสฮาน...” หญิงสาวเรียก ทว่าเขาก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น เธอไม่รู้ว่าเขาฟังเธออยู่หรือเปล่า แต่ใบหน้านิ่งเฉยของเขาก็ทำให้เธอต้องกลั้นใจถามต่อ “อิสฮาน ท่านยังโกรธข้าอยู่ใช่ไหม?”

ริมฝีปากอิสฮานเม้มแน่นอยู่นานก่อนจะคลายออก

“ตอนแรกข้าโกรธ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว” อิสฮานพูดเสียงเบา แม้จะฟังดูอ่อนแรงแต่ก็ไม่แหบแห้งแล้ว

“ทำไมล่ะ?” ซูไลก้าถามด้วยความประหลาดใจจริง ๆ

“เพราะซิสเตอร์อลาน่าเคยบอกข้าว่า พระเจ้าทรงตรัสว่า ‘แม้ท่านจะโกรธ ก็อย่าให้เป็นบาป จงเลิกโกรธก่อนดวงอาทิตย์ตก’ ผลแห่งความโกรธแค้น ข้ารู้ซึ้งดีที่สุด ข้าจึงไม่อยากโกรธใครนาน”

“ท่านใจดีเกินไปแล้ว ท่านควรจะโกรธข้าสิ” ซูไลก้าเริ่มมีน้ำตาขึ้นเอ่อคลอ มองเสี้ยวหน้าที่ซีดเซียวของชายตรงหน้า แต่เขายังคงนั่งนิ่งมองตรงไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยอยู่เช่นเดิม “ถ้าเช่นนั้น ถ้าท่านไม่โกรธข้า ท่านยกโทษให้ข้าหรือเปล่า?” ซูไลก้าถามด้วยริมฝีปากที่สั่นระริกจนต้องกัดมันไว้เพราะเกรงว่าจะปล่อยโฮออกมาเสียก่อน

อิสฮานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เตรียมรับความเจ็บปวดที่ถูกทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจของเขา ความรู้สึกในวันนั้นที่เหมือนถูกรีดเลือดออกจากปากแผล แต่ทว่าความเจ็บปวดดังเช่นวันนั้นกลับไม่ได้มาเยือน เหลือเพียงความเจ็บแปลบเล็ก ๆ ภายในอกเท่านั้น เหมือนที่เขาได้รับสัญญาไว้ว่าแอกของเขาถูกปลดแล้วใช่ไหม ดวงตาของเขาฉ่ำชื้นขึ้น ค่อย ๆ หันมามองสบตาหญิงสาวตรงหน้า

“เจ้าเสียใจกับการกระทำของเจ้าหรือเปล่า?” อิสฮานถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ

หญิงสาวตัวสั่น รู้สึกถูกมองลึกเข้าไปถึงวิญญาณ ความรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจท่วมท้นออกมาจากดวงตาทั้งคู่ “ข้าเสียใจ... ตลอด 3 เดือนมานี้ไม่มีวันไหนที่ข้าไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ข้าทำกับท่าน ท่านจะให้ข้าชดเชยให้ท่านอย่างไรก็ได้” หญิงสาวสะอื้นไห้ออกมาจนตัวโยน เสียงร้องที่เหมือนร้องออกมาจากก้นบึ้งหัวใจของเธอบ่งบอกอย่างชัดแจ้ง

“ข้าอภัยให้เจ้า ซูไลก้า” อิสฮานมองหญิงสาวตรงหน้า อภัยให้เธออย่างไม่มีเงื่อนไข
“ท่าน... ท่านใจดีเกินไปแล้วจริง ๆ ” ซูไลก้าสะอื้นไห้ “ท่านอภัยให้ข้าได้อย่างไร?”

“วานาอันเป็นคนสอนข้า...” ชายหนุ่มกล่าว “เธอให้อภัยข้า ทั้ง ๆ ที่ข้า...เป็นลูกของศัตรู เป็นเหตุให้เกิดมหาสงคราม 4 อาณาจักร พ่อของข้า เข่นฆ่าชาวฟูดินันอย่างโหดเหี้ ยมไปนับพันนับหมื่น แม่ของข้าเผาอาณาจักรฟูดินันไปกว่าครึ่ง จนเธอเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากเปลวเพลิงนั้น แต่กระนั้นเธอก็ยังช่วยชีวิตข้าที่เกือบปางตายเพราะน้ำมือเบลส เซจ ให้ความรักความอบอุ่นกับข้า แม้หลังจากที่รู้ว่าข้าเป็นใครแล้ว ก็ยังคงอภัยให้และให้ความรักความอบอุ่นกับข้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เธอเป็นผู้มอบชีวิตให้ข้า”

ซูไลก้าหลับตาลงกล่ำกลืนเสียงสะอื้น “นางให้ชีวิตท่าน แต่ข้าเกือบเอาชีวิตท่าน”

“...ไม่ใช่เพราะเจ้าหรอก เป็นเพราะข้าไม่อาจแบกรับหนี้เลือดของคนทั้งแผ่นดินได้ไหวอีกต่อไป” อิสฮานพูดก่อนจะหลับตาลง “ข้าขอนอนพักสักหน่อยเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว”

ดูเอาเถอะ เมื่อบอกว่ายกโทษให้ ก็ไม่เอาความผิดของเธอเข้าไปรวมด้วย ซูไลก้ายิ้ม ถ้าเป็นเวลานี้เธอคงพูดได้ หญิงสาวยกมือกุมหน้าท้องของตัวเองไว้ราวกับจะเรียกกำลังใจ

“อิสฮาน...” ซูไลก้าสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ท่านไปเถอะ”
อิสฮานลืมตาขึ้นมองซูไลก้าด้วยความประหลาดใจ

“ท่านเคยถามข้าว่า ทำไมถึงมองไม่เห็นความรักหมดใจที่ท่านและวานาอันมีให้แก่กันใช่ไหม? ทำไมข้าจะไม่เห็น... เพราะข้าเห็น ข้าถึงอยากจะได้ความรักนั้นมาเป็นของข้า ทำให้ข้าทำร้ายท่านทั้งคู่และตัวข้าเองจนยับเยินอย่างนี้ นี่ก็ครบเวลา 7 ปีที่ข้าได้สัญญาไว้แล้ว ในเมื่อข้าทำให้ท่านรักข้าไม่ได้ ข้าก็ควรปลดปล่อยท่านเสียที”

“แต่ว่า ข้ากับเจ้า...”

“ไปเถอะ ถ้าท่านอยู่ที่นี่ก็รังแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้ข้า ถ้าท่านสงสารข้า ก็จงไปเสียเถิด” หญิงสาวกล่าวทั้งน้ำตา

“....”

อิสฮานพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ ได้แต่มองน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาจนอาบแก้ม ดวงตาเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดว่าเธอยอมตัดใจจากเขาแล้วในที่สุด หัวใจของเขาพองโตขึ้นเรื่อย ๆ จนคับอก รอยยิ้มที่นานถึง 7 ปีมาแล้วที่ซูไลก้าไม่เคยได้เห็นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา “ขอบใจนะซูไลก้า”
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:17 am

สองอาทิตย์หลังจากนั้น ทันทีที่อิสฮานแข็งแรงพอจะเดินทางได้ ซูไลก้าก็จัดการนัดแนะจีนให้นำเรือมาเทียบท่าที่ท่าเรือร้างกลางดึกคืนหนึ่ง แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมานั้นเผยให้เห็นเงาคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ที่สะพานเรือ

อิสฮานเริ่มดูมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้นแม้ยังแลดูซูบซีดอยู่ แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากแล้วถ้าเทียบกับเมื่อสองอาทิตย์ก่อน อีกหลายสัปดาห์กว่าจะเดินทางไปถึงฟูดินัน เขาคงฟิตร่างกายได้จนเกือบสมบูรณ์ดังเดิม อิสฮานเงยหน้ามองจีนที่ยืนอยู่บนเรือพลางโบกมือให้ตน เป็นสัญญาณว่าเรือพร้อมจะออกแล้ว อิสฮานหันกลับมามองซูไลก้า แล้วก็มองไปทางข้างหลัง นาดาที่บัดนี้รอยแผลเป็นหายไปหมดแล้วเผยให้เห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจด จอมเวทย์หญิงจึงได้แต่ก้มหน้าด้วยความกระดากอาย ช่วงเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ซูไลก้าได้สารภาพทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำลงไปทั้งหมด คล้ายกับต้องการชำระล้างความผิดทุกอย่าง เพื่อให้การจากกันนั้นเหลือแต่ความทรงจำที่ดีให้จดจำเท่านั้น รวมถึงการแสร้งบาดเจ็บจนเสียโฉมของนาดาเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากเขาจะได้ยอมให้นำข้าราชบริพารลาซาลเข้ามาในซาโลมด้วย

“ข้าขอคุยกับซูไลก้าตามลำพังสักครู่นะ” อิสฮานเอ่ยขึ้น นาดารีบโค้งก่อนจะถอยห่างออกจากสะพานเรือ

“อิสฮาน... ถ้าท่านได้เจอข้าก่อน ถ้าข้าได้พบท่านก่อนวานาอัน ท่านจะรักข้าไหม?” ซูไลก้าเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ชายตรงหน้า น้ำตารื้อขึ้นจนดวงตาพราวระยับ

อิสฮานนิ่งเงียบไปนานกว่าจะพูดออกมา “ถ้าข้าไม่ได้พบวานาอัน ข้าคงจะรักเจ้าได้ไม่ยาก แต่ข้าอาจไม่ได้เป็นผู้ชายในแบบที่เจ้ารัก เพราะข้าพบวานาอัน ข้าจึงได้เป็นข้าในวันนี้” อิสฮานจับไหล่บางของหญิงสาว “ซูไลก้าสักวันนึงเจ้าจะได้พบคนที่เจ้าจะมอบดวงใจให้ คนที่เจ้าจะรักและเขารักตอบเจ้า”

ซูไลก้ายิ้มทว่าไม่ตอบอะไร

“ขอบใจในน้ำใจของเจ้านะซูไลก้า และข้าขอโทษที่ทำร้ายจิตใจของเจ้า” อิสฮานกล่าวเสียงเศร้า

“แค่ท่านอภัยให้กับการกระทำของข้า และจดจำแค่เรื่องดี ๆ ของข้าไว้ก็เพียงพอแล้ว” ซูไลก้ากล่าวก่อนจะรวบรวมกำลังใจก้าวถอยออกมา “ลาก่อน อิสฮาน”

“ลาก่อน ซูไลก้า” อิสฮานยิ้มก่อนจะก้าวขึ้นเรือไป
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:18 am

ซูไลก้ามองเรือที่ค่อย ๆ ห่างออกไป น้ำตาค่อย ๆ ไหลรินออกมา

“อิสฮาน ท่านพูดว่าสักวันนึงข้าจะได้พบคนที่ข้าจะมอบดวงใจให้ คนที่ข้าจะรักและเขารักตอบข้า ข้าได้พบแล้ว” ซูไลก้ากุมท้องของตน “ข้าหวังว่าท่านจะอภัยให้ข้าในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน”

นาดาที่เดินเข้ามาหาได้ยินและเห็นกริยาเช่นนั้นก็ตกใจจนแข็งทื่อไปทั้งตัว “พระนาง...พระนางทรง.... กษัตริย์อิสฮานทรงทราบหรือยังเพคะ ถ้าฝ่าบาททรงทราบ ฝ่าบาทจะต้องไม่ทิ้งพระองค์ไปแน่”

นาดาวาดมือร่ายเวทย์ทันทีหมายจะหยุดเรือที่กำลังแล่นไกลออกไปทุกที

“หยุดนะ นาดา! เพราะเหตุนี้ข้าถึงไม่บอกเขาอย่างไรเล่า” ซูไลก้าสะอื้น “เขาใช้เวลา 7ปีบ่มเพาะความรัก และอีก 7 ปีในการพิสูจน์รักแท้ของเขา แต่ข้าใช้เวลาถึง 7ปีก็ยังทำให้เขารักข้าไม่ได้ ข้าทรมานเขาทั้งเป็นและกักขังหัวใจของเขาไว้ถึง 7 ปี ถึงเวลาที่เขาจะได้เป็นอิสระเสียที”

“แล้วหัวใจของพระองค์ล่ะเพคะ?” นาดาทูลถามเสียงเศร้า

“ข้าจะใช้หัวใจของข้า ทุ่มเทความรักให้กับสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนของเขา อาณาจักรของเขา โดยเฉพาะ...” ซูไลก้าค่อย ๆ คลี่ยิ้ม ความรู้สึกอ่อนโยนฉายชัดอยู่บนใบหน้างาม “ข้าจะพิสูจน์ให้ทั้งโลกรู้ว่า ความรักของข้าก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ความรักของพวกเขาเช่นกัน” ซูไลก้าประกาศราวกับคำสัญญา
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 4:18 am

แสงทองของดวงอาทิตย์สะท้อนใบไม้สีเงินของมหาพฤกษาอิกดราซิลจนทั่วทั้งบริเวณดูระยิบระยับจับตา วานาอันนั่งอยู่บริเวณโคนต้นบนตักมีมงกุฎดอกไม้สีขาววางอยู่ ชินชินที่พยายามปลอบใจเธอบินไปคาบดอกไม้มาวางไว้รอบตัวเธอแม้จะรู้ว่าช่วยได้ไม่มาก แต่มันก็ยังพยายาม หญิงสาวลูบหัวมันเบา ๆ อย่างเหม่อลอย สายตามองไปทางยังทิศทางที่อาณาจักรซาโลมตั้งอยู่ ทุก ๆ วันเป็นเวลา 7 ปีมาแล้วที่เธอมานั่งอยู่ที่นี่ ที่ที่เธอพบกับอิสฮานครั้งแรก มันเป็นที่เดียวที่เธอจะสงบใจลงได้ ที่ที่เธอหวังจะได้พบอิสฮานอีกครั้ง

7 ปีที่หัวใจของเธอหายไป รอยยิ้มไม่เคยปรากฏบนใบหน้าของเธออีก ต้นไม้และผืนป่าต่างก็เศร้าสร้อย แม้สายลมก็ยังหวีดหวิวเป็นเสียงร่ำไห้ ดอกไม้ใบหญ้า แม้จะออกดอกงอกเงยแต่ก็ดูไร้ชีวิตชีวา เพราะต่างก็พากับโศกเศร้าไปกับหญิงสาว แม้ทุกคนในฟูดินันจะพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถนำรอยยิ้มของหญิงสาวกลับมาได้

แสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ ยอแสงลงบ่งบอกว่าดวงอาทิตย์จวนจะลับขอบฟ้าแล้ว ชินชินเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเตรียมจะกลับก็วิ่งเข้าไปหาพลางยื่นหัวให้อย่างเคยชิน หญิงสาวจึงวางมงกุฏดอกไม้ที่เตรียมรับใครบางคนลงบนหัวของมัน ซึ่งการกระทำนี้ถูกทำเป็นประจำทุกวันตลอด 7 ปีจนกลายเป็นกิจวัตรของชินชินและเธอ
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Romancing Story < Eternal Sunset

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ ม.ค. 01, 2012 5:08 am

วานาอันหยิบตะกร้าค่อย ๆ ลุกขึ้น แสงอาทิตย์สีทองที่สะท้อนกับใบไม้สีเงินยวงทำให้หญิงสาวต้องยกมือป้องและหรี่ตาลง แต่แล้วเงาร่างสูงใหญ่ที่ดูคุ้นตาก็ทาบบังแสงสะท้อนนั้น หญิงสาวเบิกตาขึ้นมือไม้อ่อนแรงจนตะกร้าร่วงหล่นจากมือ รอยยิ้มอ่อนหวานที่หายไปจากริมฝีปากบางคืนกลับมาหาเจ้าของอีกครั้ง น้ำหยาดใสพราวราวกับไข่มุกค่อย ๆ ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่งาม

ชายหนุ่มเดินเข้ามาช้า ๆ ดวงตาของเขาฉ่ำชื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความคิดถึง ต่างคนต่างไม่ต้องพูดอะไร เพราะความรู้สึกที่แผ่ออกมานั้นฉายชัดออกมาราวกับจะจับต้องได้ ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบไล้ดวงหน้าที่แสนคิดถึงอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังสัมผัสตุ๊กตาแก้วที่แสนบอบบาง นิ้วมือของเขาไล่ตามคิ้วโก่ง เปลือกตาบาง แก้มนวลเนียน ราวกับจะชดเชยช่วงเวลา 7 ปีที่หายไป ริมฝีปากหญิงสาวสั่นระริกเพราะพยายามกลั้นเสียงสะอื้น อิสฮานลูบซับน้ำตาของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน ทว่ากลับยิ่งทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมา

อิสฮานจับมือเล็กบางทั้งสองของหญิงสาวขึ้นมา แนบที่แก้มของตน มือที่สั่นเทานั้นลูบไล้ไปตามใบหน้าของเขาด้วยความคิดถึง มือสั่นน้อยตามแรงสะอื้น เสียงที่สะอื้นเบา ๆ ทว่าบาดลึกของหญิงสาวนั้นบ่งบอกว่าหัวใจของเธอก็แทบจะเจียนตายเพราะความคิดถึงเขาเช่นกัน

“ยังรอฉันอยู่หรือเปล่า?”


หญิงสาวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มทั้งน้ำตา “เธอบอกให้ฉันรอ ต่อให้อีก 7 ปี 70ปี หรือ ชั่วชีวิตของฉัน ฉันก็จะรอเธอ” วานาอันตอบปนสะอื้น

อิสฮานกอดหญิงสาวไว้แน่น ซึมซาบกับความรักของหญิงสาวและถ่ายทอดความรักของตนให้หญิงสาวได้รับรู้

“เธอไม่ต้องรออีกแล้ว ชั่วชีวิตนี้ฉันจะไม่ไปไหนอีก เพราะเธอคือบ้านของฉัน”

และแล้วแสงอาทิตย์ก็ค่อย ๆ ลาลับขอบฟ้า แสงจันทร์ค่อย ๆ ไต่ขึ้นท้องฟ้าอวดแสงร่ำไร เพื่อให้ดวงอาทิตย์ได้พักผ่อนในอ้อมกอดของผืนดิน

----------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1343
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน