Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน พุธ ธ.ค. 11, 2019 12:18 am

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel @@ นิยายSMN Epi8 Chapter 54 อาณาจักรฟูดินัน @@

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


@@ นิยายSMN Epi8 Chapter 54 อาณาจักรฟูดินัน @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พฤหัสฯ. ส.ค. 20, 2009 5:21 pm

Chapter 54 อาณาจักรฟูดินัน



กลางดึกสงัดที่แสนจะหนาวเหน็บในดินแดนทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ บรรดาผู้คนในอาณาจักรซาโลมต่างก็หลับใหลซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มขนสัตว์หนานุ่มและอบอุ่น ทว่ามีใครคนหนึ่งกลับกำลังนอนกระสับกระส่ายอย่างไม่เป็นสุขในสถานที่ที่เรียกได้ว่าหรูหราและสะดวกสบายที่สุดในอาณาจักรทะเลทรายแห่งนี้

บนแท่นบรรทมที่แสนจะงดงามวิจิตรด้วยผ้าแพรหลากสีและลวดลายสลักเสลาที่ฐานอย่างประณีตเป็นรูปพญาวิหคเพลิงกางปีกอยู่โดยรอบ เสียงพึมพำเบา ๆ ดังแว่วจากทางแท่นบรรทมเป็นระยะ ๆ บ่งบอกว่าผู้ที่หลับใหลอยู่บนแท่นนั้นคงจะฝันถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยน่ารื่นรมย์นัก อุณหภูมิภายในห้องนั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผิดกับอุณหภูมิภายนอกที่ยังคงลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

“ไม่... ปล่อยเขา...” เสียงพึมพำนั้นเริ่มดังขึ้น “เดี๋ยวก่อน... อย่าไป... ซาดิน!!”

ราชินีเนริมอร์ทรงผวาลุกขึ้นจากแท่นบรรทมด้วยความตกพระทัย ดวงพักตร์ของพระนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทรงหายใจถี่ ๆ เหมือนคนที่เหนื่อยแทบขาดใจซึ่งพยายามสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปในร่างกายให้มากที่สุด พระนางทรงเหลือบมองโดยรอบห้องบรรทมพลางยกพระหัตถ์ข้างหนึ่งขึ้นลูบอกและลำคอเพื่อบรรเทาอาการตื่นตระหนกจากฝันร้ายนั้น ทรงรู้สึกคอแห้งผากจนแทบจะเป็นผงเหมือนคนขาดน้ำในทะเลทราย แม้จะทรงตื่นตัวเต็มที่แล้วแต่ก็ยังรู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลย ลมจากภายนอกหน้าต่างพัดลอดช่องหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดแง้มเป็นช่องเล็ก ๆ เข้ามา สายลมเย็นยะเยือกสัมผัสถูกผิวกายที่ชื้นเหงื่อของพระนางจนทำให้พระนางสะดุ้งเฮือกด้วยความประหลาดพระทัย พระนางเพิ่งจะสังเกตว่าอุณหภูมิในห้องสูงกว่าปกติ เมื่อพระนางทรงพยายามข่มพระทัยให้สงบ อุณหภูมิในห้องจึงค่อย ๆ ลดลงจนเป็นปกติ

“นี่มัน...อะไรกัน?” ราชินีเนริมอร์ตรัสดังนั้นแล้วก็ทรงทบทวนความฝันทั้งหมดด้วยความวิตกกังวล ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกประหลาดพระทัยเกินกว่าจะทำเป็นเพิกเฉยได้ พระนางจึงทรงรีบลุกออกจากแท่นบรรทม ฉวยไม้สลักตีฆ้องเป็นสัญญาณเรียกนางกำนัลต้นห้องทันที ไม่กี่อึดใจนางกำนัลต้นห้องที่ใบหน้ายังคงมีอาการง่วงงุนก็รีบวิ่งเข้ามาหมอบแทบบาทองค์ราชินีเพื่อรอฟังคำบัญชา

“ทันทีที่ดวงอาทิตย์เริ่มฉายแสง จงรีบส่งคนไปเชิญผู้พยากรณ์นาซาอีแล้วให้นางไปพบข้าที่เรือนรับรองฝั่งตะวันออกทันที”

“เพคะ” นางกำนัลต้นห้องรับคำก่อนจะสาวเท้าออกจากห้องไปจัดการตามที่ได้รับบัญชาทันที


ราชินีเนริมอร์ทอดพระเนตรแสงสีทองที่ค่อย ๆ ทอแสงให้ความสว่างไสวแก่อาคารน้อยใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอย่างแออัดในเขตชุมชนขั้นในของอาณาจักรเพลิง ไกลออกไปนอกกำแพงเมือง เนินทรายสูง ๆ ต่ำ ๆ ที่ถูกสายลมพัดจัดตลอดทั้งคืนนั้นหลงเหลือร่องรอยให้สังเกตเห็นได้จากบริเวณยอดเนินที่มีเส้นขอบโค้งคมกริบ แสงสะท้อนสีทองของยามรุ่งอรุณทำให้มองดูเหมือนภูเขาทองคำอร่ามตา ราชินีเนริมอร์ทรงถอนพระทัยเบา ๆ พระนางควรจะรู้สึกเพลิดเพลินในการชมทัศนียภาพยามเช้ามากกว่านี้ ทว่าวันนี้จิตใจของพระนางไม่สู้ดีเอาเสียเลย หากไม่ใช่เป็นเพราะฝันประหลาดนั่น พระนางถอนหายใจอย่างหงุดหงิดอีกครั้งเมื่อนาซาอียังเดินทางมาไม่ถึงเสียที สตรีผู้สูงศักดิ์ทรงหย่อนองค์แรง ๆ ลงบนเบาะทรงกลมสีแดงใบใหญ่ที่ถูกจัดไว้บนแท่นยกพื้นสูง เมื่อเห็นว่าผู้พยากรณ์คงจะยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะเดินทางมาถึงจึงได้เริ่มคิดพิจารณาความแปลกประหลาดของความฝันที่เกิดขึ้น

อันที่จริงพระนางทรงฝันร้ายติด ๆ กันเช่นนี้มาสามวันแล้ว แต่เมื่อคืนนี้ความฝันดูชัดเจนและสมจริงจนเมื่อพระนางตื่นขึ้นกลับยังคงรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ในฝันเกิดขึ้นจริง ๆ ภายในห้องบรรทมนั้น ซึ่งความฝันนั้นเริ่มขึ้นนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก เบลส เซจ ว่าขบวนพระศพของกษัตริย์ซาดินที่ใช้ทัพนกโมฮาโดยคัดเอาแต่ตัวที่ฝีเท้าจัดออกเคลื่อนทัพทั้งกลางวันกลางคืนกำลังเคลื่อนมาใกล้เขตซาโลมแล้ว ซึ่งคงจะมาถึงซาโลมในอีกสี่หรือห้าสัปดาห์ข้างหน้า ราชินีเนริมอร์ทรงเบ้พระพักตร์เมื่อนึกถึงการจัดขบวนพระศพสวามีของอุปราชเฒ่า ช่างไม่สมพระเกียรติเอาเสียเลย ซาดินเป็นถึงกษัตริย์แห่งจักรวรรดิซาโลม พาหนะเทียมพระศพก็ควรจะเป็นมังกรมิใช่นกยักษ์ที่มีดาษดื่นเช่นนี้ นี่เพราะไม่ใส่ใจ, ไม่รู้ธรรมเนียม หรือโง่เง่ากันแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งชวนให้หงุดหงิด เมื่อโอรสของพระนางเข้าพิธีปราบดาภิเษกเมื่อไร พระนางจะให้เนรเทศเจ้าอุปราชเฒ่านี่ก่อนเป็นอันดับแรก หน้าที่ดูแลถวายคำแนะนำและการรับใช้ข้างกายโอรสของพระนางมีท่านนาริสเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว เมื่อทรงคิดได้ดังนั้นก็จึงค่อยสบายพระทัยขึ้น
ระหว่างที่กำลังทรงเพลินอยู่กับความคิดนั้น พลันความคิดของพระนางก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อจู่ ๆ เสียงประกาศแจ้งการมาถึงของผู้พยากรณ์นาซาอีก็ดังขึ้น ราชินีเนริมอร์ทรงรีบโบกพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้นายทวารทันที บานประตูสลักถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ พร้อมกับปรากฏร่างของสตรีในชุดสีแดงเพลิงคลุมใบหน้ามิดชิดยืนเด่นอยู่ระหว่างช่องประตูที่เปิดออก ดวงตาของนางยังคงดูสงบนิ่งและคมเฉียบเหมือนเมื่อเกือบสิบปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน คล้ายกับนาฬิกาชีวิตของนางเดินช้ากว่าคนทั่วไป นางยอบกายลงเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ย่างเท้าเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้าองค์ราชินี
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi8 Chapter 54 อาณาจักรฟูดินัน @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พฤหัสฯ. ส.ค. 20, 2009 5:21 pm

เพียงแค่ผู้พยากรณ์เดินเข้ามาในห้องบรรยากาศโดยรอบก็ดูแปลกไปจากเดิมไม่น้อยเลยทีเดียว บรรยากาศที่เปลี่ยนไปผนวกกับการหยั่งรู้และความแม่นยำในการพยากรณ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับนาง ก็ทำให้ราชินีเนริมอร์ทรงอดมีความรู้สึกประหม่าขึ้นมาไม่ได้ แม้ว่าองค์ราชินีจะทรงแสดงออกถึงความรู้สึกเพียงเล็กน้อยก็ตาม

“นั่งลงสิ นาซาอี” ราชินีเนริมอร์ตรัสพลางผายพระหัตถ์ไปทางโต๊ะเตี้ย ๆ และเบาะทรงกลมหนานุ่มที่พระนางให้เหล่านางกำนัลจัดเตรียมไว้ตั้งแต่เช้าตรู่

นาซาอีค้อมศีรษะลงเล็กน้อยแล้วจึงหย่อนตัวลงนั่งตรงที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้ แต่ยังไม่ทันที่จะได้นั่ง ราชินีเนริมอร์ที่ทรงเริ่มร้อนพระทัยอยากจะรู้ความหมายของความฝันก็รีบตรัสถามอย่างไม่รีรอ

“เจ้าคงจะสงสัยว่าเหตุใดข้าจึงเรียกพบเจ้าแต่เช้าตรู่เช่นนี้”

นาซาอีหยุดชะงักเล็กน้อยพลางเหลือบมองใบหน้าผู้พูดด้วยสายตาเรียบนิ่งแล้วจึงพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะค่อยหย่อนตัวลงนั่ง

“เจ้าหยั่งรู้ได้หรือว่าข้าจะเรียกพบเจ้าในวันนี้?” ราชินีเนริมอร์ตรัสด้วยความอัศจรรย์ใจมากกว่าจะเป็นคำถาม พระนางคลี่ยิ้มน้อย ๆ อย่างพึงพอใจ “สมแล้วที่เป็นผู้พยากรณ์อันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิซาโลม แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็ยังสามารถหยั่งรู้ได้... ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็คงรู้สินะว่าข้าเรียกเจ้ามาพบด้วยเหตุอันใด?”

นาซาอีพยักหน้าครั้งหนึ่งพลางหยิบสำรับไพ่ทำนายขึ้นมา “ความฝันขององค์ราชินี”

“ถูกต้อง” ราชินีเนริมอร์ตรัสพลางเบิกเนตรคมขึ้น ประหม่ากับญาณหยั่งรู้ของสตรีเบื้องหน้า “ข้าฝันร้ายมาสามคืนติด ๆ กัน...”

นาซาอีแทบจะไม่ต้องฟังคำอธิบายใด ๆ ต่อเมื่อนางหยิบไพ่ใบหนึ่งออกมาพลิกหงายวางไว้กลางโต๊ะ ไพ่ใบนั้นเป็นรูปของกษัตริย์ในเครื่องทรงโบราณสีแดงนั่งอยู่บนบัลลังก์สวยงามทว่าไพ่นั้นถูกวางกลับหัวลง “กษัตริย์ซาดิน”

“ใช่ ข้าเชื่อว่ามันมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ ข้าอยากจะให้เจ้าแปลความหมายของฝันประหลาดนี้...” ราชินีเนริมอร์ทรงเงียบเสียงลงเมื่อนาซาอีเริ่มวาดมือราวกับร่ายรำเหนือสำรับไพ่ ไพ่ทำนายเริ่มขยับและกรีดสลับได้เองอย่างน่าอัศจรรย์ ดูเหมือนว่าวิชาอาคมในการทำนายของนางยิ่งจะแก่กล้าขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากทีเดียว ไพ่ทำนายถูกดีดออกจากสำรับใบแล้วใบเล่า มันลอยไปหยุดอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ บนโต๊ะจนดูราวกับมันมีความนึกคิดของมันเอง และทันทีที่ไพ่ใบสุดท้ายหยุดที่ตำแหน่งของมัน นาซาอีก็ประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกัน ไพ่ทำนายทั้งหมดก็พลิกหงายขึ้นเองในบัดดล

นาซาอีนิ่งสงบขณะอ่านไพ่ทำนายทีละใบ ๆ อย่างใจเย็น ผิดกับองค์ราชินีที่ทรงรอฟังคำทำนายด้วยความร้อนพระทัยจนทรงอดชะโงกองค์ก้มดูหน้าไพ่ทั้งหมดบนโต๊ะไม่ได้ แม้จะไม่ทรงรู้ความหมายของไพ่แต่ละใบก็ตามที

“ไพ่บอกอะไรกับเจ้า?”

นาซาอีเหลือบสายตาขึ้นมองราชินีเนริมอร์ครู่หนึ่ง แต่ก็เคลื่อนสายตากลับไปจดจ่อกับไพ่ทำนายของตนตามเดิม เมื่อราชินีเนริมอร์ทรงเห็นดังนั้นก็ยิ่งร้อนพระทัยยิ่งขึ้นจึงตรัสเร่ง

“นาซาอี?!”

“ความตาย ความทรมานแสนสาหัส ความเคียดแค้นชิงชัง การล่อลวง และ...ทรยศ”

“ทรยศ!?” ราชินีเนริมอร์ทรงพรวดพราดลุกขึ้น ดวงเนตรคมเบิกกว้าง ตรัสด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างขึ้นในทันที “เจ้าพูดว่าทรยศอย่างนั้นรึ?” คำชั่วร้ายที่พระนางไม่ทันได้คาดคิดหรือเฉลียวพระทัยแม้สักนิด อารมณ์ความรู้สึกภายในของพระนางเริ่มพุ่งพล่านด้วยความกริ้วโกรธจนแทบคลั่ง ชีวิตของพระนางต้องระหกระเหิน ลำบากลำบนตกอยู่ในอันตรายจนแทบถึงชีวิตกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็เพราะการทรยศทั้งนั้น พระนางพยายามเค้นเสียงตรัสรอดไรฟันที่ขบกันแน่นทีละคำราวกับกำลังตอกลิ่มลงในหัวเจ้าคนทรยศจนสุดแรง “ข้า...ต้องการ...รู้...การตายของซาดิน...ทั้งหมด! อย่างละเอียด! เดี๋ยวนี้!!”

นาซาอีผายมือทั้งสองออกวางแนบลงบนโต๊ะพลางเงยหน้าที่สบตาสตรีสูงศักดิ์เบื้องหน้า ใบหน้าซ่อนเร้นอยู่หลังผ้าคลุมหน้าสีแดงสด จึงไม่อาจรู้ได้ว่านางพูดด้วยความรู้สึกเช่นไร ทว่าดวงตาของนางดูราวกับว่าได้เห็นอะไรบางอย่างมากเกินกว่าที่ไพ่ทำนาย
“แท้จริงแล้ว กษัตริย์ซาดินทรงบาดเจ็บสาหัสก็จริงอยู่ แต่ไม่ถึงชีวิต ทว่านอกจากพระองค์จะถูกละเลยจากการพยาบาลรักษาและการให้ข้าวปลาอาหารแล้ว พระองค์ยังถูกเปลี่ยนให้เป็นหุ่นศพทั้งเป็น โดยปฏิปักษ์ผู้ได้รับความช่วยเหลือจากเปลวเพลิงแห่งความมืดมิด พระองค์ถูกทิ้งให้ตายช้า ๆ ด้วยความเจ็บปวดทรมานและโหยหิว บาดแผลทั่วทั้งตัวถูกหนอนกัดกินเน่าเฟะกัดกร่อนไปถึงกระดูก แต่แม้เพียงเสียงครางเพราะความเจ็บปวดก็มิอาจทำได้

กระนั้น ชีวิตภายในหุ่นศพนั้นกลับเลวร้ายยิ่งกว่าความเลวร้ายทั้งปวงที่โลกจะสามารถมอบให้มนุษย์สักคนหนึ่ง ในร่างวิญญาณนั้น ดวงจิตของมนุษย์จะรับรู้ถึงความจริงและรู้ดีชั่วในทุกสิ่งทุกอย่างและในทุกการกระทำตลอดชีวิตของเขา กษัตริย์ซาดินก็ไม่ต่างกัน เมื่อพระองค์ถูกบังคับให้กลายเป็นวิญญาณคนตายทั้งที่ยังมีลมหายใจ พระองค์ทรงรับรู้ความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่อาจทำอะไรได้เพราะวิญญาณของพระองค์ถูกจองจำอยู่ในร่าง วิญญาณที่ถูกกักขังก็ได้แต่กรีดร้องโหยหวนทรมานแสนสาหัสเพราะถูกปีศาจนับร้อยนับพันกลุ้มรุมกันกัดกินทั้งเป็น ทว่าแต่ดวงจิตนั้นไม่มีวันสูญสลาย เมื่อถูกกัดกินจนหมดสิ้นแล้วก็กลับกลายร่างขึ้นมาใหม่ แล้วฝูงปีศาจก็จะกลุ้มรุมเข้ากัดกินดวงจิตนั้นอีกครั้งแล้วครั้งเล่า จะเป็นก็ไม่ได้ จะตายก็ไม่ได้และแม้ร่างกายจะหมดลมหายใจ แต่ดวงวิญญาณก็ยังต้องตกเป็นทาสและเหยื่อของเหล่าปีศาจไปอีกชั่วกับป์ชั่วกัณฑ์...”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi8 Chapter 54 อาณาจักรฟูดินัน @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พฤหัสฯ. ส.ค. 20, 2009 5:22 pm

นาซาอีหยุดพูดเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงขึ้นจนน่าตกใจ เปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นภายในพระทัยขององค์ราชินีล้นบ่าออกมาทั่วสรรพางค์กายราวลาวาเดือด พระหัตถ์ทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกจมเข้าไปในเนื้อ น้ำเสียงที่ลอดไรฟันออกมานั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นจนสุดบรรยาย

“ข้าเข้าใจแล้วว่าปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นถึงสามคืนติด ๆ กันนั้นคืออะไร มันคือความคลั่งแค้น ความชิงชังไอ้สารเลวนั้นที่ซาดินส่งมาถึงข้า!” ดวงเนตรคมนั้นวาวโรจน์และเต็มไปด้วยจิตสังหาร “ถึงเจ้าจะไม่เอ่ยชื่อไอ้อสรพิษนั่น แต่ข้าก็รู้ว่ามันต้องเป็นไอ้คางคกเฒ่าเบลซ เซจ มันคอยทำลายชีวิต ความสุข และ ความฝันของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ข้ามันช่างโง่งมนัก ข้าน่าจะฆ่ามันตั้งแต่แปดปีก่อน...ไม่...ข้าควรจะฆ่ามันตั้งแต่มันเข้ามารับราชการในซาโลมด้วยซ้ำ แต่นี่...ข้ากลับปล่อยมันไว้ ให้มันมาเป็นหนามยอกอก เป็นหอกข้างแคร่ของข้าอยู่นานนับปี จนมันกำเริบเสิบสาน อาจหาญก่อการใหญ่ถึงเพียงนี้ นี่มันคงคิดจะชิงอำนาจ...มันคิดกำจัดโอรสของข้าด้วยใช่ไหม?!” ราชินีเนริมอร์ตรัสถาม แม้ว่าจะทรงรู้คำตอบอยู่เต็มอก ร่างทั้งร่างสั่นเทิ่ม

ครั้นเมื่อนาซาอีก้มศีรษะลงรับคำ ก็ยิ่งทำให้พระนางเนริมอร์ระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมาไม่ต่างกับสาดน้ำมันรดกองไฟ น้ำในถ้วยชาบนโต๊ะทรงเตี้ยข้างกายพระนางเริ่มเดือดพล่าน

“ไอ้เดรัจฉาน กล้าคิดจะแตะต้องโอรสของข้า มันจะต้องตาย มันจะต้องตายก่อนที่เท้าโสโครกของมันจะก้าวเข้ามาในวังนี้”

“จงอย่าเผชิญหน้ากับผู้เป็นปฏิปักษ์ ไม่ใช่เวลานี้” นาซาอีเอ่ยเตือนเสียงเรียบ แต่อนิจจา ราชินีเนริมอร์ทรงจมดิ่งสู่มหาสมุทรแห่งความคลั่งแค้นเกินกว่าจะได้ยินเสียงของนางเสียแล้ว


******************************


ที่ชายป่าทางทิศเหนือของเผ่าฟูดินัน ใกล้กับเส้นทางหลักที่นำสู่มหาพฤกษาอิกดราซิล สาวน้อยวัยสิบสี่ปีกำลังนั่งง่วนอยู่กับการถักมาลัยคล้องคอด้วยดอกไม้ป่าอย่างมีความสุข เด็กสาวยิ้มอย่างยินดีเมื่อเห็นว่ามาลัยที่ถักด้วยดอกไม้ป่าสีขาวอมชมพูจวนจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ตลอดสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เผ่าต่าง ๆ โดยเฉพาะเผ่าฟูดินันต่างก็เร่งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือน ประรำพิธี และตามสุมทุมพุ่มไม้ด้วยผ้าหลากสี โคมไฟ ผลไม้ และ ดอกไม้นานาพันธุ์ที่จัดเป็นพุ่มช่ออย่างสวยงาม อาหาร เครื่องดื่ม และการแสดงรื่นเริงต่าง ๆ ถูกตระเตรียมไว้อย่างเต็มที่เพื่อรอคอยวันนี้ วันที่กองทัพแห่งฟูดินันจะเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ

“ขอบใจนะจ๊ะ ขอโทษนะ” เด็กสาวกล่าวกับดอกไม้สีขาวอมชมพูที่กำลังแย้มบานอย่างสวยงามก่อนจะบรรจงเด็ดดอกไม้นั้นขึ้นมาสอดก้านมัดปลายของพวงมาลัยเพื่อเชื่อมพวงดอกไม้ให้แน่นหนายิ่งขึ้น เธอยกขึ้นสำรวจความประณีตของพวงมาลัยก่อนจะยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ

เสียงใบไม้ที่เสียดสีกันเบา ๆ ตามแรงลมทำให้เด็กสาวเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้างให้กับต้นไม้โดยรอบ ซึ่งแต่ละต้นก็โบกกิ่งพลิ้วไหวไปมาอย่างอ่อนโยนคล้ายกับว่าต้นไม้เหล่านั้นกำลังสื่อสารกับเธอ

“ขอบคุณคะ” วานาอันกล่าวขอบคุณแล้วก้มลงมองพวงมาลัยในมืออีกครั้ง

วานาอันนั้นมีความสามารถในการสื่อสารกับธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก ทว่าความสามารถของเธอพัฒนาก้าวหน้ารวดเร็วขึ้นมากในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะสถานการณ์คับขันกระตุ้นให้ร่างกายของเธอพยายามพัฒนาขีดความสามารถให้มากขึ้นเพื่อให้เธอสามารถเอาตัวรอดจากภัยร้ายและไฟสงครามได้ เดี๋ยวนี้ เพียงแค่เธอเงี่ยหูตั้งใจฟัง เด็กสาวก็สามารถได้ยินเสียงของต้นไม้และสายลมที่ส่งผ่านมาถึงเธอ

กระนั้นก็ดี สภาวะคับขันที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเธออยู่มากทีเดียว เพราะตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ ตัวเธอก็ดูจะถูกไฟร้ายนั้นเผาผลาญความสดชื่นรื่นเริงของเธอไปด้วย ยิ่งพี่ชายของเธอต้องนำทัพไปร่วมรบกับอาณาจักรฟีเลเซียเพื่อต่อต้านการรุกรานของจักรวรรดิซาโลม จนไม่ได้พบหน้ากันนานแรมปีโดยที่แทบจะไม่ค่อยได้ทราบข่าวคราวใด ๆ เว้นเสียแต่ตามคำบอกเล่าของพวกพ่อค้าหาบเร่ที่นาน ๆ จะข้ามเขตเข้ามาในฟูดินันที ซึ่งก็ยิ่งทำให้จิตใจของเธอห่อเหี่ยวลงเสมอ ๆ จนใคร ๆ ก็ออกปากทักว่าเธอไม่ร่าเริงดังเก่า

ทว่าตั้งแต่ทราบข่าวว่ากองทัพฟูดินันซึ่งนำโดยฮารีซันกำลังเคลื่อนทัพกลับมา แม้จะแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เธอร่าเริงและยิ้มแย้มมากขึ้นจนผิดตา โดยเฉพาะวันนี้ที่เธออุตส่าห์ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมมาลัยคล้องคอไว้ต้อนรับพี่ชาย
ครั้นแล้วจู่ ๆ เสียงแตรเขาสัตว์ก็ดังประสานขานรับกันจนสนั่นลั่นไปทั้งป่า เด็กสาวคลี่ยิ้มกว้าง แววตาพราวไปด้วยความโลดเต้นยินดี ซึ่งก็ยิ่งทำให้ดวงหน้างามหมดจดนั้นดูอ่อนเยาว์สดใสไม่ต่างจากดอกไม้แรกแย้มในฤดูใบไม้ผลิเลยทีเดียว

“พวกเขามากันแล้วค่ะ” เด็กสาวชะเง้อมองไปทางป่าอีกฟากเหมือนอยากจะมองให้ทะลุไปยังฟากกระโน่นได้ เธอหันมาพูดกับบรรดาต้นไม้โดยรอบ “ไปก่อนนะคะ”

เด็กสาวรีบบรรจงวางพวงมาลัยลงในตะกร้าก่อนจะลุกขึ้นออกวิ่งจนสุดฝีเท้า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi8 Chapter 54 อาณาจักรฟูดินัน @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พฤหัสฯ. ส.ค. 20, 2009 5:23 pm

เหล่านักดนตรีบรรเลงเพลงทันทีที่เสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้น บรรดาชาวป่าทุกคนต่างก็รีบวิ่งกรูกันมารวมตัวอยู่ที่บริเวณลานว่างขนาดใหญ่ที่ทุกคนช่วยกันเตรียมเป็นเวลาหลายสัปดาห์เพื่อไว้คอยต้อนรับกองทัพฟูดินันที่จะเดินทางมาถึง บรรดาเด็ก ๆ ที่รออยู่แถวบริเวณนั้นตั้งแต่เช้าต่างวิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่บรรดาพ่อแม่และชาวป่าคนอื่น ๆ ต่างก็พยายามชะเง้อมองหาขบวนกองทัพกันอย่างตื่นเต้น รอคอยผู้ที่เป็นพ่อ เป็นญาติพี่น้อง เป็นสามี เป็นคนรัก เป็นลูก และ เป็นเพื่อนของพวกตน
และทันทีที่มองเห็นสัญลักษณ์มหาพฤกษาอิกดราซิลบนยอดธงที่โบกสะบัด บรรดาชาวบ้านก็ปรบมือ ส่งเสียงไชโยโห่ร้องต้อนรับพร้อมกับโยนดอกไม้และกลีบดอกไม้หลากสีตามแต่ที่พวกเขาจะสามารถหามากันได้ ต่างก็โปรยให้กับขบวนกองทัพที่เคลื่อนผ่านจนกลายเป็นพรมดอกไม้ที่แสนงดงาม บรรดาชาวบ้านที่ยืนอยู่แถวหน้าต่างก็ยื่นมือไม้ขอจับมือกับบรรดาทหารหาญทั้งหลายอย่างตื่นเต้นยินดี เสียงตะโกนเรียกชื่อคนที่ตนรู้จักหรือไม่ก็ญาติพี่น้องของตน บ้างก็ร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้มดีใจที่ได้พบหน้ากันอีกครั้ง แม้แต่ฮารีซันและบรรดาขุนพลทั้งสามก็ตกเป็นเป้าของพวกชาวป่าที่อยากจะสัมผัสและใกล้ชิดกับบุคคลระดับหัวหน้าด้วย ทุกคนต่างมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มให้กันอย่างมีความสุข

ฮารีซันชะเง้อมองไปตรงบริเวณหน้าประรำพิธีที่จัดเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้อาวุโสจากเผ่าต่าง ๆ และแล้วเขาก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดีเมื่อมองเห็นปู่ของตนยืนเด่นอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้อาวุโส ซึ่งทุกคนต่างก็ยืนขึ้นปรบมือและยิ้มแย้มต้อนรับการกลับมาของกองทัพฟูดินัน ทั้งทราเฮิร์น คาร์น และ ดามิก้าต่างก็ตรงเข้าไปทักทายบรรดาผู้อาวุโสจากเผ่าของตนอย่างยินดี ฮารีซันเองก็รีบตรงเข้าไปหาและสวมกอดปู่ของตนด้วยความรักและคิดถึง

“ท่านปู่ ข้ากลับมาแล้ว” ฮารีซันกอดปู่ของตน รู้สึกว่าปู่ดูตัวเล็กลง ผอมลงกว่าที่ตนเคยจำได้ เขารู้สึกว่าร่างเล็ก ๆ ของผู้เฒ่านั้นสั่นน้อย ๆ มีเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ มือที่เหี่ยวย่นแต่อบอุ่นนั้นกอดตอบเขาและตบหลังเขาเบา ๆ เหมือนเวลาที่เขายังเด็ก กระบอกตาของเขาร้อนผ่าวแต่ก็พยายามฝืนไว้ ฮารีซันขืนตัวเองถอยห่างออกมาเล็กน้อยเพื่อมองหน้าปู่ของตน จึงเห็นว่าปู่วูจินก็มีดวงตาที่ฉ่ำชื้นด้วยเช่นกัน

“ปู่ได้ยินจากเจ้าพ่อค้าหาบเร่โจซานว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการเป็นตายเท่ากัน เจ้าได้ขี่พญามังกร และเจ้าสามารถสังหารกษัตริย์เพลิงด้วยมือเปล่า...”

ฮารีซันได้ยินดังนั้นก็หัวเราะขำออกมาทันที “ไม่จริงนะครับท่านปู่ โจซานพูดเกินจริงอีกแล้ว”

“ฮะ ฮะ ฮะ ปู่ก็คิดว่าโจซานคงจะโม้เกินจริงเพื่อขายของเหมือนที่เขาชอบทำนั่นแหละ แต่ก็คงจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง”

“แล้วนี่วานาอันไปไหนเสียล่ะครับ” ฮารีซันมองหาน้องสาวที่ควรจะอยู่ข้างท่านปู่เหมือนที่เธอจะทำเสมอ

“วานาอันน่ะรึ...” วูจินยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อนึกถึงหลานสาว

“พี่ฮารีซัน!” เสียงตะโกนเรียกที่ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนักจากเด็กสาวดังขึ้น

ฮารีซันหันไปทางต้นเสียงแล้วก็ต้องยิ้มกว้างเมื่อเห็นน้องสาวที่รักวิ่งตรงเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเต็มที่ ฮารีซันอ้าแขนรับน้องสาวที่วิ่งเข้ามาหาด้วยความรักใคร่เอ็นดู เขาใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะเด็กสาวก่อนจะทำเป็นวัดระดับกับอกของเขา

“นี่เจ้าตัวสูงขึ้นตั้งเยอะนะนี่ อีกหน่อยเจ้าต้องสูงทันพี่แน่ ๆ เลย”

“ฮ้า...ถ้าสูงทันท่านล่ะก็ นางคงเป็นผู้หญิงที่น่ากลัวที่สุดในฟูดินันแน่ ๆ“ ดามิก้าโพล่งออกมาอย่างนึกสนุก ทำให้ทุกคนต่างหัวเราะออกมาด้วยความขบขันเมื่อนึกภาพเด็กสาวที่แสนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผู้นี้มีร่างสูงใหญ่กำยำเหมือนพี่ชาย

“เหมือนเจ้าน่ะเหรอ” คาร์นพ่นลมหายใจแรง ๆ ก่อนจะพูดหยอกดามิก้าบ้าง นั่นก็ยิ่งทำให้ทุกคนหัวเราะเสียงดังขึ้นกว่าเดิม
วานาอันยิ้มกว้างก่อนจะหยิบพวงมาลัยดอกไม้สีขาวอมชมพูขึ้นมาจากตะกร้ายกชูขึ้นหาพี่ชายของตน ฮารีซันยิ้มเขิน ๆ เล็กน้อยที่ต้องคล้อยพวงมาลัยดอกไม้ต่อหน้าทุกคน แต่ความน่ารักน่าเอ็นดูของน้องสาวก็ทำให้เขาก้มลงมาให้น้องสาวคล้องมาลัยดอกไม้รอบคอของตน

“ขอบใจจ๊ะ” ฮารีซันยิ้มลูบศีรษะของวานาอันอย่างเอ็นดู

“มีของทุกคนด้วยนะคะ” วานาอันหันไปกล่าวอย่างอาย ๆ แล้วค่อย ๆ หยิบพวงมาลัยออกมาเดินไปคล้องให้เหล่าขุนพลคนอื่น ๆ เริ่มตั้งแต่ดามิก้า ทราเฮิร์น และ คาร์น

แต่เมื่อมาถึงคาร์น ทุกคนก็ต้องหัวเราะออกมาพร้อม ๆ กัน เพราะความที่เป็นสมิงทำให้ร่างกายของเขาใหญ่โตกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว ยิ่งเป็นสายสิงโตด้วยแล้วขนที่หนายิ่งทำให้ศีรษะของเขาใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดามากทีเดียว มาลัยคล้องคอจึงค้างอยู่ที่รอบศีรษะไม่สามารถเลื่อนลงไปมากกว่านั้น จึงดูเหมือนคาร์นได้รับมงกุฎดอกไม้มากกว่า

“ขอโทษค่ะ” วานาอันทั้งสำนึกผิด ทั้งขำ ทั้งอาย ที่ลืมนึกถึงขนาดศีรษะที่ใหญ่โตของคาร์นเพราะโดยมากเธอจะไม่ได้มองหน้าของเขาตรง ๆ หรือนานมากพอที่จะกะขนาดศีรษะได้ถูก ทว่าสมิงราชสีห์ที่ปกติวานาอันจะรู้สึกเกรงกลัวเมื่อเห็นเขาใกล้ ๆ เวลานี้กลับมองดูอ่อนโยนขึ้นและให้ความรู้สึกเป็นมิตรมากขึ้นเมื่อมีมงกุฎดอกไม้สีขาวอมชมพูอยู่บนศีรษะ

คาร์นก็คงจะอายอยู่เหมือนกัน แต่ก็อยากจะถนอมน้ำใจเด็กสาวที่อุตส่าห์นึกถึงเขาและทำมาลัยให้ จึงขอให้เด็กสาวเปลี่ยนมาคล้องที่มือของเขาแทน ซึ่งเด็กสาวก็คลี่ยิ้มเปลี่ยนมาคล้องที่มือให้แทน

“มีของท่านปู่ด้วยนะคะ” วานาอันหันมายิ้มกว้างหยิบมาลัยพวงสุดท้ายขึ้นมาจากตะกร้า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi8 Chapter 54 อาณาจักรฟูดินัน @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พฤหัสฯ. ส.ค. 20, 2009 5:24 pm

“โอ...มีของปู่ด้วยรึ? ขอบใจ ขอบใจ” วูจินกล่าวกลั้วหัวเราะ ลูบศีรษะวานาอันอย่างเอ็นดูยิ้มขำหลานสาวที่ช่างประจบเอาใจ

“เอาล่ะ ๆ เราก็ทักทายกันพอสมควรแล้ว ปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนเอาแรงเถอะ” วูจินพยักพเยิดไปทางกองทัพที่อยู่เบื้องหลังที่กำลังถูกพวกชาวป่ามะรุมมะตุ้มเข้าไปทักทายพูดคุยเล่นหัวกันด้วยความคิดถึง “พวกเจ้าก็ด้วย เดี๋ยวคืนนี้เราจะได้มีการฉลองใหญ่กัน”

“เอ่อ...ท่านปู่ครับ ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาหารือกับท่านและผู้บรรดาอาวุโสจากทุกเผ่า” ฮารีซันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

วูจินมองหน้าหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งโตขึ้นเขาก็ยิ่งหน้าตาละม้ายคล้ายลูกชายของตนที่จากไป วูจินยิ้มพยักหน้าเบา ๆ “คงเป็นเรื่องสำคัญมากสินะ หน้าตาของเจ้าบอกอย่างนั้น นับวันเจ้าจะยิ่งหน้าเหมือนพ่อของเจ้ามากขึ้นไปทุกทีนะนี่”

ฮารีซันได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างอย่างยินดี ด้านวานาอันก็อดยิ้มอย่างภาคภูมิใจไปด้วยไม่ได้

“ตกลง” วูจินกวักมือให้หลานชายและบรรดาขุนพลให้เดินตามมา “ไปเข้าประชุมกับบรรดาผู้อาวุโสกัน วานาอันเจ้าช่วยดูแลความเรียบร้อยในการตระเตรียมงานแทนปู่ทีนะ”

“คะ ท่านปู่” วานาอันรับคำ ขณะที่ทุกคนเดินแยกจากไป


****************************


เป็นเวลาเกือบเย็นแล้วเมื่อฮารีซันเดินมาถึงมหาพฤกษาอิกดราซิล เขาเดินคิดตริตรองเรื่องราวต่าง ๆ เรื่อยเปื่อยจนมาถึงที่นี่เลยทีเดียว คงเพราะทุกครั้งที่เขามาอยู่ที่ใต้ร่มเงาของมหาพฤกษาอิกดราซิล จิตใจของเขาก็จะสงบและมีสมาธิในการคิดอ่านเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ฮารีซันเงยหน้าขึ้นมองต้นไม้ขนาดมหึมาที่ทอแสงมีเงินระยิบระยับด้วยความชื่นชมและเคารพรัก เขาไม่มีพลังในการสัมผัสธรรมชาติเท่าวานาอัน แต่เขาก็สามารถสัมผัสได้ว่ามหาพฤกษาให้ความอบอุ่นและต้อนรับเขาอย่างยินดี ฮารีซันยิ้มก่อนจะโค้งตัวลงคารวะมหาพฤกษาแล้วจึงเดินเข้าไปหย่อนตัวลงนั่งพิงหลังกับรากแขนงหนึ่งของมหาพฤกษา

ชายหนุ่มค่อย ๆ บรรจงหยิบห่อผ้าที่เหน็บไว้ที่กระเป๋าในอกเสื้อและเปิดมันออกช้า ๆ เครื่องประดับศีรษะรูปปีกนกก็สะท้อนแสงเปล่งประกายหยอกล้อกับแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องใบของอิกดราซิลทันที ฮารีซันใช้นิ้วไล้เบา ๆ ไปตามปีกนกพลางคิดถึงการประชุมอันแสนเคร่งเครียดกับบรรดาผู้อาวุโสจากเผ่าต่าง ๆ ที่กินเวลากว่าค่อนวันกว่าจะสามารถสรุปผลกันได้

“โอโห สวยจังเลยค่ะ พี่ฮารีซัน”

ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือกรีบตลบผ้าห่อเครื่องประดับนั้น พลางลุกพรวดดีดตัวออกห่างจากแหล่งที่มาของเสียงนั้นทันที ตามสัญชาตญาณการระแวดระวังที่เขาได้รับการพัฒนาจากการศึกตลอดหนึ่งปีเต็ม เมื่อเห็นว่าเป็นน้องสาวของตนที่ตอนนี้ก็ตกใจกับท่าทีผลุบผลับของเขา จึงก้าวถอยหลังจนสะดุดเข้ากับหินก้อนหนึ่งทำให้เสียหลักหงายหลังลงไปนั่งกับพื้นและมองตอบเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและงงงวย

“โอ๊ะ วานาอัน...พี่ขอโทษ น้องเจ็บรึเปล่า?” ฮารีซันใช้มือสอดเข้าใต้แขนทั้งสองข้างของเด็กสาวและยกขึ้นมาอย่างง่ายได้ราวกับไม่ต้องออกแรง เขาวางน้องสาวลงนั่งบนปลายรากแขนงของมหาพฤกษาอย่างเบามือ เขาย่อเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อช่วยเด็กสาวปัดเศษหญ้าและขี้ดินจากฝ่ามือและชายกระโปรง

“น้องจะมาบอกว่าอีกไม่นานงานฉลองก็จะเริ่มแล้ว เออ...น้องทำให้ตกใจรึคะ?” เด็กสาวถามด้วยสีหน้ากังวล

“ก็นิดหน่อยจ๊ะ พี่ไม่ทันได้ตั้งตัวน่ะ มัวแต่คิดอะไรเพลิน ๆ อยู่” ฮารีซันยิ้มตอบพลางคิดในใจว่าหากเป็นเจ้าหญิงเรจิน่า นางคงหัวเราะชอบใจกับปฏิกิริยาของเขาและมองเขาด้วยสายตาซุกซนคอยหาโอกาสที่จะแกล้งแหย่เขาอีก เมื่อคิดถึงท่าทางของนางแล้วก็ชวนให้อดยิ้มขำด้วยความเอ็นดูไม่ได้

“พี่ฮารีซันคิดถึงอะไรอยู่รึคะ?” วานาอันเอียงคอมองอาการของพี่ชายด้วยความสงสัย

“ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ พี่ก็คิดนู่นคิดนี่เรื่อยเปื่อยน่ะ” ฮารีซันยิ้มกลบเกลื่อนพลางหย่อนตัวลงนั่งกับพื้น วานาอันจึงกระโดดลงมาจากปลายแขนงรากแล้วทรุดตัวลงนั่งใกล้ ๆ

“พี่ฮารีซันจะนั่งอยู่ที่นี่อีกสักพักก็ได้นะคะ” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพื่อคะเนเวลา “ยังมีเวลาเหลืออีกหน่อย น้องรู้ว่าเวลาพี่ฮารีซันอยากจะใช้สมองหรือคิดอะไรเงียบ ๆ พี่มักจะมานั่งที่นี่เสมอ”

ชายหนุ่มยิ้มอย่างเอ็นดูพลางลูบศีรษะเด็กสาว วานาอันติดตนและท่านปู่มาก ตั้งแต่จำความได้วานาอันก็วิ่งตามเขาต้อย ๆ ไปในทุกที่ตั้งแต่เด็ก เพราะชีวิตของวานาอันขาดทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่เกิด ทำให้เขาและท่านปู่เป็นยิ่งกว่าพ่อและแม่สำหรับเธอ ตั้งแต่เล็กวานาอันยอมไม่ไปเที่ยวเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ ถ้าตนและท่านปู่อยู่บ้าน ท่านปู่เคยบอกไว้ว่าวานาอันกลัวว่าหากตนหรือท่านปู่หายไป เธอจะต้องอยู่คนเดียวเพียงลำพังในโลกใบนี้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กสาวจะตามหาเขาและไม่ยอมห่างไปไหนเช่นนี้ คงอีกสักสองสามวันกว่าเด็กสาวจะหายคิดถึงจนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติเหมือนเดิม

“ที่ติดผมอันเมื่อกี้สวยจังเลยค่ะ พี่ได้มาจากไหนรึคะ?” เด็กสาวถามเหมือนนึกขึ้นได้ถึงต้นเหตุที่ทำให้ตนล้มหงายลงไปนั่งกับพื้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi8 Chapter 54 อาณาจักรฟูดินัน @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พฤหัสฯ. ส.ค. 20, 2009 5:25 pm

“อ๋อ...เออ...มันเป็นของที่ระลึกน่ะ เอาไว้พี่จะเล่าให้ฟังแล้วกันนะ” ฮารีซันตอบด้วยน้ำเสียงอึกอัก “จริงสิ...ไม่รู้ว่าเจ้าจำเจ้าหญิงเรจิน่าได้รึเปล่า พวกเราเคยพบนางที่ชายป่าสุดเขตเผ่าฟูดินัน มันนานมากแล้วล่ะ ที่เราช่วยกันนำนกเนด้าที่บาดเจ็บมาให้ท่านปู่รักษากันน่ะ”

“น้องคิดว่าพอจะจำเรื่องนกที่บาดเจ็บได้นะคะ แต่...น้องจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว” วานาอันตอบเสียงอ่อย “ทำไมรึคะ? แล้วเจ้าหญิงเรจิน่านี่หมายถึงเจ้าหญิงของอาณาจักรฟีเลเซียใช่มั๊ยคะ?”

“อืม...จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก” ฮารีซันยิ้มตอบ “คือพวกเราเคยได้พบเจ้าหญิงเรจิน่าเมื่อสมัยเด็ก ๆ ก็ตอนที่พวกเราช่วยเจ้านกเนด้านั้นแหละ แล้วพี่ก็ได้พบเจ้าหญิงอีกครั้งเมื่อตอนไปรบที่ฟีเลเซีย เจ้าหญิงดำรงตำแหน่งเป็นผู้ดูแลประสานงานระหว่างกองทัพของเรากับกองทัพของฟีเลเซีย”

“โอ... เจ้าหญิงคงจะเก่งกล้าสามารถมากสินะคะ”

“ใช่ เธอเก่งกาจมาก และเจ้าหญิงก็มีความจำดีเป็นเลิศเชียวล่ะ นางจำน้องได้ด้วย แล้วนางยังฝากความระลึกถึงมาให้น้องด้วยนะ” ฮารีซันกล่าวพลางยิ้มขำเมื่อเห็นวานาอันหน้าแดงขึ้นและยิ้มอย่างอาย ๆ

“น่าอายจังค่ะที่น้องจำเจ้าหญิงไม่ได้”

“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนั้นเจ้าก็ยังเล็กมาก ไม่มีใครตำหนิเจ้าได้หรอก”

วานาอันยิ้มกว้างอย่างเบาใจก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “จริงสิคะ วันนี้พี่ประชุมอะไรกับบรรดาผู้อาวุโสรึคะ? น้องเห็นพี่ทำหน้าเคร่งเครียดเชียวตอนที่กำลังเดินเข้าไปในห้องประชุมกับท่านปู่ และน้องสามารถสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดจากทุก ๆ คนแผ่ออกมาจากภายในที่ประชุมด้วย แต่ถ้ามันเป็นความลับพี่ไม่ต้องบอกน้องก็ได้นะคะ”

“อืม มันก็ไม่ใช่ความลับหรอก พวกเราก็จะประกาศเร็ว ๆ นี้อยู่แล้ว อาจจะภายในงานฉลองนี้เลยก็ได้” ฮารีซันยิ้มอย่างเกร็ง ๆ “วานาอัน...พวกเรากำลังจะสถาปนาฟูดินันขึ้นเป็นอาณาจักร”

“อะไรนะคะ?” เด็กสาวมองตาปริบ ๆ ถามด้วยความไม่เข้าใจว่าการสถาปนาฟูดินันเป็นอาณาจักรนั้นคืออะไรมากกว่าจะถามด้วยความตื่นตระหนกตกใจ

“เราจะตั้งฟูดินันขึ้นเป็นอาณาจักรเหมือนบรรดาอาณาจักรทั้งสามที่อยู่รอบ ๆ เรา เหมือนอาณาจักรซาโลม ฟีเลเซีย และแอนดิซอง”

เด็กสาวพยักหน้าตามช้า ๆ พยายามทำความเข้าใจกับข้อมูลที่ได้รับ “ทำไมล่ะคะ?”

“เพราะการที่เรากระจัดกระจายกันเป็นเผ่าเล็กเผ่าน้อยเช่นนี้ ทำให้เรารวมตัวกันลำบาก และไม่มีอำนาจต่อรองหรือต่อกรกับอาณาจักรใหญ่ ๆ ทั้งสามได้ ก็เหมือนกับฝูงสัตว์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เวลามีนักล่าหรือมีภยันตรายเข้ามาใกล้ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ก็สามารถให้ความช่วยเหลือดูแลปกป้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าฝูงสัตว์ที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในท้องทุ่ง หรือแม้แต่ศักดิ์ศรีและการให้เกียรติจากอาณาจักรต่าง ๆ ที่จะมีต่อชาวป่าอย่างพวกเราก็จะดีขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่ชาวบ้านป่าเมืองเถื่อนไร้การศึกษาอย่างที่หลาย ๆ คนคิดและดูถูกพวกเรากัน”

“พวกเราไมได้รับการต้อนรับจากบรรดาผู้คนในอาณาจักรอื่น ๆ หรือคะ?” วานาอันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เด็กสาวไม่เคยไปออกห่างจากเผ่าฟูดินันไปไกลเกินระยะเดินเท้าหนึ่งวัน เรื่องราวอาณาจักรต่าง ๆ ก็ได้ฟังจากคำบอกเล่าจากบรรดาพ่อค้าหาบเร่บ้าง คนจรบ้าง เธอรับรู้เพียงแต่ว่าอาณาจักรเหล่านั้นสวยงามเพียงใด หรูหราขนาดไหน ผู้คนดำเนินชีวิตกันอย่างไร ซึ่งล้วนแล้วแต่ฟังดูน่าตื่นตาตื่นใจ ทว่าเธอไม่เคยนึกถึงเลยว่าผู้คนอีกฟากของเทือกเขาจะมองพวกชาวป่าอย่างหล่อนยังไง

“ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้นหรอกนะ เพียงแต่ว่าคนที่ไม่คิดดูถูกหรือให้เกียรติเราแบบนั้น...มันมีจำนวนน้อยจริง ๆ “ ฮารีซันกล่าวพลางคิดถึงช่วงแรก ๆ ที่ไปถึงอาณาจักรฟีเลเซีย

“แล้วบรรดาผู้อาวุโสว่าอย่างไรกันบ้างคะ?”

“ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนั่นนะ ผู้อาวุโสบางคนก็กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวในสิ่งที่ตนเองไม่รู้จัก แต่ก็ยังมีบางพวกที่พี่คิดว่าปัญหาอยู่ที่ใครจะเหมาะสมพอที่จะได้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรนี้มากกว่า”

“ก็พี่ฮารีซันอย่างไรล่ะ” วานาอันไม่รีรอที่จะเสนอชื่อพี่ชายของเธอทันที

“ฮะ ฮะ แล้วน้องรู้รึเปล่า? ถ้าพี่เป็นกษัตริย์... เจ้าก็จะต้องมีตำแหน่งเป็นเจ้าหญิงด้วยเหมือนกันนะ”

วานาอันทำตาโตขึ้นอีกครั้ง คำว่าเจ้าหญิงทำให้เด็กสาวหน้าแดง เธอไม่ได้คิดถึงว่าตัวเองจะได้ตำแหน่งไปด้วย คิดเพียงแค่ว่าพี่ชายของเธอเก่งกล้าสามารถและเหมาะสมที่สุด “น้องไม่ได้หวังว่าตัวเองจะได้เป็นเจ้าหญิงนะคะ”

“พี่รู้” ฮารีซันยิ้มให้กำลังใจเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเธอ แต่ตัวเขาเองก็มีความรู้สึกสับสนในตัวเองอยู่ไม่น้อยด้วยเช่นกัน ภาระของผู้เป็นกษัตริย์ย่อมต้องยิ่งใหญ่กว่าการเป็นแค่หัวหน้าเผ่าแน่ ๆ

“แล้วในที่ประชุมสรุปได้รึเปล่าคะว่าจะตัดสินใจอย่างไร?” วานาอันจงใจทำเป็นไม่สนใจกับยศตำแหน่งอีก มันเป็นเรื่องที่ใหญ่โตและไกลเกินไปสำหรับเด็กสาวธรรมดา ๆ อย่างเธอ

“เราจะสถาปนาฟูดินันขึ้นเป็นอาณาจักรโดยรวบรวมเผ่าทุกเผ่าเข้าด้วยกัน หัวหน้าของทุกเผ่ายังมีสิทธิ์อำนาจในการปกครองดูแลเผ่าของตนอยู่ แต่ก็ต้องเปลี่ยนคำเรียกเผ่าเป็นเมืองหรือแคว้นแทน เรื่องพวกนั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่เราจะต้องมาหารือกันอีกที” ฮารีซันกล่าว

“แล้วถ้าอย่างนั้น...ใครได้รับเลือกให้เป็นปฐมกษัตริย์ของฟูดินันคะ?” วานาอันอดถามไม่ได้

“พี่เอง” ฮารีซันตอบ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน