Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน จันทร์ ต.ค. 22, 2018 11:30 pm

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 18 @@

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


@@ นิยายSMN Epi9 Chapter 18 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ พ.ย. 09, 2011 11:16 pm

Chapter 18


ภายในอารามนักบวชหญิงที่ซิสเตอร์โรซาน่าเป็นเจ้าคณะอยู่นั้น มีอาณาบริเวณแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งเป็นบริเวณให้ประชาชนและบุคคลทั่วไปเข้าออกได้ ส่วนอีกด้านหนึ่งมีกำแพงสูงกั้นมิดชิดและถูกเรียกว่าเป็นเขตพรต คือเป็นเขตที่อยู่ของนักบวชเท่านั้น บุคคลธรรมดาทั่วไปน้อยคนนักที่จะได้รับอนุญาตให้เข้ามาใช้บริเวณนี้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษเท่านั้น จึงจะเข้ามาในเขตนี้ได้ ภายในเขตพรตนี้ก็มีการจัดสรรพื้นที่ในส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบ บริเวณต่าง ๆ ถูกตกแต่งไปด้วยสัญลักษณ์ทางศาสนาทว่าก็ดูเรียบง่ายเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์สมกับเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดานักบวชหญิง

ทางด้านปีกซ้ายของเขตพรตมีสวนกว้างซึ่งถูกเรียกว่าสวนแห่งการอธิษฐานภาวนา เป็นที่ที่บรรดาซิสเตอร์ใช้เพื่อการปลีกวิเวกและสวดภาวนา ภายในสวนนี้เต็มไปด้วยไม้ใบไม้ดอกนานาชนิด ซึ่งถูกดูแลอย่างดีโดยเหล่าซิสเตอร์ในอาราม ผู้ซึ่งปลูกโดยคำนึงถึงฤดูกาลต่าง ๆ ในแอนดิซอง ทำให้ดอกไม้และใบไม้สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันผลิบานกันตลอดทั้งปี

สถานที่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งสถานที่โปรดปรานของเจ้าหญิงอลาน่า พระองค์ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจากซิสเตอร์โรซาน่าให้สามารถเข้าออกเมื่อไหร่ก็ได้ที่ทรงต้องการ เจ้าหญิงอลาน่าทรงโปรดที่จะมาอธิษฐานภาวนาเพื่อสงบจิตใจและพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ที่นี่เสมอ ในเวลาโพล้เพล้ซิสเตอร์จะทำการจุดคบไฟตามตำแหน่งต่าง ๆ โดยรอบสวนแห่งนี้ ผนึกขนาดใหญ่ที่อยู่ตามเสากำแพงจะสะท้อนแสงจากคบไฟที่ถูกจุดขึ้นให้ความสว่างแก่สวนแห่งนี้จนเหมือนสวนแห่งนี้เป็นสว่างไสวด้วยแสงสีส้มนวลตาตลอดทั้งคืน แม้แต่รูปปั้นของบรรดาเทวดาและนักบุญที่ถูกสลักด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ตามซุ้มไม้ต่าง ๆ รอบสวนก็แลดูอ่อนโยนและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้นเมื่อถูกฉายด้วยแสงนวลตาเช่นนี้

เจ้าหญิงอลาน่าประทับอยู่บนเก้าอี้ยาวหน้ารูปปั้น อมารา นางฟ้าแห่งถ้วยศักดิ์สิทธิ์ (AMARA, the Angel of Cup) ทรงดื่มด่ำกับการอธิษฐานภาวนาจนไม่รู้สึกพระองค์ว่าซิสเตอร์โรซาน่าเดินเข้ามาใกล้แล้ว

“ยังทรงประทับอยู่ที่นี่อีกหรือเพคะ? นี่เป็นเวลาเย็นมากแล้วนะเพคะ”

เจ้าหญิงอลาน่าค่อย ๆ ปรือพระเนตรขึ้นมองซิสเตอร์สูงวัยที่ยิ้มให้อย่างรักใคร่พลางยิ้มตอบ

“ฉันกำลังรอซิสเตอร์อยู่ค่ะ” เจ้าหญิงอลาน่าตรัสก่อนจะขยับตัวเพื่อแบ่งที่นั่งให้ซิสเตอร์ผู้สูงวัย

ซิสเตอร์โรซาน่าขยับตัวลงนั่งข้างเจ้าหญิงอย่างไม่เก้อเขิน บ่งบอกถึงความสนิทสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ เจ้าหญิงทรงรักใคร่ซิสเตอร์เหมือนเป็นมารดาคนที่สองของพระองค์ เจ้าหญิงเองก็เปรียบเหมือนลูกสาวของซิสเตอร์เช่นกัน

“ฝ่าบาทให้ใครไปตามดิฉันก็ได้นี่คะ ไม่เห็นจะต้องรอจนเย็นค่ำเช่นนี้เลย”

“ฉันไม่รู้สึกว่ารอนานเลยค่ะ และอีกอย่างฉันก็รู้สึกสบายใจมากจริงๆเมื่อได้มาอธิษฐานภาวนาที่นี่ จนลืมไปเลยว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน” เจ้าหญิงอลาน่าตรัสด้วยรอยยิ้ม

“พระเจ้าทรงประทานการพักผ่อนให้แก่ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักที่เข้ามาหาพระองค์เสมอเพคะ ว่าแต่ธุระของฝ่าบาท.....?” ซิสเตอร์โรซาน่าทูลถามด้วยน้ำเสียงเจือความวิตกกังวล

“ฉันบอกเสด็จแม่แล้วค่ะ”

“เรื่องอะไรหรือเพคะ?” ซิสเตอร์ถามย้ำแม้จะพอเดาได้ว่าเจ้าหญิงทรงตรัสถึงเรื่องใด

“เรื่องที่ฉันจะบวชค่ะ”

“ฝ่าบาท...” ซิสเตอร์โรซาน่าพูดเสียงเบา คล้ายกับกำลังเผชิญกับเรื่องที่อยากลำบาก

“อย่าทัดทานฉันอีกเลยค่ะซิสเตอร์ ฉันตั้งใจแน่วแน่เสมอมา ทว่าภาระและผู้คนมากมายฉุดรั้งฉันไว้มาตลอด แต่เวลานี้ความปรารถนาของฉันมันลุกร้อนเอ่อล้นและเรียกร้องอยู่ภายในหัวใจของฉัน จนฉันไม่อาจทนนิ่งเฉยต่อเสียงเรียกนั้นได้อีก”

ซิสเตอร์โรซาน่าพยักหน้ารับฟังด้วยความเข้าใจ ทั้งชื่นชมในความแน่วแน่และสงสารในความยากลำบากและอุปสรรคของเจ้าหญิง

“แล้วพระราชินีทรงว่าอย่างไรบ้างเพคะ?”

“เสด็จแม่ทรงรับปากว่าจะช่วยทูลขอเสด็จพ่อให้ค่ะ”

“คอรัลลี่ยอมรับแล้วหรือ?” ซิสเตอร์โรซาน่าอุทานด้วยความยินดีจนเผลอเรียกชื่อพระราชินีด้วยความสนิทสนม เหมือนดังเช่นสมัยก่อน เพราะทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่ศึกษาเล่าเรียนด้วยกัน

“ก็ไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนักค่ะ แต่ก็ทรงยอมรับว่าพระองค์รู้สึกลึก ๆ ในใจมาตลอดว่า ฉันเหมาะกับชีวิตเช่นนักบวชมากกว่า” ซิสเตอร์โรซาน่าพยักหน้าเห็นด้วยกับความเห็นของราชินีคอรัลลี่
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 18 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ พ.ย. 09, 2011 11:17 pm

“ต่อให้ฝ่าบาททั้งสองพระองค์ทรงยินยอมแล้ว แต่อุปสรรคใหญ่ของพระองค์ก็ยังไม่หมดไปนะเพคะ การตัดสินพระทัยของพระองค์ต้องผ่านการอนุญาตจากพระคาลดินัลเลยทีเดียว เพราะพระองค์เป็นถึงเจ้าหญิงรัชทายาทอันดับหนึ่ง เป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อไปในอนาคต การสละราชสมบัติของพระองค์จะมีผลกระทบกับบุคคลหลายฝ่ายมิใช่น้อย พระคาลดินัลอาจอนุญาตหรืออาจสั่งระงับเรื่องนี้ก็เป็นได้”

“ฉันไม่ยอมแพ้หรอกค่ะ แม้จะต้องขอเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา ฉันก็จะทำ ไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งความปรารถนาที่จะถวายตัวของฉันได้อีกแล้ว” เจ้าหญิงอลาน่าตรัสอย่างแน่วแน่ ดวงเนตรของพระองค์เจิดจ้าด้วยความมุ่งมั่น พระพักตร์ของพระองค์ที่เงยขึ้นทอดพระเนตรท้องฟ้าเบื้องบนผ่องใสราวกับทูตสวรรค์


สตรีทั้งสองยังคงพูดคุยเพื่อปรึกษาหารือกับอีกพักใหญ่ จนเมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ล่วงเข้าเวลากลางคืนไปมากแล้ว ซิสเตอร์โรซาน่าจึงรีบส่งเสด็จเจ้าหญิงที่กำแพงกั้นเขตพรต เมื่อสตรีทั้งสองร่ำลากันแล้ว เจ้าหญิงก็ทรงเสด็จออกจากประตูที่เชื่อมระหว่างเขตพรตกับอาคารด้านนอก เมื่อดำเนินได้เพียงสองสามก้าว ก็ทรงสังเกตเห็นแสงสะท้อนใต้เงามืดของต้นไม้ใหญ่ ร่างเงาดำทะมึนในร่มไม้นั้นทำให้เจ้าหญิงทรงผงะเล็กน้อยด้วยความตกพระทัย แต่เมื่อร่างนั้นค่อย ๆ เดินออกมานอกเงาไม้ เจ้าหญิงจึงค่อยคลายความตระหนกลงเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

“ขอโทษด้วยนะจ๊ะ อองเดร ฉันมีเรื่องที่ต้องอธิษฐานและพูดคุยมากมาย ทำให้เธอต้องรอนานถึงป่านนี้ ฉันมาแบบส่วนตัว ไม่อยากให้ต้องมีขบวนรับส่งเสด็จให้เอิกเกริก เลยต้องลำบากเธอแบบนี้”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ เป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้ว พระองค์ไม่จำเป็นต้องตรัสขอโทษกระหม่อมเลย กระหม่อมยินดีรับใช้ถวายการอารักขาฝ่าบาท” อองเดรรีบทูลอย่างรวดเร็วจนตนเองก็ยังตกใจ ความสงบเยือกเย็นของเขาละลายหายไปทุกทีที่อยู่ต่อหน้าเจ้าหญิง เขาจะต้องเยือกเย็นกว่านี้ต้องเข้มงวดกับตนเองให้มากกว่านี้ เพื่อที่จะสามารถปกป้องเจ้าหญิงของเขา “แม้จะต้องรอถวายการอารักขาจนถึงรุ่งสาง กระหม่อมก็ยินดีกระทำด้วยความเต็มใจพ่ะย่ะค่ะ”

“ฉันคงไม่ให้เธอรอนานขนาดนั้นหรอกจ๊ะ ต่อไปคงไม่มีเหตุการณ์ต้องลำบากเธอแบบนี้อีก”

เจ้าหญิงตรัสพลางนึกภาพเหตุการณ์ในวันข้างหน้า สายพระเนตรมองไปไกลพิศเพ่งไปยังฟ้าสวรรค์ หากพระองค์ได้เป็นนักบวชก็คงไม่มีใครต้องลำบากคอยตามเฝ้า ไร้พันธนาการแห่งฐานันดรศักดิ์ ชีวิตที่สุขสงบ ที่จะได้อยู่กับพระเจ้า และอยู่กับการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ความคิดนี้ยังความปิติยินดีมาให้กับพระองค์จนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างมีความสุข

อองเดรเห็นดังนั้นก็ถึงกับลืมหายใจยืนนิ่งแข็งทือไปชั่วขณะ จนมิได้เฉลียวใจใดๆในพระดำรัสของเจ้าหญิง เพราะรอยแย้มพระโอษฐ์นั้นช่างงดงามจนเขาคิดอะไรไม่ออก ดวงเนตรของเจ้าหญิงเปล่งประกายจับจ้องไปบนผืนฟ้าที่ดวงดาราพร่างพราว สะท้อนพระเนตรงามระยับ แม้มิได้มองมาที่เขา แต่มันไม่สำคัญเลย เพราะมีเพียงแค่เขาที่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มนี้ ใบหน้าที่ถูกปกปิดภายใต้หน้ากากเหล็กมีการขยับเล็กน้อย ทว่ามีเพียงแค่ดวงตาของอองเดรที่ไม่ถูกปกปิดเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ว่าหรี่แคบลง

เมื่อเดินทางมา เจ้าหญิงดูยังทรงมีความกังวลและครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเดินกลับออกมาจากอาราม กลับดูสงบนิ่ง มีความสันติสุขอยู่ลึกๆในใจ จนฉายความสุขนั้นออกมาจนผู้อยู่รอบข้างสัมผัสได้

“ไปกันเถอะ ดึกมากแล้ว” เจ้าหญิงตรัสพลางก้าวเดินด้วยความหวังและมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยมในพระทัย

“พะ...พ่ะย่ะค่ะ” อองเดรรีบสลัดตนเองออกจากภวังค์ความคิด ก่อนจะรีบสาวเท้าตามหลังเจ้าหญิงไปไม่ห่าง

S



ไกลออกไปยังทะเลทรายอันแห้งแล้งและร้อนระอุ อาณาจักรซาโลม ซึ่งบัดนี้แทบจะล้างผู้คน เนื่องเพราะถูกเข่นฆ่าบ้าง ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารบ้าง บ้างก็อพยพลี้ภัยเพราะทนต้องการถูกกดขี่และความแร้นแค้นไม่ไหว จากอาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง ตลาดการค้าที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คน เวลานี้กลับวังเวงเหมือนป่าช้า จะมีก็แต่กองทัพผีที่นับวันจะยิ่งทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ประชาชนล้วนหลบอยู่ในบ้านอย่างหวาดกลัว อดอยากและยากแค้น มีคนตายด้วยความหิวโหยทุกวัน แต่ศพข้างถนนเหล่านั้นมักหายไปเมื่อรุ่งสาง สุสานทั่วประเทศถูกขุด และประชาชนถูกสั่งห้ามออกจากบ้านในเวลากลางคืน ทั่วประเทศจึงเหมือนป่าช้าแห่งความหวาดกลัว และซึ่งแน่นอนว่ากษัตริย์เบลส เซจมิได้อาทรร้อนใจกับการสภาพของอาณาจักร ก็ในเมื่อทรงมีบริวารทหารผีมากขึ้นทุกวัน ที่ไม่จำเป็นต้องกินดื่ม ไม่ต้องพักผ่อน ไม่มีวันเจ็บไข้ได้ป่วย และ ไม่มีวันทรยศเพราะสิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคือการทำตามที่สั่ง ดังนั้นเหล่าทหารผีจึงเป็นที่ชื่นชอบของกษัตริย์เบลส เซจยิ่งนัก

หลังจากที่ใช้เวลาแรมเดือนในการออกรวบรวมทหารผีในดินแดนทะเลทราย กษัตริย์เบลส เซจก็จัดแจงแต่งทัพ ทหารผีด้วยอาวุธนานาชนิดอย่างเต็มอัตราศึกเพื่อกรีฑาทัพเข้าประชิดฟีเลเซียทันที

บนยอดกำแพงเมือง กษัตริย์เบลส เซจทรงมองกองทัพผีเบื้องล่างด้วยความพึงพอใจ กษัตริย์ทมิฬเวลานี้รูปร่างยิ่งทีก็ยิ่งผิดแผกไปจนแทบจะไม่เหลือเคล้าโครงเดิม ผิวพรรณสีคล้ำม่วงไม่ต่างจากซากเนื้อเน่า การตรัสคนเดียวหรือการตรัสด้วยเสียงที่แตกต่างกันสองเสียงของพระองค์มีให้เห็นบ่อยขึ้นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่พบเห็น บางคนก็ว่าพระองค์ถูกปีศาจสิง บางคนก็ว่าพระองค์เริ่มวิกลจริต

กษัตริย์ทมิฬทรงชูคทาขึ้นจนหัวคทาเกิดลูกไฟสว่างวาบ เสียงโห่ร้องที่น่าสยดสยองของบรรดาทหารผีก็ดังกระฮึมจนเม็ดทรายที่พื้นเต้นเร่าราวกับไอเดือด พระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นระเบิดเสียงหัวเราะที่น่าขนลุกจนดังกังวานไปทั่ว

S


ที่กองบัญชาการรบฟากฟีเลเซียนั้น ทุกฝ่ายต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด แม้กระทั่งกษัตริย์ซิกมันด์ที่ 3 ผู้ไม่เคยยอมแสดงความอ่อนแอหรือหวาดหวั่นใด ๆ ให้ใครเห็น ยังไม่อาจประทับอยู่บนบัลลังก์เฉย ๆ ได้ ทรงประทับอยู่ที่หน้าต่างเพ่งมองไปยังทิศทางของสนามรบเบื้องหน้า สีพระพักตร์และแววเนตรของพระองค์เรียบเฉย แต่ท่าทางที่ไม่ปกติของพระองค์ก็บ่งบอกได้ว่าพระองค์หวั่นไหวกับข่าวที่ได้รับทราบเช่นกัน เจ้าหญิงเรจิน่าเองก็ทรงวิตกกังวลไม่แพ้กัน พระองค์ทรงชำเลืองมองฮารีซันและขุนพลชาวป่า ก็สังเกตได้ว่ามีอาการเคร่งเครียดไม่ต่างกัน ข่าวจากหน่วยสอดแนมนั้นนำพาความหวั่นวิตกอย่างมากมาสู่ที่ประชุม บรรดาแม่ทัพต่างนิ่งเงียบมองหน้ากันรอคอยความหวังที่จะช่วยพลิกสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 18 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ พ.ย. 09, 2011 11:20 pm

“พระสังฆราช เกรเกอรี่ เดินทางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงประกาศที่หน้าประตู เรียกเสียงถอนหายใจเฮือกมาจากนายทหารหลายนายทีเดียว

“ถวายบังคม ฝ่าบาท” บิชอปเกรเกอรี่เอ่ยทักทายทันทีที่ก้าวมายืนอยู่ที่กลางห้อง พลางเหลือบมองไปรอบ ๆ ห้อง บรรยากาศที่น่าอึดอัดโดยรอบทำให้สังฆราชหนุ่มเริ่มหวั่นวิตกไปด้วย “ข่าวร้ายหรือพ่ะย่ะค่ะ”

กษัตริย์ซิกมันด์ทรงพยักพระพักตร์ก่อนจะเดินกลับมาประทับบนบัลลังก์ ทรงให้สัญญาณนายทหารเพื่อจัดเตรียมที่นั่งให้สังฆราชหนุ่ม

“วันนี้หน่วยข่าวกรองรายงานมาว่า กษัตริย์ปีศาจนั่นส่งกองทัพผีกว่าห้าแสนพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครันเดินทางข้ามทะเลทรายทั้งวันทั้งคืนตรงมาที่ชายแดน และกำลังจะเข้าประชิดเมืองในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า” ชาร์ลรายงานเสียงเครียดให้เกรเกอรี่ฟัง

“ขอพระเจ้าทรงโปรดเมตตาฟีเลเซีย” พระสังฆราชอุทานเสียงเบา ๆ จนแทบจะกระซิบ ภาพความทรงจำเมื่อครั้งทหารผีบุกทำลายล้างเมืองวอลเนียยังคงแจ่มชัด ในครั้งนั้นทหารผีเพียงครึ่งแสนก็สังหารหมู่ผู้คนทั้งเมืองได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน นี่จำนวนมากกว่ากันถึงสิบเท่า ความวิบัติจะยิ่งรุนแรงถึงเพียงไหน

“พวกเราอยากจะให้ท่านสังฆราชอัญเชิญอัศวินสวรรค์มาปราบพวกมันอีกครั้ง” เสียงจากแม่ทัพนายหนึ่งดังขึ้น พร้อม ๆ กับเสียงสนับสนุนจากบรรดาแม่ทัพคนอื่น ๆ ทว่าสังฆราช เกรเกอรี่กลับขมวดคิ้วเม้มริมฝีปากแน่นพลางส่ายหน้าช้า ๆ

“ทำไมล่ะท่าน?”

“นี่เป็นเรื่องร้ายแรงและเร่งด่วนนะ”

“ท่านจะดูดายจนปล่อยให้อัศวินของเราต่อสู้เพียงลำพังกับพวกผีร้ายที่ไม่มีวันตายนั่นหรือ?”

“พวกเราหวังพึ่งท่านนะ”

บรรดาแม่ทัพต่างพูดแสร้งขึ้น ทั้งตัดพ้อต่อว่าด้วยอารมณ์ที่รุนแรงขึ้นเพราะความเครียด

บิชอปเกรเกอรี่มีสีหน้าลำบากใจหันไปมองกษัตริย์ซิกมันด์เหมือนจะทูลถามอะไรบางอย่างระคนตำหนิอยู่ในที เพราะเมื่อครั้งนั้นพระองค์เป็นคนขอให้บิชอปเกรเกอรี่ปกปิดเรื่องสาเหตุที่แท้จริงที่อัศวินสวรรค์ปรากฏองค์มาช่วยเหลือไว้

“บิชอปเกรเกอรี่ไม่สามารถอัญเชิญอัศวินสวรรค์ และไม่เคยอัญเชิญอัศวินสวรรค์ด้วย” กษัตริย์ซิกมันด์ตรัสอย่างไม่ค่อยเต็มพระทัยนัก เพราะทรงคาดเดาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้

เสียงอุทานด้วยความตกใจและเสียงกระซิบกระซาบดังกระฮึ่มไปทั่วที่ประชุม

“หมายความว่าอย่างไรกัน?”

“ท่านไม่ได้อัญเชิญหรือ? เช่นนั้นแล้วใครเป็นผู้อัญเชิญเล่า?”

เสียงตะโกนถามเริ่มดังโหวกเหวก เกิดความระส่ำระสายไปทั่ว

“เงียบ!” กษัตริย์ซิกมันด์ตรัสเสียงเครียด พลางโบกพระหัตถ์ให้ทุกคนอยู่ในความสงบ

“ในวิกฤตครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้อัญเชิญอัศวินสวรรค์ ท่านคิดว่าทูตสวรรค์ที่รับใช้พระเป็นเจ้าจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ผู้มีบาปกระนั้นหรือ และยิ่งไปกว่านั้นไม่มีแบบแผนหรือการสั่งสอนใดๆของพระศาสนาจักร อันเป็นการการเรียกทูตสวรรค์มาใช้งานได้ตามใจ จะมีก็แต่การอ้อนวอนขอความช่วยเหลือเท่านั้น และครั้งนั้นเราเพียงแต่สวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และ เป็นพระเจ้าเองที่ทรงเมตตาส่งอัศวินสวรรค์มาช่วยพวกเราต่างหาก เราต้องขออภัยที่ทำให้พวกท่านต้องผิดหวัง” บิชอปเกรเกอรี่ ประกาศด้วยใบหน้าเศร้าหมอง

ทั้งห้องประชุมเงียบกริบ บรรยากาศแห่งความหวังเมื่อครู่ดูอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น

“ข้าเป็นคนขอร้องท่านสังฆราชให้ปกปิดความจริงเอง ในครั้งนั้นข้าจำเป็นต้องให้พวกท่านเข้าใจเช่นนั้น เพราะกองทัพกำลังขาดขวัญและกำลังใจอย่างหนัก ข่าวการอัญเชิญอัศวินสวรรค์ของท่านบิชอปจึงช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กองทัพอย่างมาก” กษัตริย์ซิกมันด์ตรัสแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ได้ยินนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในที่ประชุม ไม่เว้นแม้แต่ฮารีซัน เพราะเรื่องการอัญเชิญอัศวินสวรรค์ลงมาทำลายล้างกองทัพผีทั้งกองทัพในชั่วพริบตาเดียวของพระหนุ่มชาวฟีเลเซียนั้นเป็นที่โจษจันไปถึงฟูดินันเลยทีเดียว หากไม่สามารถแน่ใจได้ว่าสวรรค์จะเมตตาเหมือนครั้งนั้น ศึกที่กำลังจะถึงนี้ก็ใหญ่หลวงนัก

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่น่าหดหู่และชวนอึดอัดอย่างที่สุด เมื่อทุกคนพิจารณาเหตุผลในเรื่องนี้ ต่างก็เห็นด้วยว่าการปกปิดความจริงไว้แต่แรกเป็นเรื่องที่ถูกต้องและในฐานะนายทหาร พวกตนก็คงตัดสินใจทำเช่นเดียวกัน แต่เมื่อได้รู้ความจริงเช่นนี้ ความหวังก็ยิ่งจะดูเลื่อนลางลงทุกที

“ถ้าเช่นนั้น เราจะทำอย่างไรกันดี? หากรวมกับกองทัพผีที่ประจำการอยู่ที่ชายแดนอยู่แล้ว คงยิ่ง...” เสียงแม่ทัพเปกาซัส โรน่า ดังขึ้นก่อนจะส่ายหน้า ไม่อยากจะคิดคำนวนจำนวนทหารผีเมื่อควบรวมกองทัพแล้ว

“การกำจัดทหารผีจำนวนมากขนาดนี้ จำเป็นต้องใช้นักบวชเป็นแสน แต่เราไม่สามารถรวบรวมนักบวชได้มากมายขนาดนั้นในเวลากระชั้นชิดเช่นนี้” แม่ทัพมังกรแสดงความเห็นด้วยความวิตก

“ท่านบิชอป ท่านคิดว่าเรามีนักบวชมากพอที่จะต่อสู้กับกองทัพผีได้หรือเปล่า?” เจ้าหญิงเรจิน่าตรัสถาม

“ไม่ใช่นักบวชทุกคนจะมีความเชี่ยวชาญในการขับไล่ภูติผีปีศาจ และ กระหม่อมเกรงว่าต่อให้เรารวบรวมบรรดานักบวชที่มีฤทธิ์กุศลมากพอจะสู้กับทหารผีจากทั่วฟีเลเซีย ก็อาจจะไม่พอต่อกรกับกองทัพผีจำนวนมากมายขนาดนี้” บิชอปทูลเสียงเครียด

“ถ้าเราขอความช่วยเหลือจากทางแอนดิซองล่ะ?” ฮารีซันเอ่ยขึ้น ท่ามกลางสายตาของทุกคนในห้อง “อย่างที่ทุกท่านทราบว่าข้าเคยไปเยือนแอนดิซองและพบเจ้าหญิงอลาน่ามาแล้ว พระองค์เป็นผู้มีน้ำใจงามมาก ช่วยเหลือผู้อดยาก ยากไร้ และ เจ็บป่วยมากมาย คณะนักบวชที่พระองค์ทำงานด้วยก็มีจำนวนมาก แต่ละคนก็มีพลังในการรักษาแทบทั้งนั้น และอีกอย่าง ที่แอนดิซองก็มีโบสถ์และนักบวชมากมายเหมือนเช่นที่นี่”

“จริงสินะ แอนดิซองก็เป็นเหมือนบ้านพี่เมืองน้องกับเราอยู่แล้ว โบสถ์และคณะนักบวชต่าง ๆ ก็ดูจะมากกว่าเราด้วยซ้ำ หากได้นักบวชจากทางแอนดิซองมาช่วยอีกแรงก็คงช่วยเราได้มาก” แม่ทัพอีกนายหนึ่งกล่าวเสริม

“ท่านคิดว่าจะขอความช่วยเหลือด้านนักบวชจากแอนดิซองได้หรือไม่?” กษัตริย์ซิกมันด์ตรัสถาม

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเคยได้พบกับพระคาร์ดินัล มาร์สิริโอ้อยู่บ้าง ท่านเป็นคนที่มีศรัทธาแรงกล้า เที่ยงตรง และ ปกป้องความศรัทธาของพระศาสนจักรอย่างเต็มที่และแข็งขันมาโดยตลอด หากเราขอนักบวชเพื่อมาช่วยต่อกรกับพวกศาสตร์มืดไสยดำเช่นนี้ ท่านคงจะให้การสนับสนุนอย่างดี” บิชอปเกรเกอรี่ทูลตอบ

“ดี ถ้าเช่นนั้นข้าขอมอบหน้าที่นี้ให้ท่าน ศาสนจักรคุยกับศาสนจักรคงจะคุยกันง่ายกว่า ท่านจงจัดการขอความช่วยเหลือไปทันที เรามีเวลาอีกไม่มาก”กษัตริย์ซิกมันด์ตรัส

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบดำเนินการทันที” บิชอปเกรเกอรี่ทูล

“กว่าทางแอนดิซองจะตกลงและส่งนักบวชมาช่วย คงต้องใช้เวลานานพอควร... เราต้องต้านกองทัพผีนี้ไว้ให้นานที่สุด” กษัตริย์แห่งสายลมตรัสอย่างมาดมั่น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 18 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ พ.ย. 09, 2011 11:22 pm

เช้าวันต้นสัปดาห์ในเดือนที่หนาวเหน็บที่สุดของแอนดิซอง เจ้าหญิงอลาน่าได้ทรงเรียกประชุมทั้งสามสภาโดยมิได้มีการแจ้งสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกคนต่างกระซิบกระซาบถามไถ่ถึงมูลเหตุในการเรียกประชุมใหญ่ครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบใด ๆ ได้ จึงได้แต่คาดเดากันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าเจ้าหญิงทรงมีโครงการใหม่ ๆ ในการให้ความช่วยเหลือพวกคนจนอีกแล้ว บ้างก็ว่าพระองค์คงอยากแสดงว่าพระองค์ยังมีอำนาจอยู่ ต่างก็คิดสรรหาสาเหตุมาถกเถียงกันอย่างสนุกปาก

วิโอเรียซึ่งนั่งหน้าง้ำหาวไปพลางบ่นกระปอดกระแปดไปพลางด้วยเหตุที่ต้องตื่นแต่เช้ามาเข้าร่วมประชุม ซึ่งแน่นอนว่าเธอโทษว่าเป็นเพราะความเอาแต่ใจของเจ้าหญิงอลาน่าที่เรียกประชุมนอกเหนือจากวันที่กำหนดตามปกติ ครั้นหล่อนจะไม่มาเข้าประชุม ก็เกรงว่าเจ้าหญิงอลาน่าจะกระทำการใด ๆ อันจะเป็นการเรียกคะแนนนิยมจากสภาไปอยู่ข้างตนเองอีก จึงจำต้องตื่นมาร่วมประชุมเพื่อขัดขวางทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าหญิงจะเสนอในวันนี้

ข้างฝ่ายรูฟัสก็ดูลุกลี้ลุกลนนั่งไม่เป็นสุขเช่นกัน เขากลัวเหลือเกินว่าโครงการค้าอาวุธที่กระทำกับฟีเลเซียจะถูกยกเลิก ก็ใครจะไปคาดเดาใจเจ้าหญิงตัวแสบคนนี้ได้ หรือที่แย่ไปกว่านั้น เกิดมีราชโองการออกมาให้บริจาคยุทโปกรณ์ หรือ เงินแก่อาณาจักรฟีเลเซียแทนล่ะ โอ้...นั่นมันไม่ต่างกับการแล่เนื้อเถือหนังเขาทั้งเป็นเลยทีเดียว อ้า...ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาต้องไปติดสินบนใครบ้างหนอ พ่อค้าร่างยักษ์คิดดังนั้นแล้วก็หน้าซีดเผือดก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธแล้วก็กลับไปซีดเผือดอีก

อองเดร เหลือบมองอากัปกริยาของบุคคลต่าง ๆ โดยรอบด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉยอ่านไม่ออก แต่ดวงตาที่หรี่แคบนั้นคมกริบและเย็นยะเยือก ทุกคนรู้ดีว่าแม้ใบหน้าจะเย็นชาและเฉยเมยแต่ภายในนั้นไม่ได้นิ่งเฉยเลยสักนิด แม้จะไม่รู้ว่าราชองครักษ์ผู้นี้คิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ ๆ คือไม่มีใครกล้าคิดจะลองดีกระตุกหนวดเสือน้ำแข็งผู้นี้

“เจ้าหญิงอลาน่าเสด็จแล้ว”

เสียงมหาดเล็กประกาศการมาถึงของเจ้าหญิงอลาน่า อันเป็นการสิ้นสุดการรอคอยของทุกคนในที่ประชุม ภายในห้องนั้นเงียบกริบลงในทันที ประตูเปิดออกพร้อม ๆ กับที่เจ้าหญิงทรงดำเนินตามพรมกำมะหยี่ชั้นดีสีแดง ท่วงท่าสำรวมทว่าก็ดูองอาจและน่าเกรงขามอย่างประหลาด จะเป็นเพราะความมุ่งมั่นที่แผ่ออกมาจากพระองค์ หรือเพราะความแน่วแน่เจือความอิ่มเอมใจฉายชัดบนพระพักตร์ก็ไม่อาจทราบได้ ที่ทำให้เจ้าหญิงอลาน่าในวันนี้ทรงดูแตกต่างต่างไปจากวันอื่น ๆ ที่ดูอ่อนแอและเหนื่อยล้า เวลานี้พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพลังและเปล่งปลั่งจนแม้แต่บรรดาอริของพระองค์ยังต้องกริ่นเกรง

ราชองครักษ์อองเดรก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ในหัวใจของเขานั้นลิงโลดราวกับพื้นดินแห้งผากที่จู่ ๆ ก็ได้รับน้ำฝนอันชุ่มฉ่ำ นี่แหละคือเจ้าหญิงที่เขาเทิดทูนบูชา ในที่สุดพระองค์ก็กลับมาเป็นตัวของพระองค์เองเสียที อองเดรกวาดสายตาไปทั่วที่ประชุม จงดูไว้ซะเจ้าพวกขุนนางและพ่อค้าหน้าโง่ทั้งหลาย นี่แหละว่าที่ราชินีของพวกเจ้า อองเดรคิดพลางสูดหายใจเข้าจนเหมือนหัวใจของเขาพองโตจนคับอก พึงพอใจกับช่วงเวลานี้อย่างที่สุดจนเก็บรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ รอยยิ้มเพียงชั่วครู่ที่แทบจะไม่เคยปรากฏบนใบหน้าของเขา

กระนั้นก็ดี รอยยิ้มนั้นก็ไม่อาจคลาดไปจากสายตาสอดส่ายของแม่มดน้ำแข็งไปได้ วิโอเรียซึ่งกำลังลอบมองปฏิกริยาของผู้คนโดยรอบโดยเฉพาะราชองครักษ์นั้น หล่อนถึงกับขบริมฝีปากล่างอย่างแรงด้วยความริษยา ทำไมกันทั้ง ๆ ที่หล่อนสามารถยั่วยวนชายทั้งแอนดิซองได้ แต่หล่อนกลับไม่เคยทำให้ราชองครักษ์อองเดรมีปฏิกริยาเช่นนี้ต่อหน้าหล่อนได้เลยสักครั้ง หล่อนอยากจะตรงเข้าไปจิกทึ้งอลาน่าจนหมอบราบอยู่แทบเท้า ให้ญาติผู้พี่ที่แสนเลิศเลอของใครต่อใครกราบแทบเท้าขอโทษหล่อน วิงวอนหล่อนให้ยกโทษที่ได้ทำให้ชีวิตของหล่อนตกต่ำและไร้เกียรติเช่นนี้ และแน่นอน หล่อนอยากจะเข้าไปตบตีราชองครักษ์อองเดรที่แสนยโสให้ถึงเลือด แล้วตะโกนใส่หน้าเขาว่า หล่อนด้อยกว่าอลาน่าตรงไหน ทำไมถึงไม่เคยแลมองหล่อนเลยสักนิด ยิ่งคิดแล้วก็ยิ่งโหมกระพือความชิงชังญาติผู้พี่ของตนให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ทันทีที่เจ้าหญิงเสด็จมาถึงที่ประทับก็ทรงโบกพระหัตถ์ให้ทุกคนนั่งลง แต่ทว่าพระองค์กลับยังทรงประทับยืนนิ่งอยู่เช่นเดิม ทุกคนจึงได้แต่เหลี่ยวมองกันไปมาคล้ายจะถามว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

“อรุณสวัสดิ์ ทุก ๆ ท่าน” เจ้าหญิงอลาน่าตรัสพร้อมรอยยิ้ม “ขออภัยที่ฉันเปิดประชุมสภาเองโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า และนอกเหนือจากกำหนดการตามปกติ แต่เป็นเพราะฉันมีเรื่องจะแจ้งให้ทุกท่านทราบ ดังที่ทุก ๆ ท่านก็ทราบดีอยู่ ว่าตั้งแต่วันที่ฉันเดินทางจากแผ่นดินใหญ่มาที่เมืองท่าแห่งนี้เพื่อเป็นผู้สำเร็จราชการก็เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายทั้งภายในแอนดิซองและประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบของเรา ก็ทำให้ฉันได้คิดพิจารณาอะไรหลาย ๆ อย่างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฉันได้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีความหมายและสำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน ซึ่งฉันเฝ้ารอคอยมาหลายปี และในที่สุดพระเจ้าก็ทรงเมตตาเปิดทางให้กับฉัน”

ทุกคนในที่ประชุมต่างขมวดคิ้วมองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าเจ้าหญิงทรงตรัสถึงเรื่องอะไรหรือทรงมีเจตนาอะไรกันแน่ เพราะพระองค์เหมือนกับกำลังกล่าวสุนทรพจน์มากกว่าจะเป็นการเปิดประชุมสภา

“ดังนั้น ฉันจึงเรียกพวกท่านมาในวันนี้ เพื่อจะประกาศให้ทุกท่านทราบว่า ฉัน เจ้าหญิง อลาน่า มารี ชาริเต้ ได้คืนตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ และยศตำแหน่งทั้งหมดของฉันแก่กษัตริย์ เอ็ททิเอ็นพระราชบิดาแล้ว เพื่อเข้าบวชในคณะของซิสเตอร์โรซาน่า วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายสำหรับฐานันดรเจ้าหญิงของฉัน”

ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศทั่วทั้งที่ประชุมก็ตกเงียบกริบด้วยความตื่นตะลึง ทั่วทั้งที่ประชุมราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ แม้แต่วิโอเรียก็ยังนั่งทื่อเป็นท่อนไม้ดวงตาเบิกกว้างอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก ความคิดเรื่องการประกาศสละราชสมบัติของญาติผู้พี่ไม่ได้มีอยู่ในหัวของหล่อนเลย หล่อนคิดแต่ว่าต้องต่อสู้แย่งชิงเอาชนะมาให้ได้เท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หล่อนมึนงงจนทำอะไรไม่ถูก จึงได้แต่นั่งพยักหน้าหงึก ๆ ไม่รู้ว่าแค่รับรู้หรือพอใจกับสิ่งที่ได้ยิน
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 18 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ พ.ย. 09, 2011 11:24 pm

“กระหม่อมคัดค้าน!” เสียงตะโกนดังลั่นห้องจนปลุกทุกคนในที่ประชุมได้สติ ต่างหันไปมองทางที่มาของเสียงเป็นตาเดียว

อองเดร ออเนอเร่ ยืนตระหงั่นด้วยร่างกายที่สั่นเทิ่ม มือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว เขาแทบจะควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่อยู่ สิ่งที่ได้ยินนั้นราวกับคมมีดที่กรีดกระชากหัวใจของเขาออกมาทั้งเป็น

“เป็นไปได้อย่างไรกัน!? ศาสนจักรยินยอมให้รัชทายาทบวชหรือ?” อองเดรหันไปมองฟากสภาศาสนจักรด้วยสายตากล่าวหา
เจ้าหญิงอลาน่าทอดพระเนตรไปทางคาร์ดินัล มาร์สิลิโอ ด้วยรอยยิ้มแห่งความปลื้มปิติ ภาพแห่งความชื่นชมยินดียังคงแจ่มชัดในพระทัยของพระองค์


ในวันที่พระองค์ทรงไปพบ คาร์ดินัล มาร์สิลิโอ เพื่อขอคำอนุมัติยินยอมให้พระองค์เข้าบวชเป็นซิสเตอร์นั้น พระองค์ทรงสวดภาวนาแทบทั้งคืนเพื่อขอให้พระเจ้าเปิดทางพระองค์ เป็นความจริงที่ว่าการที่รัชทายาทของอาณาจักรที่สำคัญอย่างแอนดิซองจะถือบวชนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของแอนดิซอง

ในวันนั้น พระองค์ทรงหมายมั่นว่าจะทรงวิงวอนอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ได้คำอนุมัติมาให้ได้ ทันทีที่ทรงได้พบ คาร์ดินัล มาร์สิลิโอ พระองค์ก็ทรงแจ้งถึงความปรารถนาของพระองค์ทันทีด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม

คาร์ดินัล มีสีหน้าตกใจไม่น้อย นักบวชชรามองลึกเข้าไปในดวงเนตรของพระองค์ราวกับกำลังชั่งตวงคำพูดกับความตั้งใจของพระองค์

“พระองค์หมายความตามนั้นจริงหรือ?” ประมุขแห่งศาสนจักรแองดิซองถาม

“ฉันหมายความตามนั้นค่ะ โปรดอนุญาตตามความประสงค์ของฉันเถิดค่ะ ฉัน...”

“เราอนุญาต” คาร์ดินัล ผู้สูงวัยกล่าว

“...” เจ้าหญิงทรงนิ่งอึ้งไปด้วยเพราะคำตอบที่เกินกว่าจะคาดคิด “ท่าน... ท่านอนุญาตหรือคะ?” เจ้าหญิงทรงถามซ้ำด้วยดวงพระทัยที่เต้นระรัวราวกับกลองรบ ความปลาบปลื้มเปี่ยมล้นจนต้องใช้พระหัตถ์ทั้งสองประสานไว้ที่อกเพราะกลัวจะระเบิดออกมา

“ถูกแล้ว เราอนุญาต เพราะนี่เป็นสิ่งที่น่ายินดีและน่าชื่นชมอย่างที่สุด พระองค์ทรงสละไม่ติดใจในลาภยศสมบัติ แต่มุ่งหาความสุขเที่ยงแท้ กิจการดีต่าง ๆ ที่พระองค์ทำก็ล้วนชี้นำพระองค์มาสู่หนทางนี้อยู่แล้ว เมื่อเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงเรียกเจ้าหญิงให้มาเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ เราเป็นใคร ถึงจะกล้าอาจหาญขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าเล่า” คาร์ดินัล มาร์สิลิโอ กล่าวด้วยความชื่นชม “ท่านจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกชนชั้นสูงที่มัวหลงระเริงอยู่บนความสุขฝ่ายโลกจนหลงลืมพระเจ้า ท่านเป็นเจ้าหญิงองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่สละทรัพย์สมบัติมาถือบวช เรื่องราวและกิจการดีของท่านจะถูกเล่าขานไปทุกยุคทุกสมัย”

“ฉันไม่เคยแม้แต่คิด ว่าจะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่เล่าขานในประวัติศาสตร์ ฉันหวังเพียงได้รับใช้พระเจ้า รับใช้เพื่อนมนุษย์ นำความรักและพระเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปให้แก่ผู้ยากไร้และสิ้นหวังเท่านั้น”

ประมุขแห่งศาสนจักรแองดิซองยิ้มด้วยความพอใจ “พระองค์จะเป็นนักบวชที่ดีดังที่ทรงเป็นเจ้าหญิงที่ดี พระเจ้าทรงเมตตาแอนดิซองนักที่ประทานเจ้าหญิงมา และเราก็มีบุญนักที่ได้มีส่วนในการนี้ ถ้าท่านพร้อมเมื่อไหร่ ก็โปรดแจ้งความจำนงค์มา เราจะเป็นผู้ทำพิธีบวชให้กับท่านเอง”

“ขอบคุณค่ะ พระเจ้าทรงเมตตาฉันเหลือเกิน” เจ้าหญิงตรัสด้วยดวงพระเนตรที่พราวระยับ


เสียงพูดกล่าวหาศาสนจักรของอองเดรหยุดความคิดของเจ้าหญิงไว้แค่นั้น

“กระหม่อมขอคัดค้าน ใครจะทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เล่า ไม่มีใครเหมาะสมเท่าพระองค์อีกแล้ว ฝ่าบาทจะต้องทรงไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้แน่ ๆ “ อองเดรประกาศกร้าว

“เสด็จพ่อทรงประทานอนุญาตแกฉันแล้ว และทรงประทับตราแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนคนใหม่แล้วเช่นกัน” เจ้าหญิงทรงยกราชโองการที่มีตราของกษัตริย์เอ็ททิเอ็นประทับอยู่ขึ้นชูต่อหน้าที่ประชุม เรียกเสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่ว เจ้าหญิงทรงเปิดราชโองการและอ่านด้วยเสียงอันดัง

“ข้า กษัตริย์ เอ็ททิเอ็น แห่งแอนดิซอง ขอปลด แม่ทัพอองเดร ออเนอเร่ จากราชองครักษ์ประจำพระองค์ของเจ้าหญิงอลาน่า และแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนตำแหน่งที่ว่างลง อันจะมีผลตั้งแต่วันที่เจ้าหญิงอลาน่า มารี ชาริเต้สละยศเป็นสามัญชน”

อองเดรผู้ถูกสั่งสอนมาตลอดทั้งชีวิตให้จงรักษ์ภักดีต่อกษัตริย์และราชวงค์เหนือสิ่งอื่นใด ได้แต่ยืนทื่อราวกับหุ่น เพราะคำพูดของกษัตริย์ถือเป็นเด็ดขาด จะบิดพริ้วมิได้ เขาได้แต่กำมือแน่นจนเล็บแทบจะจิกทะลุฝ่ามือ อยากจะพังที่ประชุมสภานี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง เขานึกชีวิตที่ไม่ได้ปกป้องพิทักษ์เจ้าหญิงในอนาคตไม่ออกเลยสักนิด แค่คิดถึงวันที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างเจ้าหญิง หัวใจของเขาก็แหลกรานจะแทบกลายเป็นผุยผง เขาเหมือนคนจมน้ำที่กำลังตะเกียดตะกายด้วยเฮือกสุดท้ายของชีวิต อองเดรซวนเซจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ท่ามกลางเสียงคัดค้านและสนับสนุนที่ดังเซ็งแซ่

“แล้วอย่างนี้ อนาคตของแอนดิซองจะเป็นอย่างไรต่อไปนี่?”

“เจ้าหญิงจะทรงถือเพศบรรพชิตจริง ๆ หรือ?”

“เจ้าหญิงอย่าทรงทำเช่นนั้นเลย”

“แอนดิซองจะเข้าสู่ยุคใหม่หรือ?”

“ใครจะมาเป็นรัชทายาทกัน?”

“แล้วเศรษฐกิจการค้าจะเป็นอย่างไรเล่า?”

“โครงการต่าง ๆ ที่วางไว้จะเป็นอย่างไร?”

“เจ้าหญิงโปรดทรงทบทวนใหม่เถิด” อองเดร ทูลเสียงแตกพร่า ไม่สนใจว่าจะตกเป็นเป้าสายตาของใครหรือไม่

“ฉันคิดทบทวนอย่างดีแล้ว นับจากวันนี้ไป เธอไม่ใช่องครักษ์ของฉันอีกแล้ว ขอบคุณที่ดูแลปกป้องฉันอย่างดีมาตลอด ฉันจะระลึกถึงเธอในคำภาวนาเสมอ” เจ้าหญิงตรัสก่อนจะหันไปทางหมู่สภาทั้งสาม

“ฉันของปิดประชุมสภาในวันนี้” เจ้าหญิงตรัสก่อนจะดำเนินจากไปโดยไม่ทรงหันกลับมามองอีกเป็นครั้งที่สองราวกับว่าพระองค์ได้ทรงทิ้งยศศักดิ์ไว้ ณ ที่นั่นตลอดกาล
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 18 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ พ.ย. 09, 2011 11:24 pm

มาเม้าที่นี่จ้า


viewtopic.php?f=9&t=18510
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน