Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน อังคาร ต.ค. 23, 2018 12:28 am

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 16 @@

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


@@ นิยายSMN Epi9 Chapter 16 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 4:36 pm

Chapter 16



ราชองครักษ์อองเดรที่กำลังเดินตรงเข้ามาตามโถงทางเดินด้วยใบหน้าแข็งกร้าว ทำให้ใครๆก็พากันตัวสั่นงันงน พยายามมากที่สุดที่จะไม่เฉียดกรายผ่านไปทางนั้น เป็นที่รู้กันดีว่าหลังจากวันที่เจ้าหญิงทรงหมดสติไป ราชองครัก์อองเดรก็แทบจะเหมือนระเบิดที่พร้อมจะทำลายล้างอะไรก็ตามที่แลดูขัดหูขัดตา

“นี่มันอะไรกัน พระองค์ทรงเป็นอะไรกันแน่ ทรงไม่ได้สติมาห้าวันแล้วนะ!” เสียงแข็งเกรี้ยวกราดผิดวิสัยของราชองครักษ์ดังขึ้นพร้อมๆกับการจ้องมองใส่อีกฝ่ายอย่างแข็งกร้าว ทันทีที่ได้พบกันโดยบังเอิญตรงโถงทางเดิน

“ฉันจะตอบถ้าท่านจะลดเสียงและสงบอารมณ์ลงกว่านี้” ซิสเตอร์โรซาน่าพยายามนิ่งสงบให้มากที่สุด แม้จะตกใจกับท่าทีที่ดุดันของอีกฝ่าย

“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า ตอบมาเดี๋ยวนี้ ทำไมฝ่าบาทยังไม่ฟื้น ต้องใช้โอสถใด ต้องใช้พลังนักบวชอีกกี่คน” แม้จะยังอารมณ์พลุ่งพล่านแต่น้ำเสียงกลับเย็นยะเยือกต่างจากเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง

ซิสเตอร์โรซาน่าเอนตัวชะโงกมองผ่านไปทางที่ราชองครักษ์เพิ่งเดินจากมา ตลอดหลายวันมานี้เขาเอาแต่มายืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องบรรทมของเจ้าหญิง ทันทีที่เสร็จจากภารกิจปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุนประท้วง ซึ่งก็แน่นอนว่าเขาเองแทบจะไม่ได้พักผ่อนเลย ขอบตาจึงดูดำคล้ำและอิดโรยมากและนั่นก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่ายขึ้นด้วย

“พระองค์ไม่ได้ต้องการโอสถหรือการรักษาใดๆ เพียงแต่ดวงพระทัยของพระองค์บอบช้ำมาก พระองค์ทรงเก็บความทุกข์และความเครียดไว้ในพระทัยมานาน จนตอนนี้คงจะเลยจุดที่ดวงพระทัยทรงรับไว้หรือจะเรียกว่าทรงตรอมพระทัยจนประชวรก็ว่าได้”

อองเดรกัดฟันกรอด หายใจแรงด้วยความหงุดหงิด เขาโกรธตัวเองที่ไม่รู้จะทำอย่างไรให้เจ้าหญิงฟื้น โกรธพวกขุนนางและพวกสมาชิกสภาที่รวมหัวกันกดดันพระองค์ โกรธที่พวกประชาชนไร้สำนึกก่อความวุ้นวายจนเจ้าหญิงต้องทุกข์ใจจนประชวร โกรธพวกคนยากจนที่ทำให้พระองค์ทรงต้องเหน็ดเหนื่อยมานานหลายปีและโกรธซิสเตอร์ที่อยู่ตรงหน้า ที่ชักนำให้เจ้าหญิงต้องทำงานหนักแล้วยังทำหน้าเหมือนเข้าอกเข้าใจเขาเสียเต็มประดา

“ฉันรู้ว่าท่านเป็นห่วงเจ้าหญิงมาก ให้เวลาพระองค์สักหน่อยเถิด พระองค์จะทรงฟื้นเอง เมื่อพระองค์พร้อม”

“แล้วมันเมื่อไหร่เล่า อีก 1ชั่วโมง อีก 1วัน หรืออีก 1ปี !? ” อองเดรกระแทกเสียงจนซิสเตอร์โรซาน่าอดสะดุ้งไม่ได้

“ฉันเองก็ตอบไม่ได้ แต่ฉันก็ร้อนใจไม่แพ้ท่านหรอก ฉันจะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้พระองค์ทรงฟื้นและกลับมาแข็งแรงดังเดิม”

ทันใดนั้นนายทหารนายหนึ่งก็ก้าวเข้ามา

“ท่านราชองครักษ์” เขาทำความเคารพโดยไม่เอ่ยใดๆอีก แต่อองเดรก็รู้ได้ว่ามีภารกิจด่วน อองเดรหรี่ตามองซิสเตอร์โรซาน่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินจากไปโดยมีนายทหารตามไปด้วย ทิ้งให้ซิสเตอร์โรซาน่ายืนอยู่ลำพังตรงโถงทางเดิน ซิสเตอร์โรซาน่ามองตามหลัง นายทหารใหญ่พลางส่ายหน้าช้าๆ ด้วยความหนักใจ ในวันที่เจ้าหญิงทรงหมดสติไป ราชองครักษ์ก็ออกปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงทันทีเพราะเพียงแค่บานประตูปราสาทเปิดออกและบรรดาผู้ชุมนุมประท้วงตั้งท่าจะกรุกันเข้ามา แต่แค่เพียงเห็นว่าผู้ยืนขวางประตูคือราชองครักษ์อองเดรที่จ้องมองด้วยดวงตาแข็งกร้าวพร้อมกับไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากดาบน้ำแข็งก็ทำให้บรรดาผู้ชุมนุมต้องรีบถอยกรูดอย่างรวดเร็ว แต่พวกที่อยู่ด้านหลังมองไม่เห็นว่าข้างหน้ามีอะไรหรือใครขวางอยู่จึงต่างเฮโลกันเข้ามา เพียงแค่ราชองครักษ์ตวัดดาบเพียงครั้งเดียว แท่งน้ำแข็งก็พุ่งแหวกผ่านผืนดินเป็นทาง สังหารผู้คนที่อยู่ในรัศมีตายไปเกือบร้อยในคราเดียว ทันทีที่ลงดาบแรก ความโกลาหลก็เกิดขึ้นทันที ทุกคนต่างหวีดร้องวิ่งหนีเอาตัวรอดกันจ้าละหวั่น แต่เพราะความแออัดยัดเยียดและสับสนอลหม่านจะมีสักกี่คนที่สามารถหนีรอดคมดาบของราชองครักษ์ผู้เป็นจอมทัพแห่งแอนดิซองได้ ในวันนั้นราชองครักษ์ออกงเดรสังหารผู้ชุมนุมประท้วงไปหลายร้อยคน ถนนหน้าปราสาทแทบจะถูกย้อมเป็นสีแดงด้วยเลือดมนุษย์

ราชองครักษ์ออกเดรในวันนั้นที่ซิสเตอร์โรซาน่าได้เห็น พาลทำให้รู้สึกขนพองสยองเกล้าทุกครั้งที่นึกถึง ไม่ใช่เพียงเพราะว่าการสังหารอย่างโหดเหี้ ยมหรือคราบเลือดที่ชโลมชุดเกราะและแทบจะเปลี่ยนผมสีซีดของเขาให้กลายเป็นสีแดง แต่เพราะใบหน้าที่นิ่งเฉยไร้สีหน้าและอารมณ์ของราชองครักษ์อองเดรต่างหาก มันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขาพร้อมจะฆ่าใครก็ได้เพื่อเจ้าหญิงโดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลยเหมือนแค่ฟันกิ่งไม้ใบหญ้าที่ไม่มีชีวิต และที่ผ่านๆมาทั้งบรรดาขุนนางหรือสมาชิกสภาที่โจมตีเจ้าหญิงอลาน่าพวกเขารอดชีวิตอยู่ได้เพราะมีเจ้าหญิงคอยปรามราชองครักษ์มาตลอด แต่ก่อนซิสเตอร์ยังเชื่อว่าราชองครักษ์อาจแค่ข่มขู่หรือแค่สั่งสอนให้บาดเจ็บ ทว่าเดี๋ยวนี้ซิสเตอร์แน่ใจแล้ว่าเขาพร้อมจะลงมืออย่างไม่สะทกสะท้านโดยไม่สนว่าจะเป็นใครหรือมีจำนวนเท่าไหร่ ซิสเตอร์โรซาน่าถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางมองทางเดินที่บัดนี้ว่างเปล่าด้วยใบหน้าหม่นหมองลง

“ท่านก็เป็นเหตุแห่งความหนักใจของเจ้าหญิงเช่นกันนะ ท่านอองเดร”



เจ้าหญิงทรงอ่อนเพลียเกินกว่าจะลืมพระเนตรขึ้นไหว แต่จริงๆแล้วพระองค์ก็ทรงรู้สึกดีเหมือนกันที่ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก ว่าอีกใจก็เตือนขึ้นมาว่าพระองค์ยังมีอะไรต้องทำอีก แต่แล้วความคิดที่ไม่อยากรับรู้อะไรอีกของพระองค์ก็เป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง จิตใต้สำนึกของพระองค์จมดิ่งลงไปเรื่อยๆ เหมือนนาวาใหญ่ที่อัปปางลงสู่ห้วงทะเลลึก ไม่มีแสง ไม่มีเสียง ไม่มีใคร จนเมื่อเริ่มมีเสียงอะไรบางอย่างที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เหมือนเสียงพึมพำอะไรบางอย่างดังแว่วมาจากที่ไกลๆ เจ้าหญิงทรงพยายามไม่สนพระทัย แต่เสียงนั้นยังคงดังขึ้นเป็นระยะๆ จนอดไม่ได้ที่จะเงี่ยพระกรรณฟัง

“เจ้าหญิง....อลาน่า” เสียงแผ่วๆ ดังขึ้นเบาๆ เหมือนเสียงของเด็กกำลังเรียกหาพระองค์ เป็นเสียงที่ฟังคุ้นหู เหมือนพระองค์เคยได้ยินมาก่อน “เจ้าหญิง...เจ้าหญิง”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 16 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 4:37 pm

“ใคร...เธอเป็นใคร?” เจ้าหญิงทรงมิอาจเพิกเฉยต่อเสียงที่ร้องเรียกหาพระองค์ เหมือนที่พระองค์มิอาจเพิกเฉยเสียงร้องเรียกของบรรดาคนยากจนและผู้เดือนร้อน

“เจ้าหญิง...เจ้าหญิงอลาน่า” เสียงนั้นยังคงเรียกอย่างแผ่วเบา

“เธอเป็นใคร?” ต้องการให้ฉันช่วยอะไรหรือ?” เจ้าหญิงตรัสถามไปตามสัญชาตญาณ

“เจ้าหญิง...เจ้าหญิง” เสียงนั้นยังคงเรียกต่อไป จนในที่สุดเจ้าหญิงจึงทรงลืมพระเนตรขึ้น เมื่อพบว่าพระองค์ทรงอยู่ในที่ๆมืดสนิท มืดเสียจนพระองค์ทรงมองไม่เห็นพระหัตถ์ของพระองค์เอง

“เจ้าหญิง...เจ้าหญิงอลาน่า” เสียงนั่นเรียกขึ้นอีกครั้ง

“ฉัน...ฉันอยู่ที่นี่” เจ้าหญิงตรัสออกไปเช่นนั้น พระองค์ทรงคิดว่าเด็กคนนี้คงจะติดอยู่ในที่มืดนี้เหมือนพระองค์ จึงร้องเรียกให้พระองค์ช่วย

เพียงสักพัก พระองค์ก็รู้สึกว่ามีมือเล็กๆ มาจับพระหัตถ์ขวาของพระองค์ พระองค์ทรงยิ้มอย่างโล่งอก พระองค์ไม่รู้เลยว่าทรงอยู่ในที่มืดมิดเช่นนี้ ตอนที่ทรงลืมพระเนตรขึ้นแล้วพบว่าทรงอยู่ที่นี่ พระองค์ก็รู้สึกหวั่นพระทัยอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

“หนู...ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ฉันจะพาหนูออกไปจากที่นี่เอง” เจ้าหญิงทรงออกเดินโดยจูงมือเด็กคนนั้นไปด้วย แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่ความมืด เจ้าหญิงเดินวนไปวนมาแต่ก็หาทางออกไม่เจอ มีแต่ผนังรอบด้าน แต่ไม่ว่าจะใช้มือคลำไล่ไปตามกำแพงเท่าไหร่ก็ไม่เจอช่องหรือประตูทางเข้าเลย มีแต่ความมืดมิดและไม่มีทางออก

“เราออกไปจากที่นี่กันเถอะเจ้าหญิง” เสียงเด็กคนนั้นดังขึ้นข้างกายพระองค์

“ฉันขอโทษนะจ๊ะ ฉันยังหาทางออกไม่เจอเลย” เจ้าหญิงน้ำเสียงสลดลง

“ทางออกอยู่ตรงนั้น” แม้จะมองไม่เห็นแต่ทำไมพระองค์ถึงรู้สึกว่าเด็กคนนั้นชี้นิ้วขึ้นไปข้างบนก็ไม่อาจทราบได้ เจ้าหญิงทรงเงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน ก็จึงได้เห็นแสงบางๆ ลอดผ่านใต้ช่องประตู แล้วจึงได้เห็นแนวบันไดเป็นขั้นๆ ทอดไปยังกึ่งกลางห้อง นี่เองที่ทำให้พระองค์หาทางออกไม่เจอ เจ้าหญิงก้าวไปทางที่คิดว่าเป็นบันได ก่อนจะไปสะดุดที่บันไดขั้นแรกจนล้มคะมำลง

“ลำบากหน่อยนะจ๊ะ แต่เรามาถูกทางแล้ว” เจ้าหญิงตรัสแต่ก็เหมือนตรัสบอกตัวพระองค์เองด้วยเช่นกัน จนเจ้าหญิงทรงค่อยๆก้าวขึ้นบันไดที่สูงชันอย่างยากลำบาก บันไดสูงมากจนพระองค์เหนื่อยจนหอบ

“อีกนิดเดียว...ใกล้จะถึงแล้วนะจ๊ะ” เจ้าหญิงตรัสปนหอบ

และทันทีที่พระหัตถ์ของพระองค์สัมผัสถูกบานประตู ประตูก็เปิดออก แสงจ้าก็สาดส่องเข้ามา แต่แสงจ้านั้นกลับสบายตาจนพระองค์ไม่ต้องหรี่พระเนตรเพื่อมองฝ่าแสงนั้น เจ้าหญิงก้าวข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามาในห้องที่อาบแสงเจิดจ้าด้วยความตะลึงงั้น เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเด็กน้อยก็หายไปแล้วพร้อมกับประตูบานที่พระองค์เพิ่งผ่านออกมาก็หายไปด้วย

“หนู...หนูจ๊ะ หนูอยู่ที่ไหน?” เจ้าหญิงทรงวิตกกัลวลขึ้นอีกครั้ง แม้จะอยู่ในห้องที่สว่างไสวแล้ว แต่การอยู่คนเดียวก็ทำให้เกิดความหวั่นไหวได้เช่นกัน เจ้าหญิงทรงมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบใคร

“เจ้าหญิง...เจ้าหญิง” เสียงเด็กคนเดิมดังแผ่วๆ ขึ้นอีกครั้ง

เจ้าเจ้าหญิงทรงมองไปตามทิศทางของเสียง สักพักก็ทรงสังเกตเห็นบานประตูสีขาวบานใหญ่อีกบาน ทีแรกพระองค์ไม่ได้สังเกตเห็นประตูบานนี้ เพราะมัวแต่มองตามจุดเล็กๆ แต่ที่จริงแล้วประตูบานนี้ใหญ่มาก ถ้าไม่กวาดสายตากว้างๆ คงยังสังเกตไม่เห็น เจ้าหญิงทรงเดินตรงเข้าไปหาประตูบานนั้นแต่ด้วยความใหญ่โตของบานประตูทำให้พระองค์ทรงลังเลที่จะเปิดมันออก ประตูบานใหญ่กว่าตัวพระองค์หลายเท่า พระองค์จะมีแรงเปิดมันได้อย่างไร เจ้าหญิงทรงรู้สึกห่อเหี่ยวพระทัยอีกครั้ง

“เจ้าหญิง อีกนิดเดียว เร็วเข้า” เสียงเด็กคนเดียวดังมาจากหลังประตูบานใหญ่

เจ้าหญิงทรงเปิดพระเนตรกว้างประตูบานใหญ่ขนาดนี้ เด็กคนนั้นเปิดแล้วข้ามไปอีกฝั่งได้อย่างไรกัน หรือว่าประตูไม่ได้หนักอย่างที่คิด เจ้าหญิงทรงคิดดังนั้นจึงเกิดแรงฮึดขึ้นอีกครั้ง พระองค์ยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นนาบกับบานประตู แล้วออกแรงดันจนสุดแรง ทีแรกดูเหมือนประตูจะไม่ขยับแต่เมื่อลองออกแรงดันต่อไปเรื่อยๆ บานประตูก็ค่อยๆเคลื่อนออกช้าๆ ก่อนจะค่อยๆเร็วขึ้นๆจนเกิดแสงจ้าที่เจิดจ้ายิ่งกว่าครั้งแรก เจิดจ้าจนดวงพระเนตรของพระองค์พร่ามัวไปชั่วขณะ เจ้าหญิงทรงยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรไปมา

“อลาน่า ลูกฟื้นแล้ว”

เสียงที่อ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยดังขึ้นข้างกายจนทำให้เจ้าหญิงทรงพระกายแข็งทื่อไปชั่วครู เจ้าหญิงทรงกระพริบพระเนตรถี่ๆเพื่อปรับให้ชินกับแสงที่สาดเข้ามา ภาพเงาพร่ามัวตรงหน้าค่อยๆ จับตัวกันเป็นรูปร่างคน พระทัยของพระองค์เต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว พระองค์ต้องกำลังฝันอยู่แน่ๆ และทันทีที่สายพระเนตรปรับภาพตรงหน้าจนทอดพระเนตรได้แจ่มชัด

“เสด็จแม่” ตรัสได้เพียงเท่านั้น สตรีสูงศักดิ์ทั้งสองก็กอดกันแน่นก่อนจะร้องไห้ด้วยความคิดถึง

หลังเสียงกระดิ่งอันเป็นสัญญาณบอกถึงเหตุความเป็นไปภายในห้องบรรทมดังขึ้น บรรดาข้าราชบริพารที่อยู่บริเวณนั้นต่างๆไชโยโห่ร้อง และรีบไปจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้หยูกยา อาหารมาให้เจ้าหญิงตามหน้าที่ของตน มีเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องบรรทม ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยกับรอยยิ้มจางๆ ที่ปรากฎบนริมฝีปากเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหายไปก็บ่งบอกถึงความรู้สึกของเจ้าของรอยยิ้มนั้นได้เป็นอย่างดี เขายืนอยู่อย่างนั้นอีกครู่ใหญ่ก่อนจะโค้งคำนับบานประตูห้องบรรทม แล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 16 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 4:37 pm

หลังจากทรงหมดสติไปหลายวัน ร่างกายของเจ้าหญิงจึงดูซีดเซียวและซูบผอม ดีที่ได้พลังแห่งการรักษาของบรรดาซิสเตอร์ช่วยประคับประคองอาการของเจ้าหญิงไว้ จึงทำให้เจ้าหญิงไม่ถึงกับประชวรจนถึงขั้นทรุดหนักดังที่คาดการณ์กันไว้ และเมื่อเจ้าหญิงทรงได้พักผ่อนเต็มที่ เสวยได้ดีและมีพระมารดาอยู่เคียงข้าง พระอาการของเจ้าหญิงก็ทรงดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นที่พอใจของบรรดาหมอหลวงที่ดูแลพระองค์

ด้านเหตุการณ์ความวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นโดยรอบเมืองท่านั้นก็แทบจะเรียกได้ว่าสงบราบคราบ เพราะหลังจากการออกปราบปรามอย่างหนักของกองทัพและการเสด็จมาถึงของพระราชินีคอรัลลี่ก็ทำให้ความเคลื่อนไหวจากฝ่ายต่างๆ แทบจะหยุดชะงักลงทันที จะด้วยเพื่อประเมินสถานการณ์หรือเกรงกลัวต่ออำนาจของกองทัพหรือพระราชินีก็ตาม อย่างน้อยก็ทำให้เหตุการณ์ความวุ่นวายนี้สงบลงได้ แต่จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนก็ไม่อาจทราบได้

ครั้งกล่าวถึงพระราชินีคอรัลลี่ พระราชินีแห่งกษัตริย์เอททิเอ็นนั้น เมื่อตอนที่ทรงได้ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่ฝั่งเมืองท่านั้นก็ทรงร้อนพระทัยยิ่งนัก ทั้งกษัตริย์เอททิเอ็นเองทรงวุ่ยวายพระทัยเช่นกัน ทั้งสองพระองค์ไม่ได้พบหน้าเจ้าหญิงมานานหลายปี เพราะต่างมีภาระหน้าที่มากมายและศัตรูที่จ้องจะคอยหาโอกาสล้มล้างแย่งชิงราชบัลลังก์ของพระองค์ก็ยังมีอยู่ จึงทำให้พระองค์ไม่สามารถพบปะไปมาหาสู่กันได้บ่อยนัก แต่ครั้นเมื่อพระองค์ทรงได้รับสารแจ้งข่าวว่าเจ้าหญิงทรงประชวรหนักและยังไม่ได้สติ ซ้ำยังเกิดการประท้วงและประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจากการปราบปราม รวมถึงขุนนางระดับสูงจากตระกูลโอดิลอนก็มาเสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบ จึงทำให้กษัตริย์เอททิเอ็นและราชินีคอรัลลี่ตัดสินพระทัยให้ราชินีคอรัลลี่เสด็จมาที่เมืองท่าแอนดิซองทั้งเพื่อเยี่ยมอาการของบุตรีและประเมินสถานการณ์ในเขตเมืองท่าว่ามีความรุนแรงมากน้อยเพียงไร

ภายในห้องบรรทมของเจ้าหญิง บรรยากาศดูอบอุ่นและสดใส แสงแดด ส่องผ่านม่านลูกไม้สีขาวเข้ามา ทำให้แสงที่ลอดผ่านเข้ามาแลดูนุ่มสายตา ลมทะเลพัดเอาอากาศภายนอกที่เริ่มอบอุ่นเข้ามาเพราะแอนดิซองเวลาที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เสียงสนทนาของสตรีผู้สูงศักดิ์ตั้งสองดังแว่วออกมาจากที่บรรทมเป็นระยะๆ ทุกวันหลังจากที่พระราชินีคอรัลลี่เสร็จสิ้นจากภารกิจว่าราชการแทนเจ้าหญิงอลาน่า พระองค์ก็จะมาเยี่ยมและพูดคุยกับเจ้าหญิงจนมืดค่ำทุกวันเหมือนจะทรงชดเชยช่วงเวลาหลายปีที่ไม่ได้พูดคุยกันลำพังตามประสาแม่ลูก

“นานแล้วนะเพคะ ที่เราไม่ได้มีเวลาพูดคุยกันอย่างสบายๆแบบนี้” เจ้าหญิงอลาน่าตรัส พลางนั่งเอนหลังพิงกับหมอนบนที่บรรทม “การที่ไม่สบายหนักๆนี่ก็ดีเหมือนกันนะเพคะ”

“มันดีเพราะตอนนี้ลูกฟื้นแล้ว แต่ถ้าลูกไม่ฟื้นนี่สิ ไม่ดีแน่ หัวใจแม่พาลจะหยดเต้นตอนที่ม่เห็นสภาพของลูกในวันแรก” ราชินีคอรัลลี่ตรัสด้วยน้ำเสียงเศร้าแม้จะยังทรงยิ้มอยู่

“ลูกต้องขออภัยเสด็จพ่อ เสด็จแม่ด้วยที่ทำให้ต้องทรงเป็นห่วงขนาดนี้ ฝากเสด็จแม่ขออภัยเสด็จพ่อให้ลูกด้วย”

“เหลวไหล นี่ไม่ใช่ความผิดของลูกเลย พ่อกับแม่ต่างหากที่ต้องขอโทษลูกที่ให้ลูกรับภาระหนักเกินตัวอย่างนี้” ราชินีคอรัลลี่ยกพระหัตถ์ขึ้นลูบใหน้าของบุตรสาวด้วยความรัก พลางพิจารณาริ้วรอยแห่งความเหน็ดเหนื่อยและเคร่งเครียดที่ปรากฎให้เห็น แม้เจ้าหญิงจะไม่เคยแจ้งว่าพระองค์ทรงถูกกลั่นแกล้งหรือกดดันใดๆให้ทรงได้รับรู้ นอกจากการรายงานสถานการณ์และความเป็นไปต่างๆในเมืองท่า แต่ก็ใช่ว่าทั้งสองพระองค์จะไม่ทรงทราบ เพราะทั้งสองพระองค์ก็มีสายคอยรายงานอยู่เป็นระยะๆ “เหนื่อยมากใช่ไหมลูกรัก ?”

แค่ประโยคเพียงประโยคเดียวก็แทนคำพูดและความเข้าใจได้มากมายเหลือเกิน เจ้าหญิงอลาน่าทรงยกพระหัตถ์ขึ้นกุมพระหัตถ์พระมารดาที่ยังคงลูบไล้พระปรางค์ของพระองค์อย่างแผ่วเบา เจ้าหญิงไม่ทรงตอบใดๆ เพียงแต่สบพระเนตรของพระมารดา ดวงเนตรของพระองค์ก็สื่อใจความไม่ต้องเอื่อนเอ่ยใดๆอีก

“โธ่...ลูกรัก” ราชินีคอรีลลี่ทรงรู้สึกท้อพระทัย

“เสด็จแม่...” เจ้าหญิงเริ่มแต่ก็ทรงเงียบไป ก่อนจะค่อยๆ ลดพระหัตถ์ของพระมารดามากุมไว้ที่ตัก ทรงสูดหายใจเข้าอย่างแรง คล้ายกำลังทรงรวบรวมความกล้า

“ลูกอยากจะบอกอะไรแม่รึ?” ราชินีคอรัลลี่ทรงขมวดคิ้ว ตรัสถามด้วยความสงสัยในอากัปกริยาของเจ้าหญิง

เจ้าหญิงทรงกระชับพระหัตถ์ของพระมารดาแน่น พลางสบพระเนตรของพระมารดาด้วยความแน่วแน่ “ลูกอยากบวชเพคะ”
ราชินีคอรัลลี่ถึงกับตะลึงนิ่งอึ่งไปพักใหญ่เมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น

“เสด็จแม่?” เจ้าหญิงทรงเรียกเมื่อพระมารดาทรงนิ่งเงียบไปนาน

“ลูก...ลูกแน่ใจแล้วหรือ?” ราชินีคอรัลลี่ตรัสด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความกังวลในพระทัย แต่ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่ฉายในแววตาของบุตรีก็เป็นคำตอบที่มากเกินพอสำหรับพระองค์

ราชินีคอรัลลี่ทรงลุกดำเนินไปทางหน้าต่างที่อยู่ใกล้แท่นบรรทม หันหลังให้บุตรีคล้ายจะขอเวลาสักครู่เพื่อคิดตริตรองถึงสิ่งที่ได้ยินมา

“เสด็จแม่...” เจ้าหญิงทรงเรียกพระมารดาด้วยน้ำเสียงวิงวอนระคนเศร้า เพราะทรงรู้ว่าคำตอบของพระองค์เป็นเรื่องใหญ่ และมีผลกระทบต่อบุคคลจำนวนมาก

“ลูกรู้ตัวใช่ไหมว่ากำลังขออะไรจากแม่” ราชินีคอรัลลี่ตรัสเสียงเบาด้วยความเศร้า พระองค์ทรงรู้มาตลอดว่าเจ้าหญิงแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ทั้งจริยวัตรที่งดงาม ทั้งความห่วงใยในราษฎร และคุณธรรมที่ยึดมั่นในพระศาสนา ทรงหวังว่าเจ้าหญิงจะเป็นราชินีที่ยิ่งใหญ่ นำพาให้อาณาจักรแอนดิซองยิ่งใหญ่และเป็นปึกแผ่น แต่ในใจลึกๆของพระองค์ก็คิดอยู่บ่อยครั้งหากเจ้าหญิงเป็นนักบวช ก็คงจะเป็นนักบวชที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน

“แม่เคยได้รับสาส์นจากหลายคนว่า ลูกถูกซิสเตอร์โรซาน่ายุยงจนถึงล่อลวงให้หลงงมงายในศาสนาจนดำเนินชีวิตเหมือนซิสเตอร์ แต่งองค์ชุดนักบวช...”

“นั่นมันไม่จริงเลยเพคะ ซิสเตอร์โรซาน่า...”

“แม่รู้จ๊ะ” ราชินีคอรัลลี่ตรัสแทรกขึ้น “แม่รู้จักซิสเตอร์โรซาน่าดีตั้งแต่เราเรียนอยู่ด้วยกัน แม่รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร เพราะเหตุนั้นแม่จึงวางใจให้เขาอบรมสั่งสอนลูก และแม่ก็รู้จักลูกมาตั้งแต่เกิด แม่เห็นมาตลอดว่าลูกพิเศษกว่าเด็กอื่นๆอย่างไร เพียงแต่แม่พยายามมองข้ามมันไปเอง” ราชินีคอรัลลี่ดำเนินกลับมาประทับที่ข้างแท่นบรรทมตามเดิม

“เมื่อลูกก้าวเข้าสู่เพศบรรพชิตแล้ว ลูกจะสึกออกมาใช้ชีวิตธรรมดาอีกไม่ได้แล้ว ลูกรู้ใช่ไหม ?”

“ลูกทราบเพคะ”

“เมื่อลูกสละฐานันดรแล้ว จะไม่มีใครคอยปรนนิบัติรับใช้ลูกเหมือนแต่ก่อน ลูกรู้ใช่ไหม ?”

“ลูกพร้อมที่จะสละความสุขสบายฝ่ายโลกเพคะ”

ราชินีคอรัลลี่ทรงได้ยินดังนั้นก็พยักพระพักตร์ช้าๆ ก่อนจะทรงสวมกอดบุตรี

“ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแม่เลยที่จะยอมรับ แต่ความแน่วแน่ในดวงตาของลูกก็ทำให้แม่รู้ว่านี่แหละคือชีวิตของเจ้า เอาเถอะแล้วแม่จะช่วยพูดกับเสด็จพ่อให้”

“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จแม่”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 16 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 4:42 pm

หลังจากวันที่อิสฮานได้เปิดเผยความลับที่ว่าตนคือโอรสที่หายสาบสูญไปของกษัตริย์ซาดินแห่งจักรวรรดิซาโลมให้แก่ผู้เฒ่าวูจินได้รับรู้ เขาก็รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขในการใช้ชีวิตในฟูดินันมากยิ่งขึ้น เพราะอย่างน้อยก็ปู่วูจินที่รู้ว่าเขาเป็นใคร จึงเหมือนมีที่ว่างให้เขาได้พักผ่อนอย่างสบายโดยไม่ต้องคอยหวาดระแวงและระมัดระวังตัว

อิสฮานนั่งห้อยขาบนกิ่งไม้เอนกายพิงลำต้น มองภาพกิ่งไม้และใบไม้ที่ถูกลมพัดเบาๆจนโยกไปมาเป็นจังหวะ ทำให้เห็นเป็นเหมือนใบไม้กำลังเต้นระบำโดยมีท้องฟ้าสีฟ้าใสเป็นฉากหลัง เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆ เสด็จปู่ของเขาจะมีเมตตาและรอบรู้เหมือนผู้เฒ่าวูจินไหมหนอ พาย้อนนึกถึงเรื่องของเสด็จปู่ที่ท่านนาริสเคยเล่าให้ฟัง เขาพยายามนึกจินตนาการภาพของเสด็จปู่แต่ก็จนปัญญา เราพะเสด็จพ่อทำให้เรื่องของเสด็จปู่กลายเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ยอมแม้แต่ให้มีการกล่าวถึง และแล้วรอยยิ้มของอิสฮานก็เลือนหายไป เมื่อนึกถึงท่านนาริส ๆม่รู้ว่าท่านนาริสจะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเวลานี้บลาสเซจได้เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของซาโลม แล้วท่านนาริสหายไปไหน ท่านนาริสต้องไม่ยอมให้บลาสเซจเป็นกษัตริย์แน่ๆ ท่านนาริสอาจกำลังตามหาเขาอยู่ก็ได้ แต่แล้วภาพเหตุการณ์ในวันที่พระมารดาต่อสู้กับบลาสเซจก็ผุดขึ้นมาในหัวเขาอีกครั้ง อิสฮานถึงกับหน้าถอดสีตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ แล้วถ้าเกิดท่านนาริสต่อสู้กับบลาสเซจจริงๆ หรือว่าท่านนาริสได้พบชะตากรรมเดียวกับเสด็จแม่ ใจของอิสฮานจมดิ่งลงอีกครั้ง

ทันใดนั้นนกเนด้า <Naeda > ตัวหนึ่งโฉบลงมาใกล้ๆ กับเขาทำให้อิสฮานหลุดออกมาจากห้วงความคิดที่น่าหวาดหลั่นนั้น เด็กหนุ่มชันตัวขึ้นนั่งหลังตรงก่อนจะสะบัดศีรษะไปมาแรงๆ คล้ายพยายามสลัดความคิดเมื่อสักครู่ออกไป ตรงก่อนจะสะบัดศีรษะไปมาแรงๆ คล้ายพยายามสลัดความคิดเมื่อสักครู่ออกไป

“มานั่งเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไม ไปหาพี่วานาอันดีกว่า” ว่าพลางก็เหวี่ยงตัวลงมาตามกิ่งไม้แล้วออกวิ่งไปตามเส้นทางที่นำไปสู่มหาพฤกษาอิกดราซิล

เด็กหนุ่มเลือกใช้เส้นทางลัดที่ตัดผ่านย่านตลาดของหมู่บ้าน ซึ่งค่อนข้างจะมีคนพลุกพล่านอยู่สักหน่อย เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยกล้าผ่านที่ๆมีคนเยอะนัก พยายามทำตัวเรียบๆ ไม่โดนเด่น เพราะเกรงว่าตนจะทำตัวไม่กลมกลืนกับชาวฟูดินันจนอาจทำให้ใครๆสงสัย แต่หลังจากอาศัยอยู่ในฟูดินันมากกว่าปี ทั้งจากการฝึกฝนเลียนแบบกริยาท่าทางอย่างชาวฟูดินันมาตลอด ทำให้เวลานี้เขาดูเหมือนชาวฟูดินันอย่างสมบูรณ์ กระทั่งหากมีคนต่างถิ่นผ่านเข้ามา ก็คงคิดว่าเขาเป็นชาวฟูดินันโดยกำเนิด นั่นทำให้อิสฮานมีความมั่นในการปรากฏตัวในที่สาธารณะ หน่ำซ้ำเวลานี้ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มักจะมีชาวฟูดินันเข้ามาทักทายพูดคุยกับเขาเสมอ ไม่ใช่เพราะความมีอัธยาศัยไมตรีที่เป็นอุปนิสัยของชาวฟูดินัน แต่เป็นเพราะตั้งแต่กลุ่มเด็กๆ ที่อิสฮานเป็นหัวเรี่ยวกัวแรงก่อตั้งขึ้นมาสามารถปกป้องหมู่บ้านให้ปลอดภัยจากการบุกปล้นสะดมของบรรดาโจรป่าได้ อิสฮานก็กลายเป็นคนดังขึ้นมาทันที

ดังนั้นตลอดเส้นทางที่อิสฮานวิ่งผ่าน จึงมีทั้งชายหนุ่ม หญิงสาว คนเฒ่าคนแก่หรือแม้แต่เด็กๆ ที่ทักทายพูดคุยกับเขาไปแทบจะตลอดทาง ซึ่งก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจมิใช่น้อย ที่ได้รับการยอมรับจากชาวฟูดินัน

หลักจากวิ่งผ่านเขตหมู่บ้านเข้าสู่เขตชายป่าได้สักพักใหญ่ ความคิดของเด็กหนุ่มก็เริ่มจดจ่ออยู่ที่วานาอัน ใบหน้าของเขากังวลขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกว่าช่วงนี้วานาอันดูจะพูดจากับเขาน้อยลง หรือเป็นเพราะมัวแต่เล่นอยู่กับชินชิน อิสฮานขมวดคิ้วลงอีก ชินชินน่ารักก็จริงอยู่ เขาเองก็รู้สึกชอบมันอยู่ไม่น้อย แต่บางครั้งก็รู้สึกหมั่นไส้มันเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่พี่วานาอันเอาแต่เล่นอยู่กับมันจนแทบไม่คุยกับเขา ระหว่างที่กำลังคิดเพลิดเพลินอยู่นั้น เท้าก็ไปสะดุดเข้ากับรากไม้จนล้มคะมำ

“อ้า!! บ้าชะมัด” อิสฮานสบถพลางปัดฝุ่นดินออกจากตัว ก่อนจะเริ่มวิ่งต่อไป

เป็นเวลาบ่ายมากแล้ว ความร้อนแรงของดวงอาทิตย์ค่อยๆแผ่วลง แสงแดดจ้าค่อยๆเปลี่ยนเป็นแสงรำไร วานาอันนั่งเอาหลังเอนผิงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่กิ่งก้านสาขาของมันแผ่ออกเป็นวงกว้าง สร้างร่มเงาให้กับพื้นที่โดยรอบ สายลมโชยพัดความหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ที่อยู่ทั่วบริเวณนั้นจนหอมฟุ้งสร้างความเพลิดเพลินใจให้กับหญิงสาวเป็นอย่างมาก ข้างตัวมีตะกร้าอยู่สองใบ ใบหนึ่งใหญ่ขนาดหนึ่งคนโอบ ส่วนอีกใบมีขนาดเล็กกว่าใบแรกครึ่งหนึ่ง ทั้งสองใบบรรจุดอกไม้สารพัดสีจนเต็มตะกร้า มือของหญิงสาวกำลังวนอยู่กับการมัดเกลี่ยวมงกุฏดอกไม้สีชมพูแซมขาว

“เอาหล่ะ! เสร็จเรียบร้อยแล้วจ๊ะ ชินชิน” หญิงสาวสอดเกลี่ยวสุดท้ายเพื่อให้มงกุฏดอกไม้คงรูปทรงวงกลมไว้ได้ พลางเงยหน้าขึ้นมองหาชินชิน “อ่ะ ไม่ได้นะ อย่างเพิ่งกินสิ” หญิงสาวร้องห้ามเมื่อเห็นว่าชินชิน กำลังกินกำไลดอกไม้ที่หญิงสาวอุตส่าห์ถักคล้องแขนทั้งสองข้างให้

ชินชิน เงยหน้ามองหญิงสาวก่อนจะเลื่อนสายตาสีแดงสุกใสไปยังมงกุฏดอกไม้ในมือ ชินชินกระโดดเข้าหามงกุฏดอกไม้ ทำให้หญิงสาวหัวเราะร่วนพลางชักมือหนี

“อ๊ะ! อ๊ะ! อย่างเพิ่งสิจ๊ะ ยังไม่ทันจะใส่เลยจะกินเสียแล้ว”

ชินชินนั่งมองพลางกระดิกหางไปมา เหมือนจะยอมทนรออีกสักหน่อย หญิงสาวยิ้มก่อนจะค่อยๆ บรรจงวางมงกุฏดอกไม้ลงบนหัวของชินชิน มงกุฏดอกไม้สีชมพู แซมขาว ล้อมรอบเขาที่เรืองแสงของชินชินได้เป็นวงพอดี หญิงสาวตบมือทีหนึ่งคล้ายชอบใจ พลางยิ้มกว้าง

“นึกแล้วว่าจะต้องดูน่ารักแบบนี้”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 16 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 4:43 pm

ชินชินก็ดูเหมือนจะชอบใจอยู่ไม่น้อย เพราะมันเริ่มกระโดดไปกระโดดมาก่อนจะโผบินไปมาบนอากาศ วานาอันมองชินชินบินวนไปมาที่ยอดต้นไม้ตรงนั้นตรงนี้ด้วยความรักใคร่เอ็นดู แต่แล้วรอยยิ้มของหญิงสาวก็ค่อยจางหายไป พร้อมๆกับความคิดบางอย่างที่แทรกเข้ามา ใช่แล้วหลายวันมานี้เธอรู้สึกสับสนอยู่ในใจ ตั้งแต่วันที่เธอได้ล่วงรู้ความลับของอิสฮาน เธอก็รู้สึกว่าเธอวางตัวไม่ถูก ความโหดร้ายของกองทัพซาโลมยังคงแจ่มชัดอยู่ในใจของหญิงสาว โดยเฉพาะกษัตริย์และราชินีของซาโลมผู้เผาทำลายและเข่นฆ่าชาวฟูดินันอย่างโหดเหี้ ยม วานาอันตัวสั่นสะท้านไม่อยากจะเชื่อว่าอิสฮานเป็นลูกของคนอำมหิตเช่นนั้น ทั้งๆที่อิสฮานอ่อนโยน มีน้ำใจ และช่วยฟูดินนันให้รอดจากการโจมตีของพวกโจรป่า หญิงสาวรู้สึกสับสนจนไม่อาจมองหน้าอิสฮานได้อย่างสนิทใจ จึงแทรกหันมาให้ความสนใจชินชินเพื่อหลีกเลี่ยงเขา ทว่านั้นก็ทำให้เธอรู้สึกผิดอยู่ในใจลึกๆเช่นกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มจนต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

วานาอันค่อยๆ คลียิ้มน้อยๆ เมื่อต้นไม้ที่ตนพิงหลังอยู่ค่อยๆส่ายกิ่งก้านไปมาเพราะแรงลม กลีบดอกไม้สีขาวค่อยๆ โปรยปรายลงมาราวกับจะปลอบโยนเธอ หญิงสาวยิ้มพลางหลับตา

“นั่นสินะ ฉันควรจะใช้หัวใจของฉัน” หญิงสาวหลับตาพลางสงบจิตใจลง ประสาทสัมผัสของเธอรับรู้ถึงพลังแห่งธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยม

“พี่วานาอัน” เสียงของอิสฮานดังขึ้น หญิงสาวปรือตาขึ้นหันไปทางต้นเสียง ใช่แล้ว อิสฮานก็คืออิสฮาน เธอไม่ได้สัมผัสหรอกหรือว่าอิสฮานอ่อนโยนและรักฟูดินันเพียงใด เขาอุทิศตัวปกป้องฟูดินันจากพวกโจรป่าไม่ใช่หรือ? เขาโศกเศร้าจนหัวใจแทบสลายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่หรือ? หัวใจของเธอไม่ได้สัมผัสถึงความทุกข์?มหาศาลนั้นหรือ? ในเมื่อเขาตั้งใจจะฝังอดีตนั้นไว้ตลอดกาล เธอก็จะฝังมันไว้เช่นกัน

เมื่ออิสฮานวิ่งเข้ามาใกล้ วานาอันก็สังเกตเห็นเลือดไหลเป็นทางออกมาจากหัวเข่าของเด็กหนุ่ม

“ตายจริง อิสฮาน! เข่าเธอเป็นแผลนี่ มานั่งตรงนี้เร็วเข้า” วานาอันรีบหยิบกระปุกยาเล็กๆ พร้อมกับเลือกดอกไม้สีขาวและชมพูออกมาจากตะกร้า

อิสฮานนั่งลงข้างๆ วานาอัน เขามองเข่าของตนเองก่อนจะเงยหน้ามองหญิงสาว

“คงจะเป็นตอนที่ข้าหกล้มเมื่อกี้"

เหตุการณ์เดียวกันเคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขายังอยู่ในซาโลม ตอนนั้นเขาได้รับบาดเจ็บที่แขน เสด็จแม่ก็รีบทำแผลให้เขาเช่นนี้ภาพของพระมารดาที่กำลังทำแผลให้เขาถุก จินตนาการซ้อนทับกับวานาอันที่อยู่เบื้องหน้าของตน แต่แล้วอิสฮานก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อภาพกลับไม่สามารถซ้อนทับกันได้และค่อยแยก ห่างจนภาพในจิตนาการจางหายไป เด็กหนุ่มสะบัดศีรษะเล็กน้อยพลางขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น น่าแปลก...เขาเคยคิดว่าวานาอันดูคล้ายเสด็จแม่ ไม่ใช่ว่าคล้ายที่รูปร่างหน้าตา แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่อบอุ่น ทว่าเวลานี้เขากลับคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป เป็นความรู้สึกที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจเท่าใดนัก จึงคิดว่าจะหาเวลาคิดหาคำตอบให้คำถามที่เกิดขึ้นในใจนี้ให้ได้

“เสร็จแล้วจ๊ะ” วานาอันปล่อยมือจากปมผ้าที่พันปิดแผลพลางยิ้มกว้างชื่นชมฝีมือของตน ทำเอาอิสฮานยิ้มตามไปด้วย
“ขอบคุณครับ พี่วานาอัน”

“ไม่เป็นไรจ๊ะ เอาหล่ะนี่ก็จวนจะเย็นแล้ว เรากลับกันเถอะ เจ้าเดินไหวไหม?” วานาอันถาม

“ไหว สิ” อิสฮานรีบตอบพลางพลุดพลัดลุกขึ้น เพื่อให้วานาอันเห็นว่าตนสบายดี จนหัวเข่าข้างที่เจ็บกระแทกขอบตะกร้า อิสฮานทำหน้าเหย๋ากแต่ก็ไม่กล้าร้องออกมา เพราะกลัวจะเสียฟอร์มทำให้วานาอันอดขำไม่ได้

“จ้า พ่อคนเก่ง เราค่อยๆ เดินกันไปก็แล้วกัน” วานาอันหยิบตะกร้าใบเล็กขึ้นมาพลางร้องเรียกชินชิน ชินชินที่ยังคงมีมงกุฎดอกไม้สวมหัวอยู่ แต่ที่ข้อมือกำไลดอกไม้หายไปหมดแล้วบินกลับมาหาหญิงสาว

“เราจะกลับ กันแล้วจ๊ะ” หญิงสาวบอกกับชินชิน ซึ่งตอนนี้เริ่มยืนด้วยขาหลังแล้วใช้ขาหน้าทั้งสองเกาะขาหญิงสาวไว้ พลางชโงกดมดอกไม้ในตะกร้าใบเล็ก

“น่ากินใช่มั้ยละ? ตะกร้านี้ของชินชินไง” วานาอันพูดอย่างเอ็นดู ซึ่งชินชินก็ดูจะชอบที่ได้ยินเช่นนั้น เพราะหางส่ายไปมาอย่างเร็วทีเดียว พลางใช้จมูกดุนที่หูตะกร้า

“ข้าว่า ดูท่าทางชินชินคงอยากถือตะกร้าเองนะนั่น” อิสฮานพูดในขณะที่เขาบนหัวชินชินเรืองแสงวบขึ้นสามสี่ครั้ง ราวกับจะรับคำ

วานาอันหัวเราะชอบใจจึงค่อยคล้องหูตะกร้ากับคอของชินชิน พอตะกร้าเข้าที่ชินชินก็รีบกระพือปีกบินนำทั้งสองไปยังทิศทางกลับบ้าน

“ค่อยบิน นะจ๊ะ เดี๋ยวดอกไม้หล่นหมด” วานาอันตะโกนไล่หลัง พลางหันมาหัวเราะกับอิสฮานก่อนที่ทั้งสองจะเดินตามชินชินไป
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน