Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน อังคาร ธ.ค. 10, 2019 10:28 pm

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 15 @@

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


@@ นิยายSMN Epi9 Chapter 15 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 4:24 pm

Chapter 15



เป็นเวลาดึกแล้ว คนส่วนใหญ่ของเมืองท่าแอนดิซองคงกำลังหลับไหลอย่างอบอุ่นบนเตียงนุ่มๆของตน ว่าภายในอารามหลวงที่มืดสลัวมีเพียงแสงจันทร์บางๆ ลอดผ่านกระจกสีเข้ามา มีใครคนนึงยังคงคุกเข่าสวดภาวนาอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน เสียงกระซิบคำอธิษฐานภาวนาเต็มไปด้วยความรู้สึกเศร้าหมองสลับกับเสียงสะอื้นไห้เบาๆ เป็นระยะๆ ความหดหู่ยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบหมองหม่น แม้จะมีแสงตะเกียงเล็กๆ ดวงหนึ่งส่องแสงเต้นไปมาเป็นจังหวะการเผาไหม้ของดวงไฟใกล้กับรูปสัญลักษณ์แห่งแสงที่กลางแท่นบูชา ทว่าก็ไม่ได้ช่วยขับไล่ความมืดหม่นออกจากสถานที่แห่งนี้ไปได้

“พระเจ้าข้า โปรดช่วยลูกจากช่วงเวลาแห่งความมืดมิดนี้ด้วย” เสียงกระซิบเบาระคนกับเสียงสะอื้นดังแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน แต่ก็สะท้อนถึงความทุกข์ตรมของเจ้าของเสียงได้อย่างดี

หญิงสาวยังคงอธิษฐานภาวนาอยู่เช่นนั้นจนไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปเท่าใดแล้ว เธอไม่ได้สนใจสิ่งใดๆ รอบข้างเลย จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่าห้องทั้งห้องเริ่มสว่างขึ้น เริ่มจากโถงทางเดินฝั่งซ้ายเหมือนดวงไฟค่อยๆลอยไปติดที่คบเพลิงข้างทางเดินทีละดวงๆ แต่เพราะน้ำตาทำให้ดวงตาของเธอพร่าเลือนเกินกว่าจะมองเห็นได้ชัดเจนแสงค่อยๆสว่างขึ้นๆ จนกระทั่งทั่วทั้งห้องโถงประกอบพิธีสว่างไสว แสงจากดวงไฟสะท้อนอัญมณีที่ประดับอยู่ทั่วท้องห้องโถงจนเปล่งประกายระยิบระยับราวกับอยู่ในความฝัน

เก้าอี้ยาวและที่คุกเข่าทอดเรียงรายไปไกลกว่าร้อยแถว บ่งบอกว่าอารามแห่งนี้เป็นอารามใหญ่สามารถจุประชาชนได้เป็นพันคน เพดานสูงนั่นสูงกว่าสี่ชั้นมีระเบียงมุกเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันมา ที่ปีกซ้ายและขวาของห้องมีโถงเล็กแบ่งเป็นสัดส่วน มีไว้เพื่อทำพิธีย่อยที่มีผู้มาร่วมพิธีจำนวนไม่มาก แต่กระนั้นก็จุคนได้เกือบร้อยคนซึ่งเจ้าหญิงอลาน่าก็ประทับอยู่ที่โถงฝั่งซ้ายนี้เอง

เจ้าหญิงอลาน่าในชุดของซิสเตอร์กวาดสายตาดื่มด่ำไปกับความงามของโถงประกอบพิธี ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่เคยเห็นความงดงามของอารามนี้ เพียงแต่แสงเทียนสีเหลืองนวลให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยน ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากอารามที่พระองค์ทรงเห็นอยู่เป็นประจำต่างหาก

เจ้าหญิงทรงรีบเช็คคราบน้ำตาออกจากดวงพักตร์ พระองค์ทรงมองไปรอบๆห้องโถง คงจะมีใครเข้ามาจุดเทียนที่คบเพลิงเหล่านี้ พระองค์ทรงมัวแต่ก้มหน้าจึงไม่ได้ทันสังเกตว่าใครเข้ามา และที่หน้าพระแท่นนั้นเองเจ้าหญิงก็ทรงเห็นเด็กชายผมสีทองในเสื้อยาวสีขาวขลิบด้วยสีฟ้าครามและสีทอง มีเทียนด้ามยาวทำจากทองเหลืองยาวสูงเลยศีระษะอยู่ในมือข้างหนึ่ง เด็กชายเหมือนกำลังจุดเทียนที่บนแท่นบูชา เพราะมีแสงสว่างเกิดขึ้นตรงหน้าของเขา

“เอ่อ...” เจ้าหญิงอลาน่าทรงเอ่ยขึ้นไม่แน่พระทัยเหมือนกันว่าพระองค์จะตรัสอะไรกับเด็กชาย แต่ความรู้สึกลึกๆบางอย่างผลักดันให้พระองค์เอ่ยทักเด็กชาย

เด็กชายดูเหมือนจะสะดุ้งและรีบกลับหลังหัน แสงเทียนซึ่งสว่างเป็นวงรับพอดีกับศีรษะและผมสีทองอร่ามทำให้เหมือนกับเด็กชายมีรัศมีอยู่รอบศีรษะ

“ขอโทษนะจ๊ะที่ฉันทำให้ตกใจ” เจ้าหญิงอลาน่ายิ้มให้อย่างอ่อนโยนและรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่ทำให้เด็กชายตกใจกลัว ก็แน่ละว่าใครจะไม่ตกใจ ก็จู่ๆ ก็มีเสียงใครบางคนดังขึ้นข้างหลังในเวลาที่ไม่ควรจะมีใครอยู่ในที่แห่งนี้นี่นา

เด็กชายถอนหายใจดังเฮือกเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงเป็นซิสเตอร์ “ที่แท้ก็เป็นซิสเตอร์นี่เอง ผมตกใจหมดเลย ผมนึกว่าเป็น.....” เด็กชายจงใจเว้นคำไว้ให้ผู้ฟังคิดต่อเอาเองพลางเอามือลูบอกตนเองเหมือนจะเพื่อคลายความตื่นตระหนกเมื่อครู่ พลางมองสังเกตชุดที่เจ้าหญิงใส่อยู่

“ซิสเตอร์อยู่คณะของซิสเตอร์โรซาน่าหรือครับ แล้วนี่ซิสเตอร์ยังไม่กลับอารามหรือครับ? หรือมีธุระด่วนอยากจะพบนักบวชรูปไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า? ให้ผมไปตามให้ดีไหมครับ?”

“ป่าวหรอกจ๊ะ ฉันเพียงแต่อธิษฐานภาวนาเพลินไปหน่อยจนเวลาล่วงเลยมาจนป่านนี้“ เจ้าหญิงทรงยิ้มเศร้าๆ รู้สึกผิดน้อย ๆ ที่เหมือนตนสร้างความเดือดร้อนให้เด็กชาย

“ โอ้ ผมมารบกวนเวลาภาวนาของซิสเตอร์หรือเปล่าฮะ? “เด็กชายถามด้วยสีหน้าดูกังวลใจไม่น้อย

“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกจ๊ะ ฉันเสียอีกที่มารบกวนการทำงานของเธอ”

“ไม่หรอกฮะ ผมจุดเทียนอันสุดท้ายเสร็จพอดี” เด็กชายยิ้มหันไปมองผลงานของตัวเองรอบๆห้อง ซึ่งเจ้าหญิงก็ทรงหันไปมองโดยรอบตามเด็กชาย ห้องที่เคยมืดสลัวเวลานี้ดูสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนสีนวลตา ทำให้จิตใจของเจ้าหญิงรู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง

“หนูเป็นเด็กช่วยพิธีกรรมที่วิหารแห่งนี้หรือจ๊ะ?“ เจ้าหญิงอลาน่าถามแม้จะเห็นอยู่ว่าเด็กชายสวมชุดเด็กช่วยพิธีกรรมอยู่ คงเป็นเพราะแค่จะให้การสนทนานี้ดำเนินต่อไป เพราะการได้พูดคุยกับเด็กๆ ก็ทำให้เราสามารถลืมเรื่องร้ายๆ ที่รบกวนจิตใจไปได้ชั่วขณะ

“ครับ ผมชื่อ โฮลี่ เป็นเด็กช่วยพิธีกรรมอยู่ที่นี่ (Holy, The Altar boy)”

เจ้าหญิงทรงพยักพระพักตร์รับ วิหารหลวงแห่งนี้เป็นวิหารใหญ่ มีคณะนักบวชหลายคณะแบ่งบทบาทหน้าที่ดูแลวิหารส่วนต่างๆ และมีหลายคณะที่รับอบรมเด็กๆที่ต้องการฝึกตนหรืออยากครองชีวิตนักบวชอยู่ด้วย โดยจะให้พักอาศัยอยู่ในอาคารต่างๆโดยรอบเขตวิหารหลวงแห่งนี้ เด็กชายคนนี้ก็คงจะเป็นหนึ่งในนั้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 15 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 4:25 pm

“ขยันจริงๆเลยนะจ๊ะ ดึกป่านนี้แล้วยังมาจุดเทียนในวิหารอีก” เจ้าหญิงตรัสชม

“ไม่หรอกครับ” เด็กชายยิ้มอายๆ เมื่อถูกชม “ผมก็เก่งแค่เรื่องเล็กน้อยเช่นงานจิปาถะแบบนี้”

“แต่งานเล็กน้อยก็มีคุณค่ามากนะจ๊ะ ดูสิเมื่อสักครู่ทั้งวิหารยังมืดอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับสว่างไสวถึงขนาดนี้ ขนาดฉันที่เมื่อครู่รู้สึกแย่พอมองดูความสวยงามสว่างไสวของห้องนี้ จิตใจของฉันยังพลอยรู้สึกสงบลงได้มากทีเดียว”

“จริงหรือฮะ?” เด็กชายยิ้มกว้างด้วยความดีใจ จึงพลอยทำให้เจ้าหญิงทรงอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ แม้จะยังไม่ใช่รอยยิ้มอย่างเต็มที่นัก

“ที่แท้ซิสเตอร์มีความทุกข์นี่เอง ถึงได้อยู่อธิษฐานจนมืดค่ำแบบนี้” เด็กชายเอียงศีรษะพิจารณาระหว่างที่เจ้าหญิงทรงวิเคราะห์เด็กชายตรงหน้า แล้วจึงเอ่ยถามขึ้น

“อ้อ...เอ่อ...” เจ้าหญิงทรงลังเลไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไรดี “เออ...ก็ทำนองนั้นแหละจ๊ะ”

“มิน่าซิสเตอร์ถึงอยู่สวดจนดึกขนาดนี้ ว่าแต่นี่ก็ดึกแล้วซิสเตอร์ไม่ต้องรีบกลับอารามหรือครับ? เดี๋ยวใครๆ จะเป็นห่วงเอานะครับ” เด็กชายโฮลี่พูดเตือนด้วยความเป็นห่วง

“นั่นสินะ ฉันมัวแต่ภาวนาอยู่ที่นี่จนลืมเวลาไปเลย” เจ้าหญิงทรงมองไปนอกหน้าต่างเห็นแสงดาวระยิบระยับ

“ให้ผมเดินไปส่งที่อารามไหมครับ? ซิสเตอร์กลับคนเดียวดึกๆ แบบนี้อันตรายออก” เด็กชายเสนอขึ้น

“ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ ฉันให้คนรออยู่ข้างนอก” เจ้าหญิงอลาน่าทรงเลี่ยงไม่ระบุว่าผู้ที่รอเป็นทหารองครักษ์เพราะไม่อยากให้เด็กชายรู้สึกประหม่า “ขอบใจนะจ๊ะโฮลี่ เธอเป็นเด็กมีน้ำใจจริงๆ”

“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกครับ เรื่องแบบนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” เด็กชายยิ้มอายๆ “ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวผมเดินไปส่งที่หน้าประตูก็แล้วกันนะครับ”

“เอาสิจ๊ะ” เจ้าหญิงทรงยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนจะก้าวเดินออกไปพร้อมๆกัน

แสงจากเปลวเทียนแม้จะไม่สว่างจ้าแต่แสงสะท้อนจากอัญมณีที่ฝังอยู่ตามโถงทางเดินก็ช่วยให้มองเห็นทางเดินได้ไม่ยากนัก เจ้าหญิงอลาน่าทรงเดินไปตามโถงทางเดินพลางมองตรงไปข้างหน้า ตามแนวทางเดินที่ทอดไปสู่ประตูทางออกช่างทอดยาวและมืดมิด มีเพียงแสงเทียนดวงเล็ก ๆ ที่กระพริบวูบไหวไปกับจังหวะการเดินของคนทั้งคู่ ความหดหู่เข้าจู่โจมพระองค์อีกครั้ง พระองค์รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างไรก็ไม่รู้ คงเพราะพระองค์ทิ้งการประชุมออกมากลางคันจนไม่อาจทำการประชุมต่อไปได้ ดังนั้นทางสภาพ่อค้าและวิโอเรียคงไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี่แน่ ๆ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายอะไรขึ้นอีก แค่คิดก็ทรงท้อแท้จนไม่อยากให้วันพรุ่งนี้มาถึงเลย คิดแล้วก็ทรงถอนหายใจเฮือกใหญ่จนทำให้เด็กชายโฮลี่หันกลับมามองด้วยความสงสัย และเป็นเวลาเดียวกับที่ทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่พอดี

“ซิสเตอร์ยังรู้สึกเป็นทุกข์อยู่หรือครับ? งั้นเดี๋ยวผมจะช่วยสวดให้อีกแรงดีไหมครับ?” เด็กชายเสนอพลางยิ้มกว้าง

“ขอบใจจ๊ะ ขอบใจมาก” เจ้าหญิงทรงพูดได้เพียงเท่านั้น รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด อย่างน้อยก็ยังมีเด็กชายตัวเล็ก ๆ อีกคนที่ยืนเคียงข้างพระองค์


S


หลังจากการประชุมจบลงกลางครันโดยไม่สามารถหาข้อสรุปใดๆได้ จึงเป็นเหตุให้สภาพ่อค้าและวิโอเรียใช้เหตุนี้ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนในแอนดิซองอย่างลับๆ ว่าเจ้าหญิงอลาน่าเอาอกเอาใจแต่พวกชนชั้นล่างและเอาใจออกห่างแอนดิซอง คิดจะเอาแต่สร้างคะเนนนิยม จึงได้รับดูแลประชาชนของต่างแดนมากมายเช่นนี้ ทำให้บรรดาประชาชนเริ่มไม่พอใจ จนถึงขั้นยุยงกันออกมารวมตัวชุมนุมกันตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะบรรดาชนชั้นกลางซึ่งเริ่มออกมาเดินขบวนประท้วงตามท้องถนน บรรดาชนชั้นกลางเดิมทีก็มีความริษยาในความร่ำรวยของเหล่าเศรษฐีและชนชั้นสูงอยู่แล้ว ซ้ำก็ยังรังเกียจเดียดฉันท์คนจนเพราะรู้สึกว่าตนทำงานหนักเพื่อเสียภาษี ทว่าพวกคนจนจึงกลับได้ใช้เงินภาษีฟรีๆ โดยไม่ต้องทำงานอะไร จึงต่างก็รู้สึกโกรธแค้น บ้างก็รู้สึกผิดหวังกับเจ้าหญิงอลาน่าและสภาขุนนางที่วางเฉยและทำเหมือนเข้าข้างชนชั้นล่าง

บรรดาผู้ชุมนุมประท้วงนั้นแม้จะมีจำนวนไม่มากถึงขั้นเรียกได้ว่ามหาศาล เพราะมีเพียงเกือบพันคน แต่เพราะการที่เดินขบวนไปตามที่ต่างๆ ทำให้ผู้คนออกมามุ่งดูเป็นจะนวนมาก ซ้ำบางส่วนแม้ไม่ได้ติดตาม แต่ก็ร่วมเดินตามขบวนไปได้เพราะความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ดูเหมือนว่ายิ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยิ่งมีคนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บรรดาผู้ชุมนุมประท้วงต่างมายืนออกันที่ลานหน้าสภาเมือง ร้องตะโกน กร่นด่าโจมตีเจ้าหญิงและการทำงานช่วยเหลือคนยากจนของเจ้าหญิงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ประท้วงบางส่วนก็ไปยืนออกันหน้าอารามของซิสเตอร์โรซาน่าเพื่อประท้วงซิสเตอร์โรซาน่าเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะการยุยงจากวิโอเรียและรูฟัส โดยหาว่าผู้ที่เสี้ยมสอนเจ้าหญิงให้เอาใจแต่ชนชั้นล่างก็คือซิสเตอร์โรซาน่าผู้มีตำแหน่งเป็นราชครูนั่นเอง

การชุมนุมประท้วงเริ่มกินเวลาออกไปข้ามวันและดูทีท่าว่าจะยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ จากหนึ่งวันเป็นสองวัน จากสองวันเป็นสามวันและเริ่มเลยเถิดถึงขั้นขัดขวางไม่ให้บรรดาซิสเตอร์ออกทำภารกิจช่วยเหลือคนยากจน ข้าวของที่จะนำไปบริจาคก็ถูกชิงไปหมด ร้อนถึงบรรดาทหารที่ต้องเข้ามาคุ้มกันคณะซิสเตอร์แต่ละกลุ่มด้วยอาวุธครบมือ เมื่อพอขัดขืนพวกทหารไม่ได้บรรดาผู้ประท้วงก็ใช้วิธีตามไปตะโกนด่าทอและโห่ไล่ จนเหล่าซิสเตอร์แทบไม่เป็นอันทำงาน เมื่อเป็นเช่นนั้นบรรดาคนยากจนก็เริ่มไม่พอใจเช่นกัน จึงมีการตะโกนด่าโต้ตอบกันไปมาจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกันก็มี และแน่นอนว่าเจ้าหญิงอลาน่าไม่ได้รับความยินยอมให้ออกปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือคนยากจน ทั้งจากองครักษ์อองเดรและจากซิสเตอร์โรซาน่า ซึ่งก็คงจะเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองจะเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหญิงนั่นเอง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 15 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 4:26 pm

เจ้าหญิงอลาน่าทรงประทับอยู่หลังฉากไม้ฉลุที่ถูกนำมาวางปิดหน้าต่างไว้เพื่อกันการลอบสังเกตการณ์จากบุคคลภายนอก เพราะวังที่ประทับของพระองค์ก็เต็มไปด้วยบรรดาผู้ประท้วงเช่นกัน บรรดาผู้ประท้วงต่างตะโกนด่าทอกันยกใหญ่ ทว่าที่ประทับของพระองค์ทรงอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยินถนัดนักจึงฟังเหมือนเสียงตะโกนโหวกแหวกมากกว่าจะเป็นคำพูด แต่จากสีหน้าท่าทางของเขาเหล่านั้นก็เดาใจความได้ไม่ยาก เจ้าหญิงทรงยืนพิงฉากกั้นพระเศียรเอียงพิงกับฉากทอดพระเนตรลอดช่องไม้ออกด้านนอกด้วยสายพระเนตรแห่งความเจ็บปวดและทุกข์ระทม ความเหน็ดเหนื่อยอิดโรยปรากฎเด่นชัดอยู่บนพระพักตร์ของพระองค์ ขอบพระเนตรคล้ำขึ้นบ่งบอกว่าพระองค์คงจะตื่นอยู่ทั้งคืน ความสดใสดูคล้ายจะแห้งหายไปจากแววพระเนตร

“ฝ่าบาททรงพักผ่อนบ้างเถิดเพคะ” นางต้นห้องอดรนทนไม่ได้ต้องเอ่ยทูลเป็นครั้งที่สิบห้าของวันนี้ แต่ดูเหมือนเจ้าหญิงจะไม่ได้ยิน เพราะยังทรงนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิกอยู่เช่นนั้น “พระองค์แทบไม่ได้บรรทมมาสามคืนแล้วนะเพคะ พระองค์จะประชวรเอาได้นะเพคะ”

“ฉันนอนไม่หลับ” เจ้าหญิงอลาน่าทรงส่ายพระพักตร์ช้า ๆ

“ถ้าเช่นนั้นก็เสวยซุปสักถ้วยนะเพคะ พระองค์แทบจะไม่แตะต้องอาหารเลย” นางต้นห้องพยายามอีกครั้ง

“ฉันไม่รู้สึกอยากอาหารเลย ฉันพยายามแล้วแต่ฉันกินไม่ลงจริงๆ “ เจ้าหญิงยังคงตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

เจ้าหญิงยังคงเหม่อมองลอดช่องหน้าต่างออกไปโดยไม่ตรัสใด ๆ อีก ทำให้นางต้นห้องจึงต้องจำใจเดินจากไปในที่สุด เจ้าหญิงทรงประทับอยู่เช่นนั้น พระทัยจมดิ่งอยู่กับห้วงความคิดของพระองค์จนไม่ทรงใส่พระทัยเลยว่าเวลาได้ล่วงเลยไปเท่าใดแล้ว จนเมื่อมารู้สึกองค์อีกครั้งก็เมื่อมีเสียงเคร่งขรึมของราชองครักษ์ดังขึ้นทางเบื้องหลัง

“ฝ่าบาท นางต้นห้องบอกว่าพระองค์แทบไม่ได้บรรทมหรือเสวยใด ๆ เลย ทำไมต้องทำลายพระวรกายของพระองค์เองเช่นนี้” น้ำเสียงตำหนิของราชองครักษ์อองเดรฟังดูแข็งกร้าวทว่าก็เจือความห่วงใยอยู่ในที

“ฉันจะกินอิ่มนอนหลับลงได้อย่างไร ในเมื่อบ้านเมืองกำลังระส่ำระสายเช่นนี้”

ราชองครักษ์ที่ยืนห่างออกไปสามสี่ก้าว เบนตัวเพียงเล็กน้อยเพื่อเหลือบมองลอดช่องหน้าต่างออกไปตามทิศทางที่เจ้าหญิงทรงเอียงพระพักตร์ทอดพระเนตรอยู่ เขาเห็นฝูงชนกำลังตะโกนโหวกเหวกจนฟังไม่ได้ศัพท์ บ้างก็ชูป้ายเขียนข้อความโจมตีเจ้าหญิงอลาน่าโบกไปมาอย่างเอาเป็นเอาตาย คงหมายจะเรียกร้องความสนใจจจากใครก็ตามที่อยู่ภายในพระราชวัง ซึ่งก็ได้ผลมากเสียด้วย ราชองครักษ์วัยฉกรรจ์หรี่ตาแคบขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นจนสังเกตได้ เสียงสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงแสดงให้รู้ว่าราชองครักษ์ผู้เย็นชาราวกับไร้อารมณ์ใกล้จะหมดความอดทนลงทุกขณะ

“คนพวกนั้นไม่มีคุณค่าใด ๆ ให้พระองค์ต้องทรงเสียพระทัยหรือนำมาใส่พระทัยเลย นับวันมีแต่จะทำเรื่องรุนแรงเลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ การที่พระองค์ไม่ทรงให้กำลังทหารเข้าจัดการใด ๆ กับคนเหล่านี้ มีแต่จะทำให้พวกมันได้ใจและยิ่งเหิมเกริม การปะทะกันระหว่างพวกผู้ประท้วงและพวกชนชั้นล่างก็เกิดถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กระหม่อมเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นหากยังทรงปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ขอพระองค์โปรดทรงประทานอณุญาตให้กระหม่อมนำกำลังเข้าปราบปรามเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ราชองครักษ์ทูลด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกจนเจ้าหญิงอลาน่าถึงกับทรงผงะหมุนองค์กลับมาทอดพระเนตรผู้พูดด้วยความตกพระทัย

“ไม่ได้! ฉันจะทำลายประชาชนของฉันเองได้อย่างไร?” เจ้าหญิงตรัสด้วยความตื่นตระหนก พระพักตร์ซีดเผือด เพราะรู้ดีว่าราชองครักษ์อองเดร เมื่อลงมือแล้วก็เรียกได้ว่าเฉียบขาดและจะปฏิบัติจนบรรลุเป้าหมายโดนไม่สนใจใด ๆ ทั้งสิ้น

อองเดร เมื่อได้เห็นพระพักตร์ที่สูบเซียวของเจ้าหญิงก็ยิ่งทวีความโกรธมากขึ้นเป็นทวีคูณ เจ้าหญิงที่งดงามสดใส เวลานี้มีแต่ความอ่อนล้าและอิดโรยบนพระพักตร์

“ประชาชนที่จงใจก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง จำเป็นต้องถูกกำราบให้หลาบจำ” ราชองครักษ์อองเดรทูลเสียงห้วน มือกำแน่นจนราวกับว่าเขากำลังคิดถึงการบีบคอผู้ประท้วงให้แหลกคามืออยู่

“ลองส่งคนเจรจาดูอีกสักครั้งสิ ฉันเชื่อว่าเราจะสามารถหาทางออกให้กับเรื่องนี้ได้โดยที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ” เจ้าหญิงตรัส พยายามหาทางออกที่ไม่ต้องมีการสูญเสีย

“ฝ่าบาท พระองค์ก็ทรงทราบว่าการเจรจาล้มเหลวมาสองครั้งแล้ว ไม่มีใครยอมอ้างตัวว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มคนเหล่านี้ การชุมนุมที่ไร้ผู้นำและความชัดเจน รังแต่จะทำให้สถานการณ์ยิ่งบานปลาย กระหม่อมมีหน้าที่รักษาความสงบของบ้านเมือง หากมีการก่อความรุนแรงขึ้นอีก กระหม่อมก็จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าปราบปราม” อองเดรยื่นคำขาด

พระพักตร์ของเจ้าหญิงยิ่งหม่นหมองลงไปอีก ทรงกระสับกระส่ายกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสถานการณ์ที่กำลังบีบคั้นพระองค์อยู่ในขณะนี้ เจ็บปวดพระทัยที่สถานการณ์บังคับให้พระองค์ต้องเลือกใช้กำลังกับประชาชนของพระองค์เอง ซึ่งก็หมายความว่าพระองค์กำลังจะสั่งฆ่าประชาชนของพระองค์เอง ทั้ง ๆ ที่ตลอดชีวิตของพระองค์มีแต่ช่วยชีวิตคน

“ฉัน... ฉันขอเวลาคิดสักหน่อยเถอะ”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 15 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อาทิตย์ ก.ย. 18, 2011 4:27 pm

เจ้าหญิงทรงยกพระหัตถ์ขึ้นกุมขมับ พลางหลับพระเนตรลง ผลจากการที่ไม่ได้บรรทมหรือเสวยมาหลายวันเริ่มส่งผลกับพระองค์ พระองค์ทรงรู้สึกคลื่นเหียนวิงเวียนขึ้นมาทันที ทรงเซน้อย ๆ จึงรีบยกพระหัตถ์อีกข้างยันกับผนังไว้เพื่อทรงองค์ให้อยู่ ราชองครักษ์อองเดรเห็นดังนั้นก็ถึงกับหน้าถอดสี รีบขยับเข้าไปใกล้หมายจะประคองเจ้าหญิงไว้ แต่แล้วก็รีบกำหมัดแน่นพลางชักมือกลับมาแน่นลำตัวแทบจะทันที เขายืดตัวตรงจนเต็มความสูง ดวงตาหรี่แคบฉายแววเจ็บปวด

“นางกำนัล! นางกำนัลไปไหนกันหมด” เสียงตะโกนห้วนกระด้างดังลั่นจนนางกำนัลที่ยืนรออยู่ที่ปลายโถงทางเดิน แทบจะวิ่งถลาเข้ามาอย่างลนลาน

“พาฝ่าบาทไปพักผ่อนเดี๋ยวนี้!” เสียงคำสั่งของราชองครักษ์อองเดรแทบจะเป็นตะเบ็ง

“จะ..เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ” นางกำนัลสองนางรีบเข้ามาประคองเจ้าหญิง แต่เพราะตกใจกับเสียงของราชองครักษ์ ทั้งคู่จึงต่างก็มือไม้สั่นจนดูเงอะงะไปหมด

“ฉันไม่เป็นไร อย่าตะโกนสิอองเดร พวกนางกลัวจนตัวสั่นแล้ว” เจ้าหญิงทรงฝืนยืดองค์ขึ้นให้ตั้งตรง พลางพูดปรามอองเดรเพราะสงสารนางกำนัลทั้งสอง

“พระองค์ทรงห่วงทุกคนยกเว้นพระองค์เอง!” อองเดรแทบจะตะโกนด้วยความอัดอั้นตันใจ ยิ่งพระองค์ห่วงใยคนรอบข้างพระองค์มากเท่าใด เขาก็ยิ่งชิงชังคนรอบข้างพระองค์มากขึ้นเท่านั้น

“ถวายบังคมฝ่าบาท” หมาดเล็กนายหนึ่งวิ่งเข้ามาทำความเคารพอย่างกระฮืดกระหอบ ก่อนจะทำความเคารพราชองครักษ์

“มีอะไร!” อองเดรถามเสียงห้วนจนหมาดเล็กสะดุ้งโหยง และเริ่มคิดว่าตนเข้ามาผิดจังหวะเสียแล้ว

“คือ... คือ... ข้า...” หมาดเล็กกวาดตามองประเมิณสถานการณ์กับภาพตรงหน้าที่ค่อนข้างไม่ปกติ นางกำนัลสองนางประคองเจ้าหญิงที่ดูเหมือนอ่อนเพลียเหลือเกิน กับ ราชองครักษ์ที่กำลังดูเหมือนจะสังหารคนได้ทั้งโลก หมาดเล็กแทบอยากจะกัดลิ้นตนเองให้ตายไปในบัดดล

“ฉันให้เขาไปคอยสืบข่าวในเมือง” เจ้าหญิงตรัสขึ้น

“กระหม่อมคิดว่าเวลานี้พระองค์ไม่ควรฟังข่าวใด ๆ ที่จะทำให้ทรงไม่สบายพระทัยอีก สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องทรงพักผ่อนต่างหาก กระหม่อมจะตามหมอหลวงมาให้ ส่วนเรื่องนี้ให้กระหม่อมจัดการเถิดพ่ะย่ะค่ะ” อองเดรทูลตัดบท

“ไม่” เจ้าหญิงทรงปฏิเสธโดยไม่สนพระทัยอาการคัดค้านของราชองครักษ์ “บอกฉันสิ เกิดอะไรขึ้น?”

“คือ.. อ่า... “ หมาดเล็กเหลือบมองเจ้าหญิงที ราชองครักษ์ทีด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง

“พูดมาเถอะจ๊ะ” เจ้าหญิงตรัสปลอบ พลางทอดพระเนตรสบตากับอองเดรเหมือนจะทรงยืนยันในความแน่วแน่ของพระองค์
ราชองครักษ์วัยฉกรรจ์ขบกรามแน่นอีกครั้งก่อนจะหลุบตาลงเพื่อหลบสายพระเนตรของเจ้าหญิง

“พูดมา” ราชองครักษ์พูดเสียงเย็นเฉียบ

“ค...คะ... คือว่า” หมาดเล็กพยายามเรียบเรียงคำพูดของตนในสมองเร็วจี๋ “กลุ่มผู้ชุมนุมเดินขบวนไปทางใต้ของเมือง แล้วเกิดปะทะกันกับคนยากจนในแถบนั้น มีการใช้อาวุธเข้าต่อสู้กันด้วยแถบมีบางคนใช้ดินปืนขว้างใส่กลุ่มผู้ประท้วง จนตอนนี้การปะทะกันขยายตัวจนกลายเป็นการจลาจลไปแล้ว ตอนที่กระหม่อมรีบกลับมารายงานฝ่าบาทก็มีคนบาดเจ็บและล้มตายหลายสิบคนแล้วพ่ะย่ะค่ะ และหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นท่านเสนาบดีโอดิลอน”

ได้ยินเพียงเท่านั้น เจ้าหญิงกืรงทรุดฮวบลงไปกับพื้น

“กรี๊ด! ฝ่าบาท ฝ่าบาท!” นางกำนัลร้องกันเสียงหลง “เร็วเข้า ตามหมอหลวงเร็วเข้า”

ราชองครักษ์อองเดรขบกรามแน่น อารมณ์พลุ่งพล่านไม่ต่างกับทะเลน้ำแข็งอันเชี่ยวกราด ชายฉกรรจ์กลับหลังหันก้าวเดินออกไปอย่างรวดเร็วจนผ้าคลุมโบกสะบัด ด้วยดวงตาที่แข็งกร้าวมองตรงไปข้างหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและไร้ความปราณี มือขวาชักดาบออกมาช้า ๆ ความเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจนมองเห็นไอความเย็นกระพือเป็นระลอกรอบคมดาบ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน