Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน พุธ ธ.ค. 11, 2019 12:13 am

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 13 @@

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


@@ นิยายSMN Epi9 Chapter 13 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 15, 2010 4:19 pm

Chapter 13


ฟูดินันเวลานี้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แม้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแต่อุณหภูมิก็ไม่ได้ลดต่ำจนเย็นจัด จะมีก็แต่เวลากลางคืนจนถึงเช้าตรู่ที่อากาศจะเย็นมาก แต่พอดวงอาทิตย์เริ่มขึ้น อากาศก็จะค่อยๆ อบอุ่นขึ้นตามลำดับ เครื่องแต่งกายของชาวฟูดินันในช่วงเวลานี้จึงมิดชิดกว่าปกติแต่ก็ไม่ใช่หนาจนเทอะทะ และเพราะช่วงเวลานี้ของปีเวลากลางวันจะสั้นลง กิจกรรมต่างๆ ของชาวฟูดินัน จึงน้อยลงตามไปด้วย และแน่นอนว่าการฝึกฝนของกลุ่มกองทัพน้อยแห่งฟูดินัน ก็ถูกจำกัดเวลาลงด้วย ซึ่งกลุ่มดังกล่าวก็คือกลุ่มเด็กชายที่อิสฮานได้รวบรวมขึ้นเพื่อปกป้องฟูดินันจากกองโจรของฟูมินนั่นเอง ชื่อ”กองทัพแห่งฟูดินัน”นี้ บรรดาชาวบ้านใช้เรียกอย่างไม่เป็นทางการ หลังจากผลงานการปกป้องเมืองของเด็กชายคราวนั้น ทำให้บรรดาชาวฟูดินันพากันตั้งให้เพื่อยกย่องการกระทำที่กล้าหาญของพวกเขา

วันนี้ก็เช่นกันที่อิสฮานไม่ต้องไปฝึกซ้อมร่วมกับเด็กชายคนอื่นๆ เขาเดินถือตะกร้าและถุงกระสอบเคียงข้างไปกับวานาอัน จากเด็กชายที่คอยวิ่งตามหลังหญิงสาวต้อยๆ เวลานี้เขาก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างหญิงสาว โดยที่ต่างก็ไม่ได้สังเกตว่าตำแหน่งการเดินของทั้งคู่เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เวลานี้อิสฮานสูงเท่ากับวานาอันแล้ว เขาสูงขึ้นเร็วมากตั้งแต่มาอยู่ที่ฟูดินัน นี่คงเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร อากาศที่บริสุทธิ์ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะด้วยการช่วยงานบ้านทุกอย่างของบ้านบันดาราหรือการฝึกฝนร่างกายของตนกับบรรดากลุ่มกองทัพน้อยแห่งฟูดินัน จึงไม่น่าแปลกใจว่าอิสฮานทั้งสูงขึ้นและร่างกายเริ่มมีมัดกล้ามขึ้นให้เห็น ต่างจากร่างกายที่แลดูเก้งก้างและผอมบางอย่างเมื่อครั้งที่ยังอยู่ที่ซาโลม ที่นั่นเขามีนางกำนัลและทหารมากมายคอยปรนนิบัติรับใช้ทุกอย่าง แต่ดูเหมือนว่าความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายนี้ วานาอันแทบจะไม่สังเกตเห็นเลย คงเป็นเพราะความชินตาเนื่องจากเห็นเด็กหนุ่มทุกวันนั่นเอง แม้กระทั่งตัวอิสฮานเองก็ไม่ได้สังเกต เขาเพียงแต่รู้สึกว่าตนเองแข็งแรงและมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น

ทั้งสองยังคงเดินลัดเลาะผ่านต้นไม้และพุ่มไม้ไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบเร่ง อากาศยามเช้าแม้จะให้ความรู้สึกหนาวเล็กน้อยแต่ก็สดชื่นและน่ารื่นรมย์ไม่น้อยทีเดียว เสียงนกร้องที่เพิ่งออกหากิน เสียงลมเย็นที่พัดวูบมาเป็นระยะๆ พัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เนื้อที่เพื่มจะบานรับลมหนาวปีนี้มาเข้าจมูก ดอกไม้ป่าในช่วงฤดูหนาวก็มีอยู่หลายพันธุ์ ซึ่งบางพันธุ์ก็ใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร เพื่อรักษาพิษไข้จากลมหนาว หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนหวานเมื่อได้กลิ่นหอมเย็นชื่นใจโชยมาตามลม เธอมักนึกฉงนระคนอัศจรรย์ใจทุกครั้ง เมื่อนึกถึงระบบกลไกต่างๆ ของธรรมชาติที่มักสอดคล้องกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ ก็อย่างเช่น ดอกไม้ป่าที่ขึ้นในฤดูหนาวสามารถรักษาโรคที่เกิดขึ้นในฤดูหนาวได้ สมุนไพรแต่ละชนิดล้วนมีคุณสมบัติแตกต่างกัน แต่คุณสมบัติเหล่านั้นช่วยเหลือบำบัดรักษาโรคให้แก่มนุษย์ เหมือนมีใครจัดเตรียมพืชเหล่านี้ไว้ให้แก่มนุษย์

“พี่วานาอัน คิดอะไรอยู่หรือ?” อิสฮานซึ่งเห็นหญิงสาวยิ้มละไมเหมือนกำลังคิดอะไรเพลินอยู่จึงอดถามขึ้นด้วยความอยากรู้ไม่ได้

วานาอันหันหน้ามามองพยายามกลั้นยิ้มก็จะหัวเราะคิกออกมาอย่างน่ารัก

“ในที่สุดก็ยอมพูดแล้ว ทำเป็นเงียบมาตั้งสองวัน ไม่ยอมพูดไม่ยอมจา ที่แท้ก็เสียงแตกหนุ่มแล้วนี่เอง” วานาอันพูดพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทว่าคนนั่งหน้าแดงถึงใบหูแล้ว หญิงสาวยังคงอมยิ้มจนดวงตาเล็กหยี๋ เอียงคอมองหน้าเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู เมื่อเห็นใบหน้าของเขายังแดงกำ เธอเคยแต่เป็นคนหน้าแดงก้มหน้าก้มตาเมื่อถูกคนอื่นจ้องมอง เวลานี้กลับได้มาเป็นคนที่ได้จ้องมองคนอื่นหน้าแดงก็ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว

“ไม่เห็นจะต้องพูดทักขึ้นมาเลย” อิสฮานพูดด้วยเสียงแปร่งพร่า เขาเริ่มเสียงแหบมาสองสามวันแล้ว ทีแรกเขาคิดว่าตนเองป่วย เพราะไม่เคยรู้ว่ามีกระบวนการเปลี่ยนเสียงจากเสียงแหลมเหมือนเด็กไปเป็นเสียงผู้ใหญ่ด้วย ที่จริงหากเขายังอยู่ที่ซาโลม ท่านนาริสคงจะให้ความกระจ่างกับเขาได้ในทันที แต่เมื่อมาอยู่ในฟูดินันเขาก็ไม่ค่อยได้พูดหรือปรึกษากับใครมากนักเพราะกลัวจะหลุดปากเผลอพูดอะไรที่เป็นพิรุจ จึงคิดว่าหากเป็นอาการป่วยร่างกายก็คงรักษาได้เอง เพราะเขาก็ไม่ได้เจ็บปวดอะไรมีแค่อาการเสียงแหบ คงแต่เป็นไข้หรืออะไรทำนองนั้นและอีกอย่างเสียงแหบพร่าที่ฟังแล้วแปร่งหูเช่นนี้ ฟังดูน่าขันจะตาย เขาจึงคิดว่าพูดให้น้อยเข้าไว้จะดีกว่า แต่เมื่อเย็นวันก่อน เด็กหนุ่มในกลุ่มของเขาคนหนึ่งก็มีอาการคล้ายเขา ทีแรกเขาคิดว่ามันเป็นโรคติดต่อ แต่ที่สุดแล้วจึงได้รู้จากเด็กหนุ่มคนนั้นว่า นี่คืออาการเสียงแตกหนุ่ม ซึ่งเด็กชายทุกคนต้องเป็นในช่วงอายุประมาณนี้ เหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น เขาก็รู้สึกยินดีไม่น้อยว่าเขามีเครื่องหมายว่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เขาอยากจะโตให้ทันวานาอันเพื่อเขาจะได้ปกป้องดูแลเธอได้ ทว่าน้ำเสียงที่ฟังดูตลกในเวลานี้ ให้ใครได้ยินน้อยที่สุดน่าจะดีกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 13 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 15, 2010 4:21 pm

“ไม่เห็นต้องอายเลย ใครๆเขาก็เป็นกัน” วานาอันพูดให้กำลังใจ แต่ก็ยังยิ้มอย่างชอบใจอยู่

“เรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะเที่ยงเสียก่อน” อิสฮานที่ยังคงหน้าแดงรีบสาวเท้าก้าวนำหน้าออกไป

วานาอันที่ยังคงอมยิ้มอยู่รีบสาวเท้าตามไป เมื่อเห็นว่าอิสฮานหยุดหันมามองคล้ายจะเร่งให้เธอรีบตามให้ทัน ทั้งสองเดินลัดเลาะต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าไปเรื่อยๆ จนเข้าไปถึงพื้นที่ของเขตป่าทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบนิรันดา เขตพื้นที่นี้เป็นเขตป่าที่ลักษณะแปลกกว่าปกติเพราะมีต้นไม้ขึ้นแบบทึบสลับโปร่ง ดังนั้นจึงทำให้พื้นที่ในเขตนี้มีหลายส่วนที่แลดูลึกลับ

อิสฮานมองดูภูมิประเทศในแถบนี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ อาณาจักรฟูดินันนี้ช่างมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายของภูมิประเทศเหลือเกิน เมื่อเดินผ่านป่าโปร่งมาสักพักก็เข้าสู่เขตป่าทึบซึ่งมีหมอกบางๆ โรยตัวต่ำอยู่ วานาอันกวาดตามองครู่หนึ่งก็ยิ้มกว้าง

“นี่ไง” วานาอันย่อตัวลงเหนือกอดอกไม้สีขาวซึ่งมีความสูงแค่คืบแลดูน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม “ขอเก็บพวกเจ้าไปเพื่อไปใช้ทำยานะจ๊ะ” หญิงสาวพูดพลางค่อยๆ เด็ดดอกไม้ขึ้นมาอย่างทะนุถนอม “ขอบใจนะจ๊ะ”

“พี่วานาอันต้องขออนุญาตและขอบคุณดอกไม้เวลาจะเก็บด้วยหรือ? ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ๆ ข้ายังพอเข้าใจได้ แต่นี่แค่ดอกไม้เล็กๆ เองนะ” อิสฮานพูดพลางยิ้มพลาง เพราะขำในท่าทีของหญิงสาว

วานาอันหันมายิ้มอย่างอ่อนโยน “อิสฮานถึงดอกไม้จะเป็นเพียงแค่พืชต้นกล้าเล็กๆ เคลื่อนไหวเองไม่ได้หรือส่งเสียงร้องโต้ตอบกับเราไม่ได้ แต่มันก็มีชีวิตนะ แล้วคิดดูสิว่า เรากำลังจะให้มันสละชีพ เพื่อเป็นยารักษาชีวิตของเรา ทำไมเราถึงจะให้ความเคารพและขอบคุณมันไม่ได้หล่ะ”

อิสฮานรู้สึกทึ่งในความคิดของหญิงสาวไม่เคยมีใครในซาโลมสอนให้เขาให้ความเคารพหรือสำนึกในบุญคุณของชีวิตต้นไม้ใบหญ้ามาก่อน ตั้งแต่เขามาอยู่ที่ฟูดินันผู้คนที่นี่สอนให้เขาเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับทุกชีวิตในป่า แม้กระทั่งสัตว์หรือแมลงตัวเล็กๆ ชาวฟูดินันก็ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสัตว์ตัวใหญ่ๆ เลย อิสฮานยิ้มให้หญิงสาวด้วยความชื่นชม

“พี่วานาอันพูดถูกแล้ว ข้าไม่เคยสังเกตความจริงข้อนี้เลย ต่อไปข้าจะจำไว้” อิสฮานให้คำมั่นกับหญิงสาวซึ่งเธอก็ยิ้มให้เขาอย่างยินดี “เอาหล่ะ ถ้างั้นข้าช่วยเก็บฝั่งโน่นเอง จะได้กลับถึงบ้านก่อนเที่ยง”

“ตกลง แต่อย่าไปไกลนักหล่ะ” หญิงสาวไม่ลืมกำชับด้วยความเป็นห่วงเหมือนอย่างเคย

“ข้าขอเก็บเจ้าไปทำยานะ” อิสฮานพูดตามอย่างหญิงสาว พลางค่อยเก็บดอกไม้ขึ้นมาอย่างเบามือ ทำให้วานาอันพยักหน้าและยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะหันกลับมาเก็บดอกไม้ป่าที่เบื้องหน้าของตนต่อ

อิสฮานง่วนอยู่กับการเลือกและเก็บดอกไม้จนมารู้สึกตัวอีกที เขาก็อยู่ห่างวานาอันมากแล้ว เด็กหนุ่มชะเง้อมองวานาอัน ก่อนจะก้มลงมองถุงกระสอบที่พองขึ้นเพราะดอกไม้ป่า มันยังเหลือที่ว่างอีกประมาณครึ่งถุง เด็กหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ มองหาที่ที่มีดอกไม้เยอะๆ เขาอยากจะเก็บให้ได้เต็มกระสอบ เพื่อทำให้หญิงสาวดีใจ เขามองเห็นว่าที่บริเวณรอยต่อระหว่างเขตป่าโปร่งและป่าทึบมีกอดอกไม้ขึ้นอยู่หนาแน่นทีเดียว ถ้าเขาเก็บทั้งหมดนั่น ดูท่าว่ากระสอบน่าจะเต็มได้ อิสฮานยิ้มกว้าง หันกลับไปมองวานาอันที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บดอกไม้ ก็ไม่อยากขัดจังหวะ เขาไปไกลหน่อยเพียงครู่เดียวคงไม่เป็นไร

เด็กหนุ่มเดินเข้าไปใกล้บริเวณรอยต่อของชายป่า พลางมองลึกเข้าไปในเขตป่าทึบ นี่ถ้าเขามาเพียงลำพังในเวลากลางคืน เขาคงจะหลงทางแน่ๆ เด็กหนุ่มย่อตัวลงพูดขออนุญาตดอกไม้เหล่านั้น แต่แล้วหางตาของเขาก็จับภาพการเคลื่อนไหวได้ เขารับเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางนั้น แต่ก็.....ได้แค่เห็นพุ่มไม้ไหว เขานิ่งตัวอยู่เช่นนั้นไม่ขยับแต่ดวงตาสอดส่ายไปทั่ว หากเป็นสัตว์ร้ายเขาก็พร้อมจะกระโจนเข้าใส่มันทันทีเพื่อปกป้องวานาอัน

อีกครั้งที่มีเสียงดังออกมาจากพุ่มไม้คล้ายกับมีสัตว์วิ่งผ่าน อิสฮานเงี่ยหูฟังและมั่นใจท่ามันไม่ใช่สัตว์ตัวใหญ่ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้เพราะเขาแทบไม่รู้จักผืนป่าแถบนี้เลย ดังนั้นสัตว์ตัวเล็กก็อาจจะมีอันตรายได้ อิสฮาน ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด คราวนี้เขาเห็นแสงเรืองวูบผ่านไปทางพุ่มไม้อีกพุ่มหนึ่งลึกเข้าไปในเขตป่าทึบ เด็กหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่แล้วความอยากรู้อยากเห็นก็ชนะ เขาตัดสินใจหมอบคลานเข้าไปใกล้ ถ้าเป็นสัตว์ดุร้ายคงจะมีการส่งเสียงขู่หรือกระโจนเข้าใส่แล้ว แต่นี่ดูเหมือนมันจะวิ่งหนีด้วยซ้ำ เขายังคงเห็นแสงเรืองๆวูบผ่านตามช่องใบไม้ไปมา ไม่มีรังสีอย่างนักล่าหรือกลิ่นสาบอย่างสัตว์ดุร้ายหรือพวกสัตว์กินเนื้อเลยสักนิด อิสฮานมั่นใจมากขึ้นที่จะคืบคลานเข้าไปใกล้ และดูทีท่าว่าเจ้าสัตว์ที่อยู่หลังพุ่มไม้จะไม่วิ่งหนีไปไหน เหมือนมันรออยู่นิ่งๆ หลังพุ่มไม้อยู่เช่นนั้น

“ไม่ต้องกลัวนะ ข้าไม่ทำอันตรายเจ้าหรอก” อิสฮานพูดเสียงเบา เพื่อปลอบเจ้าสัตว์ที่อยู่หลังพุ่มไม้ไม่ให้ตกใจกลัวเขา เด็กหนุ่มค่อยแหวกพุ่มไม้ออกเป็นช่อง ทันใดนั้นเขาก็เห็นหน้าของเจ้าสัตว์ตัวนั้น ใบหน้าของมันดูน่ารัก ขนสั้นสีขาวเหมือนกำมะหยี่ จมูกเล็ก ทว่าดวงตาสีแดงกลมโต แม้ดวงตาจะเป็นสีแดง แต่มันก็ดูไม่น่ากลัวสักนิด แวบแรกเขาคิดว่าเป็นหนูแสง (Shining Rat) แต่หนูแสงที่เขาเคยเห็นไม่มีตาสีแดงเช่นนี้

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว” อิสฮานพูดปลอบอีกครั้ง เพราะเกรงว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้จะหนีไปเสียก่อน แต่ดูเหมือนมันทำท่าจะกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ อิสฮานจึงรีบชักมือกลับก่อนจะผงะถอยออกมา เจ้าสัตว์หน้าขนยื่นหน้าผ่านช่องใบไม้ออกเล็กน้อยจนเห็นดวงตาและจมูกของมันอย่างชัดเจน มันทำจมูกหยุกหยิกกระพริบตามองเด็กหนุ่มเหมือนไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด อิสฮานถดตัวถอยหลังห่างออกมาเล็กน้อย พลางค่อยๆล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง เขามีผลไม้แห้งลูกเล็กๆ สองสามผลที่ติดตัวเอาไว้กินเล่นระหว่างทางพกติดกระเป๋ามาด้วย

“ออกมานี่สิ” อิสฮานค่อยๆวางผลไม้แห้งไว้ตรงหน้าของตนผลหนึ่ง แล้วถอยห่างออกไป “เจ้าหิวหรือเปล่าผลไม้แห้งนี่อร่อยนะ” อิสฮานพูดเชิญชวนด้วยเสียงเบา แม้รู้ว่าสัตว์ตัวนี้คงจะฟังภาษาคนไม่ออก แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะใช้วิธีใดเชิญชวนมันให้ออกมาจากพุ่มไม้
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 13 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 15, 2010 4:22 pm

เจ้าสัตว์ตาแดงจ้องมองเขาตาแป๋ว ไม่แม้แต่จะเหลือบมองผลไม้แห้งที่เขาวางไว้เลย เด็กหนุ่มเริ่มจะไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วมันเป็นสัตว์กินเนื้อรึเปล่า ระหว่างที่กำลังลังเลใจอยู่นั้น เจ้าสัตว์ตาแดงกลมโตก็ขยับตัวอีกครั้ง มันดันตัวเองออกมาช้าๆ จนหัวผลุบออกมาจากพุ่มไม้ทั้งหัว เด็กหนุ่มอ้าปากค้างเมื่อเห็นหัวของมันอย่างถนัดชัดเจน มันกระพริบตาและทำจมูกหยุกหยิกใส่เขา แต่สิ่งที่เขากำลังจับจ้องอยู่ คือ แท่งเขาเรืองแสงที่อยู่บนหน้าผากของมันต่างหาก และยังมีแท่งเขาอีกสองแท่งอยู่บนหัว หูทั้งสองข้างยาวจนดูเหมือนจะยาวเท่าๆกับความกว้างของกะโหลกของมัน เมื่อเด็กหนุ่มสังเกตดูดีๆอีกครั้งก็เห็นว่า เขาทั้งสองและใบหูของมันถูกสวมทับด้วยอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายเสื้อเกราะ ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้คงจะมีเจ้าของกระมั่ง เพราะสัตว์คงจะไม่สามารถหาชุดเกราะมาใส่ได้เอง แล้วทำไมต้องใส่ชุดเกราะ มันเป็นสัตว์ที่ใช้ในการต่อสู้หรือ? แต่หน้าตาของมันก็ดูน่ารักเกินกว่าจะทำอันตรายใครได้

ระหว่างที่ความคิดกำลังแล่นอยู่ในหัวของเด็กหนุ่มไปเรื่อยๆ จู่ๆ เจ้าสัตว์ประหลาดตาสีแดงที่ยังคงจ้องประสานตากับเขาอย่างไม่วางตาก็ก้าวขาออกมาจากพุ่มไม้จนเขาเห็นร่างทั้งตัวของมัน เด็กหนุ่มผละถอยไปอีก เบิกตาโพร่งด้วยความตกตะลึง เจ้าสัตว์หน้าขนตัวนี้ช่างแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา ลำตัวสีขาวปรอด ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าลูกคาทาริโซ (Katharizo) เท่าไหร่นัก ขนที่ดูนุ่มเหมือนกำมะหยี่กับรูปร่างป้อมๆ ทำให้ดูน่ารักน่ากอด แต่ที่แลดูจะเด่นและสะดุดตากว่านั้นก็คือ ปีกที่มีขนคล้ายขนนกสีขาวที่ขยับไปมาอยู่ด้านหลังและหางยาวเล็กที่ปลายหางเรืองแสงได้ มันโบกหางไปมาช้าๆ เหมือนไม่ได้ตื่นเต้นหรือตกใจใดๆ มันดูนิ่งและค่อนข้างจะดูผ่อนคลายมากด้วยซ้ำ อิสฮานคิดไปเองว่าคงเป็นเพราะมันถูกมนุษย์เลี้ยงดู จึงไม่ตื่นคนสักเท่าไหร่ที่รอบคอ ขอบปีก และขาทั้งสี่ก็มีเกราะอ่อนสวมไว้ด้วย มันจึงดูเป็นส่วนประสมที่ค่อนข้างประหลาดในสายตาของเขา สัตว์ประหลาดมีตาสีแดง มีเขาและหางเรืองแสงได้ มีปีก ใส่ชุดเกราะ แต่กลับแลดูน่ารักอย่างเหลือเชื่อ เด็กหนุ่มอยากตะโกนเรียกวานาอันมาดู แต่ก็เกรงว่ามันจะตกใจวิ่งหนีไปเสียก่อน หรือมันอาจจะบินหนีไปก็ได้ ก็มันมีปีกนี่

อิสฮานลังเลอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรกับสัตว์ประหลาดตัวนี้ดี แล้วจะเอามันไปให้วานาอันดูอย่างไร หรือเจ้าของเจ้าสัตว์ตัวนี้อาจจะอยู่ใกล้ๆและอาจจะโมโหเขาที่เข้ามายุ่งกับสัตว์ที่น่ารักของเขา แต่ความประหลาดและความน่ารักของมันก็ทำให้อิสฮานขยับเข้าไปใกล้มันอีกนิดอย่างช้าๆ นี่ถ้ามันมีลูกหรือมีเพื่อนที่ยังไม่มีเจ้าของอยู่แถวนี้ เขาก็อยากจะจับมันมาเป็นสัตว์เลี้ยงให้วานาอันบ้าง

“หวัดดี” อิสฮานพูดพลางยืนมือออกไปช้าๆ เขาก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะลองสัมผัสส่วนไหนก่อนดี เจ้าสัตว์ประหลาดก็ยังคงมองนิ่งตรงมาที่เขาโดยไม่มีทีท่าหวาดกลัวใดๆ พอมือของอิสฮาน อยู่ใกล้มากพอ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวน้อยก็เอียงคอหนี ตาน้อยๆ เหมือนจะให้เด็กหนุ่มเกาหลังหู อิสฮานหัวเราะเบาๆในความเชื่องและน่ารักของมัน มันหลับตาพริ้มทำหน้าเหมือนชอบใจ

“พี่วานาอันต้องชอบเจ้าแน่ๆ” อิสฮานยิ้มกว้าง “เจ้าของของเจ้าอยู่ที่ไหนรึ? อยู่ใกล้ๆนี่รึเปล่า?” อิสฮานชะเงอมองไปรอบๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีสัญญาณของใครอื่นอยู่แถวนั้นเลย “หรือว่าเจ้าผลัดหลงกับเจ้าของ ถ้าเจ้าหลงกับเจ้าของพี่วานาอันอาจช่วยเจ้าได้นะ พี่วานาอันใจดี ข้าก็ยังถูกนางช่วยไว้เลย”

พูดจบ เด็กหนุ่มก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปช้าๆ ระวังว่าถ้าทำอะไรเร็วไปเจ้าสัตว์น้อยจะตกใจ แต่น่าประหลาดที่มันยอมให้อุ้มโดยดี มันน้ำหนักตัวค่อนข้างเบา ขนนุ่มมากจนเขาก็เปรียบไม่ถูกว่านุ่มเหมือนอะไร มันซบอกเขานิ่งๆ เหมือนคุ้นเคยกับการถูกอุ้มเช่นนี้ เด็กหนุ่มมองรอบตัวอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครที่อาจเป็นเจ้าของเจ้าสัตว์น่ารักตัวนี้อยู่แถวนั้น พลางหมุนตัวกลับไปยังเขตป่าโปร่งอีกครั้ง

อิสฮานใช้เวลาไม่นานก็มองหาวานาอัน พบหญิงสาวดูเหมือนจะเก็บดอกไม้จวนเต็มย่ามและตะกร้าสานแล้ว

“นี่วานาอัน ดูสิว่าข้าเจออะไร?” อิสฮานพูดเมื่อเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว

วานาอันหัวเราะคิกเมื่อได้ยินเสียงแปร่งๆ ของเขา พลางหันมายิ้มกว้างอย่างชอบใจ แต่แล้วรอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มน่ารัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น

“น่ารักจังเลย อิสฮาน นี่มันตัวอะไรกันนี่” วานาอันรับถุงย่ามลุกขึ้นขยับเข้าไปใกล้

“พี่วานาอันไม่รู้จักหรอกหรือ? ข้านึกว่าพี่จะรู้จักมันซะอีก ข้าเจอมันอยู่ที่ป่าทึบฝากโน้น” อิสฮานพยับเพยิบหน้าไปทางชายป่าทึบ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 13 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 15, 2010 4:25 pm

“ข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย” วานาอันเอียงคอมองเจ้าสัตว์น้อยตาสีแดง “ท่านปู่อาจจะรู้จักมันก็ได้ ดูสิ มันใส่ชุดด้วยนะ มันต้องมีเจ้าของแน่ๆ เลย” วานาอันพูดด้วยความเอ็นดู ก็ใครละจะไม่เอ็นดูสัตว์ที่ใส่อุปกรณ์ตกแต่งตามร่างกายเช่นนี้ วานาอันยื่นมือเข้าไปใกล้ แล้วเจ้าสัตว์น้อยก็ยื่นมือมาแตะที่นิ้วของหญิงสาว

“น่ารักจังเลย เจ้าหนูน้อย” วานาอันหัวเราะคิกหลงเสน่ห์เจ้าสัตว์ตากลมโตเสียเต็มเปา

“พี่วานาอันลองอุ้มดูไหม? มันตัวไม่หนักหรอกแถมยังเชื่องมากด้วย” อิสฮานยิ้มมองใบหน้าละไมของหญิงสาว เขายินดีจะไปหาเจ้าสัตว์ตัวนี้มาอีกตัวถ้าแลกกับการได้เห็นใบหน้าแห่งความสุขเช่นนี้จากหญิงสาว

หญิงสาวยิ้วกว้างด้วยความยินดี มองเด็กหนุ่มด้วยความลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไป “มาจ๊ะเจ้าหนูน้อย ขอฉันอุ้มเจ้าหน่อยได้ไหม?”

เจ้าสัตว์ประหลาดตาแดงทำจมูกหยุกหยิกจ้องมองเธอตาแป๋ว ไม่ขัดขืนเมื่ออิสฮานหย่อนตัวของมันลงในอ้อมแขนของหญิงสาว

“น่ารักจังเลย ขนก็นุ่ม” วานาอันกอดเจ้าสัตว์ประหลาดปุกปุยเบาๆ ใช้แก้มสัมผัสขนที่หลังหูของเจ้าสัตว์น้อย เจ้าสัตว์ประหลาดดูน่าจะชอบใจเพราะมันเอียงคอขึ้น ทำให้ส่วนแก้มของมันถูกับแก้มนวลของหญิงสาว “อ้าน่ารักเหลือเกิน ข้าไม่เคยรู้เลยว่ามีสัตว์ที่น่ารักเช่นนี้อยู่ในฟูดินันด้วย”

อิสฮานที่ได้แต่มองตะลึง เขาไม่รู้ว่ากำลังมองความน่ารักของใครกันแน่ ความน่ารักของเจ้าสัตว์ประหลาดขนนุ่มหรือของหญิงสาวตรงหน้า หรืออาจจะทั้งคู่ เขามัวแต่มองเพลินจนไม่ทันฟังหญิงสาวพูด

“พี่วานาอันพูดว่าอะไรนะ?”

“ข้าพูดว่า เราคงต้องปล่อยเจ้าหนูนี่ไป ป่านนี้เจ้าของเขาคงเป็นห่วงแย่แล้ว” วานาอันพูดอย่างเสียดาย แต่เธอก็ไม่เห็นแก่ตัวจนคิดจะขโมยเจ้าสัตว์ที่น่ารักนี้กลับบ้านแม้มันจะน่ารักสักเพียงไหน

“พี่คิดอย่างนั้นเหรอ?” อิสฮานถามย้ำอย่างลังเล “ข้าไม่เห็นใครอยู่แถวนี่เลย มันอาจจะหลงทางก็ได้”

วานาอันมองเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขน ซึ่งมันก็มองตอบเธอตาแป๋ว “เจ้าหนูนี่อาจจะกลับบ้านเองเป็นก็ได้ ดูท่าทางมันฉลาดออก” วานาอันลูบปีกที่หุบแนบกับอยู่ที่ข้างลำตัวของมันอย่างทะนุถนอม ก่อนจะค่อยๆ วางเจ้าสัตว์ขนปุยลงบนพื้นหญ้าด้วยท่าทางเสียดายอยู่ไม่น้อย “ไปสิเจ้าหนูน้อย กลับไปหาเจ้านายของเจ้าเสีย เจ้านายคงกำลังเป็นห่วงเจ้าอยู่แน่ๆ เลย”

ทว่าเจ้าสัตว์น้อยกลับนั่งลงบนหลังเท้า กระดิกหางไปมา จ้องมองหญิงสาวตาแป๋วไม่ขยับไปไหนเลย

“โอ้...นี่ข้าจะทำยังไงกับเจ้าหนูนี่ดีเนี่ย” วานาอันกอดอกพลางใช้มืออีกข้างรองคางไว้ รอยยิ้มละไมปรากฎบนเรียวปากบางของหญิงสาว

“ทั้งเชื่อง ฉลาด น่ารัก ช่างประจบ” วานาอันหัวเราะเสียงใส พูดคะยั้นคะยอ “ไปสิจ๊ะ”

แต่เจ้าสัตว์ขนปุยยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น วานาอันลองก้าวถอยออกมา เจ้าสัตว์ขนปุยก็ขยับตาม หญิงสาวถอยหลังอีกสองก้าว เจ้าสัตว์ขนปุยก็กระโดดสองทีตามหญิงสาวเข้าไปใกล้

“โอ๊ะโอ๋” วานาอันเอียงคอมอง “สงสัยเจ้าหนูนี่จะหลงทางจริงๆ กระมัง ดูสิไม่ยอมไปไหนเลย”

วานาอันลองขยับตัวไปทางขวา เจ้าสัตว์ประหลาดก็ขยับตาม หญิงสาวลองขยับตัวมาทางซ้าย มันก็กระโดดตามอีก

“ดูท่าทางเราต้องเอากลับไปด้วยซะแล้วละมั้ง?” อิสฮานพูดยิ้มขำท่าทางของทั้งคู่

“นั่นสินะ บางทีท่านปู่อาจจะพอรู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าหนูนี่ก็ได้หรืออาจจะรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ” วานาอันยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางก้มตัวลง ยื่นมือทั้งสองออกไป “มา...เจ้าหนูน้อย ไปหาท่านปู่กัน”




ขณะที่วูจินกำลังนั่งเอนหลัง จิบชาสมุนไพรอยู่ที่ระเบียงบ้าน ดื่มด่ำกับสายลมเย็นสบายและเสียงอันไพเราะของนกน้อยในป่า

“ท่านปู่ พวกเรากลับมาแล้ว” เสียงวานาอันดังแว่วมาจากหน้าประตูรั้วเตี้ยๆ

วูจินลุกขึ้นยืนช้าๆ พลางยิ้มกว้างโบกมือให้หลานทั้งสอง อิสฮานนั้นหอบกระสอบย่ามและตะกร้าจนดูพะรุงพะรัง ในขณะที่วานาอันนั้นใช้ผ้าคลุมไหล่ห่ออุ้มอะไรสักอย่างไว้ในอ้อมแขน ชายชราเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ส่ายหน้าช้าๆ เหมือนภาพนี้เขาเห็นจนชินตา

“นี่หลานสาวข้า เก็บตัวอะไรมาได้อีกแล้วสิเนี่ย” วูจินสัพยอกเมื่อหลานสาวเดินเข้ามาใกล้

“ตัวอะไรก็ไม่รู้สิคะ อิสฮานเป็นคนเจอมัน หลานก็ไม่เคยเห็นเจ้าตัวนี้มาก่อนเลยค่ะ” วานาอันพูดกับวูจินพลางหันไปส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มที่กำลังเดินก้าวข้ามบันไดทีเดียวสามขั้นขึ้นมาบนระเบียง

“ท่านปู่ดูสิ หลานไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย” วานาอันเปิดผ้าขึ้น เผยให้เห็นสัตว์ประหลาดหน้าขนกำลังกระพริบตาและยืดขายืดปีกเหมือนบิดขี้เกียจ ยอดเขาเรืองแสงค่อยๆ สว่างขึ้น มันกระพริบตากลมโตสีแดงก่อนจะหาววอดแล้วซุกหัวลงไปใหม่

“ดูสิคะ น่ารักจริงๆ เลย” วานาอันหัวเราะคิดอย่างเอ็นดู ทว่ารอยยิ้มก็ชะงักค้างอยู่เช่นนั้นเหมือนเห็นว่าวูจินไม่ยิ้มด้วย “มีอะไรรึคะ ท่านปู่? ” เสียงหญิงสาวสลดลง มองหน้าชายชราด้วยความไม่แน่ใจ

วูจินกระตุกยิ้มกลบเกลื่อน พลางดันหลังหลานสาวเข้าไปในบ้าน “ไปๆ เข้าไปคุยกันในบ้าน พวกเจ้าเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ เข้าไปนั่งพักกินน้ำกินท่ากันก่อน” วูจินกวักมือเรียกอิสฮาน “ดอกไม้พวกนั้น เดี๋ยวค่อยเอาไปตากก็ได้”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 13 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 15, 2010 4:28 pm

อิสฮานและวานาอันเดินเข้าบ้านไปอย่างว่าง่าย เมื่ออิสฮานเปิดประตูตามหลังแล้ว ก็ได้ยินเสียงวูจินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ เหมือนถามไถ่ที่มาที่ไปตามปกติ

“เมื่อกี้เจ้าว่าใครเป็นคนพบนะ?”

“อิสฮานคะ เขาพบที่ฝั่งป่าทึบแล้วอุ้มมาหาหลาน” หญิงสาวเล่าอย่างร่าเริง พลางวางเจ้าสัตว์ประหลาดลงบนโต๊ะอย่างเบามือ ทันทีที่ลงยืนบนโต๊ะมันก็ยืดขาหน้าเหยียดแข้งเหยียดขา สะบัดปีก สะบัดหาง เพื่อคลายความเมื่อย ชายชราได้แต่ไล่ไปตามอวัยวะทุกส่วนของเจ้าสัตว์ตัวน้อย ด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก

“ท่านปู่?!? ” วานาอันพูดด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจอีกครั้ง “ท่านปู่ฟังข้าเล่าอยู่รึเปล่า?...ท่านปู่ดูแปลกๆ รู้สึกไม่สบายตรงไหนรึเปล่าคะ? ” หญิงสาวเริ่มวิตกกังวลเมื่อเห็นท่าทางที่แปลกไปของวูจิน อิสฮานเองก็รู้สึกผิดสังเกตเช่นกัน แต่ก็มิได้พูดอะไรออกมา เพราะไม่แน่ใจว่าท่าทางแปลกๆของวูจินนี้มีความหมายว่าอย่างไร

“เปล่าหรอก ปู่สบายดี แค่ปู่ไม่เคยเห็นเจ้าตัวนี้มาก่อนเหมือนกัน เลยมองเพลินไปหน่อย” วูจินพูดปลอบหลานสาว

“อ้าว...ท่านปู่ก็ไม่รู้จักมันหรอกหรือคะ? ข้านึกว่าท่านปู่จะรู้อะไรเกี่ยวกับมันบ้าง เพราะดูเหมือนมันหลงทางหรือพลัดกับเจ้าของมา”

“ก็ไม่เชิงว่าไม่รู้จักหรอก” วูจินพูดเสียงเนิบๆ พลางมองสังเกตเจ้าสัตว์ประหลาดด้วยความสนใจ “อย่างที่ปู่บอกเจ้านั่นแหละแค่ปู่ไม่เคยเห็น เอ๊าไหนอิสฮาน เล่าให้ปู่ฟังสิว่าเจ้าพบมันได้อย่างไร?” วูจินหันไปทางเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งมองเจ้าสัตว์ประหลาดบนโต๊ะเพลินอยู่

อิสฮานไม่ทันได้สังเกตสีหน้าจริงจังที่เหมือนกำลังคาดคะเนอะไรอยู่ในใจของผู้เฒ่าวูจิน จึงเล่าเรื่องที่ตนประสบพบเจอเจ้าสัตว์ปรหลาดอย่างตื่นเต้น วูจินนั่งฟังไปพลางพยักหน้าไปพลางอย่างเงียบๆ ทันทีที่อิสฮานเล่าจบ วานาอันก็รีบถามอย่างตื่นเต้น
“ตกลงว่าท่านปู่ทราบแล้วใช่ไหมค่ะ? ว่าเจ้าหนูนี่เป็นตัวอะไรกันแน่?”

“อืม!” วูจินพยักหน้า “ปู่เชื่อว่านี่คือ ชินชิน (Shin Shin ) แล้วถ้าเจ้าอยากรู้ว่าใครเป็นเจ้าของชินชินตัวนี้ เขาไม่มีใครเป็นเจ้าของหรอก เขาอยากอยู่กับใครก็อยู่ อยากจะไปเมื่อไหร่ก็ไป ไม่มีใครบังคับเขาได้หรอก ถ้าตอนนี้เขาอยากอยู่ที่นี่เราก็จะเลี้ยงดูเขาอย่างดี”

“จริงหรือคะท่านปู่ เราเลี้ยงเจ้าหนูนี่ไว้ได้เหรอคะ?” น้ำเสียงร่าเริงของวานาอันพาลทำให้ทุกคนยิ้มตามไปด้วย

“ก็ต้องแล้วแต่เขาว่าอยากอยู่ที่นี่รึเปล่า? แต่ปู่คิดว่าเราน่าจะเรียกชื่อของเขามากกว่าจะเรียกว่าเจ้าหนูนะ”

“โอ้” วานาอันหน้าแดงขึ้น “นั่นสินะค่ะ เราน่าจะตั้งชื่อให้ชินชินตัวนี้”

“ไม่ใช่ วานาอัน” วูจินยิ้มส่ายหน้าช้าๆ “เขาไม่ใช่ตัวชินชิน แต่ชินชินเป็นชื่อของเขา”

“เอ๋?!” วานาอันและอิสฮานร้องออกมาแทบจะพร้อมกัน ในขณะที่ชินชินยกขาหลังขึ้นเกาหลังหูอย่างไม่ยินดียินร้ายกับการสนทนาของคนทั้งสาม

“ชินชิน เป็นชื่อหรอกหรือนี่” อิสฮานกล่าวด้วยความฉงน “ถ้าเช่นนั้น แล้วเจ้าตัวนี้มันคือตัวอะไรกันครับท่านปู่?”

“นั่นสิคะ? แล้วมันกินอะไรเป็นอาหาร? เห็นว่าอิสฮานให้ผลไม้แห้งก็ไม่กิน” หญิงสาวขมวดคิ้วถามแต่ยังไม่ทันที่วูจินจะตอบ ชินชินก็ใช้มือคว้าดอกไม้ป่าสีชมพูอ่อนที่วานาอันนำมาประดับแจกันตั้งแต่เช้ามาใส่ปากเคี้ยวตุ้ย

“ฮ่ะ ฮ่ะ” วูจินหัวเราะเบาๆ “ชอบกินดอกไม้นี่เอง ถ้าเช่นนั้นก็เลี้ยงไม่ยาก ฟูดินันมีดอกไม้มากมายจนเขากินไม่ไหวเชียวหล่ะ” วูจินพูดพลางหันไปทางหลานสาว “วานาอัน ทำไมหลานไม่พาชินชินไปสำรวจรอบๆ บ้าน ทำความคุ้นเคยเสียหน่อยล่ะ?”

“ได้เลยค่ะท่านปู่” วานาอันตอบด้วยความร่าเริงและเต็มใจอย่างยิ่ง “มาจ๊ะ ชินชิน มาดูบ้านใหม่ของเจ้ากัน ไปกันเถอะอิสฮาน”

“อืม!” อิสฮานยิ้มกว้างรีบลุกขึ้นทันที

“เดี๋ยวก่อน” วูจินเอ่ยขึ้น “อิสฮานเจ้าอยู่ที่นี่ก่อน”

“เอ๋?” วานาอันที่กำลังอุ้มชินชินไปถึงหน้าประตูหันกลับมามองวูจินด้วยความแปลกใจ

“มีอะไรหรือครับท่านปู่?” อิสฮานก็รู้สึกประหลาดใจไม่แพ้กัน เขาจับสังเกตได้ว่าวูจินมีท่าทีที่แปลกไปหรือสาเหตุนั้นจะมาจากตัวเขา เด็กหนุ่มเริ่มวิตกกังวลมากขึ้น

“วานาอัน เจ้าไปก่อนเถอะ ปู่มีธุระจะคุยกับอิสฮานสักประเดี๋ยว”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 13 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 15, 2010 4:32 pm

“ค่ะ ท่านปู่” วานาอันรับคำ สีหน้าของเธอมองสบตา อิสฮานเหมือนจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แววตาของเด็กหนุ่มก็ว่างเปล่าไร้คำตอบเช่นกัน เธอจึงจำต้องก้าวออกไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะยิ้มให้กำลังใจเด็กหนุ่ม ปู่ของเธอไม่ใช่คนไร้เหตุผลหรือดุร้าย อิสฮานอาจจะเผลอทำผิดพลาดหรือซุกซนอะไรเข้า ท่านปู่จึงอยากจะอบรมเขาสักหน่อย หญิงสาวปิดประตูตามหลังและก้าวลงบันไดไป ชินชินที่กำลังสดชื่นเต็มที่ หันหน้าซ้ายขวามองสำรวจรอบๆ ด้วยความสนใจเพราะตอนเขามามันนอนหลับอยู่ในห่อผ้า จู่ๆลมเย็นของฤดูหนาวก็พัดผ่านมาจนทำให้หญิงสาวต้องห่อไหล่เข้าหากัน วานาอันรีบกระชับผ้าคลุมไหล่ขึ้น ทว่ามันไม่ได้อยู่ที่นั่น หญิงสาวจึงจำได้ว่าเธอลืมผ้าคลุมไหล่ไว้บนโต๊ะนั่นเอง วานาอันลังเลเล็กน้อยที่จะกลับเข้าไปในห้องใหม่ แต่ก็คิดได้ว่าถ้าอิสฮานกำลังโดนดุ เธอก็อาจจะช่วยแก้ตัวใดๆได้บ้าง หญิงสาวยิ้ม ความรู้สึกของคนเป็นพี่เป็นอย่างนี้นี่เอง คิดได้ดังนั้นก็หมุนตัวเดินกลับขึ้นไปบนระเบียงบ้าน

“อิสฮาน” วูจินเอ่ยขึ้นเมื่อเสียงฝีเท้าของหลานสาวแว่วห่างออกไป

“ครับ ท่านปู่” อิสฮานตอบ แต่ในใจนั้นเริ่มรู้สึกว้าวุ่น

“เจ้ารู้ไหมว่า ชินชิน เป็นสัตว์ที่พิเศษมาก”

“อย่างนั้นหรือครับ?” อิสฮานได้ยินเสียงตัวเองตอบออกไป ไม่แน่ใจว่าวูจินตั้งใจจะกล่าวอะไร

“มันอาจจะมีแค่ตัวเดียวในโลกเทร่านี้ก็ได้ ดังนั้นการพบชินชินจึงเป็นเรื่องที่พิเศษมาก”

“เรื่องพิเศษ” อิสฮานยิ้มกว้าง เขาก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่ตื่นเต้นเมื่อได้รู้ว่าตนได้ค้นพบสิ่งพิเศษหรือล้ำค่าถึงขนาดมีแค่หนึ่งเดียวในโลก

“ที่ฟูดินันมีตำนานเก่าแก่อยู่มากมาย บางตำนานก็เก่าเสียจนผู้คนแทบจะลืมเลือนกันไปหมดแล้ว ปู่เองก็หลงลืมไปบ้างก็มี แต่เจ้ารู้ไหม...มีอยู่ตำนานหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า ชินชิน สัตว์กึ่งเทพ ขนขาวนุ่มดุจกำมะหยี่ ดวงเนตรราวทับทิมแดงสุกใส มีเขาเปล่งประกายเรืองรอง หางเป็นดาว ปีกเป็นนก กินแต่ดอกไม้เป็นทิพย์อาหาร มีเพียงกษัตริย์หรือผู้มีสายเลือดของกษัตริย์เท่านั้นถึงจะมีบุญญาวาสนาได้พบกับชินชิน”

ทันทีที่วูจินพูดจบ อิสฮานก็หน้าซีดเผือด รอยยิ้มหุบหายไปจากใบหน้า

“เจ้าคิดว่าอย่างไร อิสฮาน” วูจินถามเสียงเรียบ

“ขะ...ข้า...” อิสฮานตกใจจนแทบจะสิ้นสติ นี่มันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายที่สุดในชีวิตของเขา เด็กหนุ่มพยายามกระตุ้นให้หัวสมองคิดหาคำตอบให้เร็วที่สุด

“ขะ...ข้า...นั่น...นั่น เป็นเพราะพี่วานาอันก็อยู่แถวนั้น พี่วานาอันเป็นเจ้าหญิงแห่งฟูดินัน ข้าจับมันมาให้นาง นางเป็นผู้มีสายเลือดของกษัตริย์” อิสฮานละล่ำละลักตอบ พยายามย้ำความเป็นเจ้าหญิงของวานาอัน จนประโยคฟังดูกระท่อนกระแท่นไม่ต่อเนื่องกันเท่าไหร่

วูจินได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าช้าๆ “อิสฮานเจ้าเป็นคนพบชินชิน ไม่ใช่วานาอัน” วูจินพูดพลางมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
อิสฮานหลุบตาลงไม่กล้าเงยหน้าสบตาเหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา มือทั้งสองข้างกำแน่นเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ เขารู้สึกว่าเลือดไหลวูบลงไปจากใบหน้าของเขา ตอนนี้หน้าของเขาคงซีดราวกับกระดาษ

“ถ้าเจ้ายังเห็นว่าตาแก่อย่างข้าเป็นปู่อยู่ละก็ บอกข้ามาตามตรงว่าเจ้าเป็นใครกันแน่?” วูจินยื่นคำขาด

จู่ๆ ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าครอบครองพื้นที่ภายในห้อง ภายนอกทั้งสองดูเหมือนนั่งกันนิ่งๆ ไม่มีอาการทุกข์ร้อนใดๆ ทว่าฝ่ายผู้เยาว์วัยกว่าภายในใจกลับพุ่งพล่านไปด้วยความสับสน ตื่นตระหนก เศร้าโศก หวาดกลัว และอีกหลายหลายอารมณ์ที่ยากเกินกว่าจะกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูด

ภายในใจของฮิสฮานกรีดร้องอย่างโหยหวนให้กับความโหดร้ายของโชคชะตา นี่เขาทำบาปกรรมอะไรไว้หรือ สวรรค์จึงชิงชัง นรกจึงลงทัณฑ์เขาอย่างไม่ปราณีเยี่ยงนี้ ไม่ว่าเขาพยายามจะมีชีวิตใหม่ในแผ่นดินใหม่อย่างไร แต่หนี้เลือดของคนนับล้านก็ยังคงตามมาทวงความแค้นกับเขาใช่หรือไม่ ? ความเจ็บปวดเริ่มกัดกร่อนประตูหัวใจในส่วนที่ลึกที่สุดของเขา ส่วนที่เขาฝั่งตัวตนเดิมของเขา ชีวิตเดิมที่เขาพยายามกักขังมันไว้ในใจตลอดกาล ทันทีที่ความทุกข์แสนสาหัสนั้นพลั่งพรูเอ่อล้นจนท่วมจิตใจของเขา ภาพความทรงจำเก่าๆ ที่เขาพยายามลบมันออกไปก็กลับมากระแทกเข้าใส่เขาอย่างจัง ทั้งความหงอยเหงาตลอดช่วงชีวิตในวัยเด็กของเขา การพลัดพรากกับมารดาครั้งแล้วครั้งเล่า ความว้าเหว่เดียวดายที่เข้าจู่โจมเขาทุกวันคืน เสียงร่ำไห้คร่ำครวญของบรรดาหญิงหม้ายและลูกกำพร้าที่กล่าวโทษว่าเหตุแห่งสงครามและหายนะนั้นคือตัวเขา ความตายของผู้คนเรือนแสนที่เขาเป็นหนี้เลือดของผู้คนเหล่านั้น และความตายของมารดาที่ถูกเผามอดไหม้เป็นจุลทั้งเป็นต่อหน้าต่อตาของเขา
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 13 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ พุธ ธ.ค. 15, 2010 4:36 pm

ทันทีที่น้ำตาหยดแรกไหลร่วงลงมาจากดวงตาของเด็กหนุ่ม เสียงร้องไห้ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดก็ระเบิดออกมาจากเขา เสียงหวนไห้นั้นราวกับหัวใจของเขากำลังถูกฉีกทิ้งอย่างน่ารักมโหด ความทุกข์มากมายมหาศาลที่เขาพยายามเก็บกดมันไว้ไหลเอ่อล้นออกมาจากตัวเขาจนเต็มคับห้อง ความเจ็บปวดและโศกเศร้าถาโถมใส่เขาจนต้องคร่ำครวญออกมา

เขาคร่ำครวญเป็นภาษาซาโลมอย่างขมขื่นกับโชคชะตาที่แสนโหดร้ายของเขา ในเมื่อถูกจับได้แล้วเขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องระวังหรือปกปิดความเป็นชาวซาโลมอีกต่อไป เด็กหนุ่มคร่ำครวญตัดพ้อเหตุการณ์ในชีวิตอย่างเจ็บปวด ราวกับว่าเขาปลดปล่อยความรู้สึกและอารมณ์ทั้งหมดที่เขาพยายามปิดบังซ่อนเร้นจากทุก ๆ คนมานานแรมปี นานก่อนที่จะมาถึงฟูดินันด้วยซ้ำ รากแห่งความขมขื่นในชีวิตของเขาหยั่งรากลึกอยู่ในหัวใจของเขามานานนับสิบปี เหมือนปีศาจร้ายที่คอยลงแส้ในจิตใจของเขาอย่างโหดน่ารักมอยู่ทุกชั่วเวลานาที มันคงเป็นตราบาปที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด ตราบาปที่ว่าเขาเป็นผู้นำหายนะมาสู่ทวีปเมอร์ริเซีย

ผู้เฒ่าวูจินตกตะลึงกับท่าทีของเด็กหนุ่มจนนิ่งค้างทำอะไรไม่ถูก ความทุกข์โศกที่มากล้นจนไหลท่วมไว้ไปทั้งร่างของผู้เฒ่า เขาไม่เคยพบใครที่แบกความทุกข์มากมายเช่นนี้มาก่อน เสียงคร่ำครวญด้วยภาษาต่างชาติที่ชายชราไม่เข้าใจ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างเหลือเกินของเขา

“อิสฮาน...” วูจินพูดด้วยใบหน้าเศร้าสลด เอื้อมมือไปแตะไหล่ของเด็กหนุ่มและในทันใดนั้น ชายชราก็สัมผัสได้ถึงความปวดร้าวและขมขื่นมากมายเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูด มือของวูจินสั่นเทา น้ำตาเริ่มไหลเอ่อคลอ หัวใจของเด็กหนุ่มกำลังแตกสลาย

“ใช่ ข้าเป็นเขา...ข้าเป็นเขา!!” อิสฮานคร่ำครวญสารภาพเป็นภาษาฟูดินันด้วยน้ำเสียงขมขื่น ชิงชัง ที่ต้องยอมรับตัวตนของตนเอง พลางคุกเข่าลงโขกศีรษะลงกับพื้นที่แทบเท้าวูจิน “ข้าเป็นต้นเหตุของมหาสงครามครั้งนี้ ข้าเป็นหนี้ชีวิตของคนทั้งทวีป ท่านจะเอาข้าไปมอบให้พวกชาวบ้านลงทัณฑ์หรือจะมอบให้ฟีเลเซียก็ตามแต่ท่านปู่เถิด ข้าจะไม่โกรธแค้นหรือกล่าวโทษตำหนิท่านเลย”

วูจินน้ำตาร่วง ใช้มือทั้งสองพยายามประคองไหล่ของอิสฮานขึ้นมา แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงซบหน้าลงกับพื้นร่ำไห้อยู่เช่นนั้น

“อิสฮาน เจ้าเห็นปู่โหดร้ายใจน่ารักมอย่างนั้นหรือ? ปู่จะทำอย่างนั้นกับเจ้าได้อย่างไรกัน” วูจินพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“มันสมควรจะเป็นเช่นนั้น ข้าเตรียมใจไว้อยู่แล้วตั้งแต่วันแรกที่มาถึงที่นี่ ว่าสักวันหนึ่งฐานะของข้าต้องถูกเปิดเผยและโทษของข้าแม้ความตายก็ยังไม่สาสมกับความผิดด้วยซ้ำไป “อิสฮานพูดพยายามกลั้นสะอื้น เป็นความจริงที่เขาเตรียมใจที่จะยอมรับความตายหากถูกจับได้ ตั้งแต่รู้ว่าถูกมารดาส่งมาอยู่ที่ฝั่งฟูดินัน

วูจินเม้นมากแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้ เขารู้สึกสงสารเจ้าชายน้อยแห่งอาณาจักรซาโลมเหลือเกิน นี่เขาอยู่ที่ฟูดินันด้วยความรู้สึกเช่นนี้มาตลอดหรือ? เขาต้องหวาดกลัวมากมายขนาดไหนตลอดการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ความทุกข์ความเจ็บปวดและขมขื่นมากมายที่ไหลบ่าออกมาจากตัวเขา บอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าคำพูดของเขา แม้จะไม่รู้ว่าเจ้าชายวัยเยาว์ผู้นี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง แต่มันก็บ่งบอกได้ว่าทุกวันนี้เขาก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็นอยู่แล้ว เขาเกิดมาแค่สิบกว่าปี แต่กลับแบกความทุกข์มากมายถึงเพียงนี้ วูจินนึกไม่ออกเลยว่าเคยเจอะเจอใครที่มีความทุกข์มากมายเท่ากับเด็กหนุ่มตรงหน้านี่หรือไม่

“อิสฮาน” วูจินประคองใบหน้าที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความขมขื่นของเด็กหนุ่มขึ้นมา

“ฟังปู่ให้ดี ปู่ไม่เคยคิดทำร้ายเจ้า และปู่ก็จะไม่ทำด้วย”

อิสฮานมองหน้าวูจินผ่านม่านน้ำตาด้วยความงุนงง เขาคงหูฝาดหรือไม่ก็กำลังหลอกตัวเองอยู่แน่ๆ

“ท่านกำลังพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ”

“เจ้าไม่ต้องเปิดเผยฐานะของเจ้า ปู่ก็จะไม่บอกใครเช่นกัน ระหว่างอยู่ที่นี่ขอให้เจ้าวางใจ ปู่จะไม่ให้ใครทำร้ายเจ้าได้”

“ท่านไม่โกรธเกลียดข้าหรือ? ข้าเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนะ” อิสฮานถามย้ำด้วยความสับสนระคนประหลาดใจ

“อิสฮาน คนที่ก่อสงครามไม่ใช่เจ้า คนที่เข่นฆ่าผู้คนมากมายก็ไม่ใช่เจ้า แต่เป็นความโลภ ความหลงที่อยู่ในใจคนต่างหาก “วูจินพูดพลางลูบศีรษะของเด็กหนุ่มอย่างปลอบโยน “ปู่ยังเป็นปู่ของเจ้า และเจ้าก็ยังเป็นหลานปู่เหมือนเดิม”

อิสฮานได้ยินดังนั้น น้ำตาก็เออคลอขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มิใช่น้ำตาแห่งความขมขื่น ทว่าเป็นน้ำตาแห่งความหวัง “ข้ายังอยู่ที่นี่ต่อไปได้หรือ? ท่านยังต้อนรับข้าอยู่หรือ?”

วูจินไม่กล่าวอะไร นอกจากยิ้มทั้งน้ำตาพลางพยักหน้า เด็กหนุ่มซึ่งนั่งอยู่แทบเท้ารู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ทำไมเขาถึงได้รับความเมตตาถึงขนาดนี้ ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขาสมควรได้รับคือความตาย แต่นี่เขากลับได้ชีวิต มารดาของเขาคิดถูกแล้วที่ส่งเขามาที่นี่ อิสฮานรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาได้ที่พักผ่อน หลังจากต้องโดดเดี่ยวเดียวดายและต่อสู้เพียงลำพังมานาน

“ ขอบคุณครับท่านปู่ ขอบคุณ ” พูดได้เพียงเท่านั้น อิสฮานก็ซบหน้าลงกับตักของผู้เฒ่าและเริ่มร้องไห้อีก แต่เป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติและซาบซึ้งในความเมตตาที่ได้รับอย่างไม่คาดฝัน


ที่อีกฟากของประตู หญิงสาวยืนนิ่งหน้าซีดเผือดมาก สั่นระริก น้ำตาไหลออกจากดวงตาคู่งามไม่ขาดสาย ในอ้อมแขนยังคงอุ้มชินชินอยู่ ทว่าดูเหมือนเธอไม่ได้รู้สึกถึงตัวตนของชินชินเลย มันได้แต่เงยหน้ามองหยดน้ำตาที่ไหลหยดลงบนใบหน้าของมันอย่างเศร้าสร้อย มันเอียงคอมองหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง เสียงแผ่วเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบลอดผ่านริมฝีปากที่สั่นระริก

“อิสฮาน คือ เจ้าชายของอาณาจักรซาโลม?!”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน