Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน อังคาร ธ.ค. 10, 2019 11:14 pm

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 10 @@

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


@@ นิยายSMN Epi9 Chapter 10 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อังคาร ธ.ค. 14, 2010 12:04 am

Chapter 10



กลางดึกสงัดคืนหนึ่ง ภายใต้เงามืดของกิ่งไม้พุ่มไม้ที่ขึ้นเรียงรายกันอยู่อย่างหนาแน่น กลุ่มคนไม่อาจระบุจำนวนได้กำลังคืบคลานไปตามพื้นดิน การขยับเขยื้อนแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง จนแม้แต่ใบไม้แห้งกรอบที่ร่วงหล่นตามพื้นยังถูกหลบหลีก ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบกระซาบ ทว่าใช้เสียงจากปากเลียนเสียงสัตว์ชนิดต่าง ๆ เพื่อสื่อสารกัน ทุกคนถูกฝึกมาอย่างดีว่าเสียงสัตว์ชนิดไหนหมายความว่าอะไร แม้แต่เสียงนกกระพือปีกบนยอดไม้ หากเพ่งมองดูดี ๆ โดยอาศัยแสงจันทร์ก็จะเห็นว่าเป็นมนุษย์ที่ใช้ขนนกติดตามร่างกายเพื่ออำพรางตัวต่างหาก แต่ทว่าคืนนี้เป็นคืนเดือนมืด จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ใครจะสามารถสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ อีกทั้งแต่ละคนยังใช้ดินโคลนผงถ่านและขี้เถ้าทาพอกจนทั่วร่างกายและเสื้อผ้าอาภรณ์จนยากนักที่จะสามารถมองเห็นได้ในเงามืด แม้แต่กลิ่นกายก็ถูกผงถ่านและขี้เถ้าดูดซับไปจนหมด แม้บรรดาสัตว์ป่าหรือเผ่าพันธุ์ที่มีจมูกไวเหมือนสัตว์ยังอาจจะดมกลิ่นพลาดได้ จะมีก็แต่เพียงจิตสังหารและแววตาแข็งกร้าววาวโรจน์ที่เผยแสดงอยู่ในเงามืดเท่านั้น แต่ใครเล่าจะสัมผัสได้ในยามวิกาลที่ทุกคนต่างหลับใหลอยู่บนเตียงอันอบอุ่นเช่นนี้

กลุ่มคนที่ลึกลับเหล่านี้ยังคงคืบคลานมุ่งหน้าไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ต่างจากเหล่าสัตว์นักล่าในยามราตรี ยิ่งเข้าใกล้ที่หมายเสียงร้องอย่างสัตว์ป่าก็ยิ่งถูกใช้น้อยลงเรื่อย ๆ พวกเขาจะใช้เมื่อจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

ไกลออกไปหลายร้อยหลา เหนือยอดไม้มีหอสูงที่สร้างจากลำต้นของพืชขึ้นอยู่หนาแน่นในเขตนี้ หลังคาและตัวห้องถูกสานด้วยใบไม้ที่มีลักษณะยาวและเหนียว ผนังห้องสูงแค่ประมาณเอวของผู้ชาย หอสูงนี้มีขนาดไม่กว้างนัก สามารถบรรจุคนตัวโต ๆ ได้เพียงแค่สามคน แต่โดยปกติแล้ว หอนี้จะมีคนยามเพียงคนเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะใช้วางสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น หรืออาจเป็นสิ่งของส่วนตัวของคนยามเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนยามจะได้สามารถอยู่ยามบนหอสูงได้นานโดยไม่ต้องมีข้ออ้างในการหนีหน้าที่บ่อย ๆ

ที่เสาทั้งสี่ต้นมีคบเพลิงถูดจุดยื่นทแยงมุมออกจากหอสูงเข้าไปในความมืด คบเพลิงนี้ใช้เพื่อให้ความสว่างในยามราตรีและช่วยไล่แมลงที่มาสร้างความรำคาญให้แก่คนยามที่เฝ้าอยู่บนหอสังเกตการณ์ แต่ในยามวิกาลที่อากาศค่อนข้างเย็นเช่นนี้คบเพลิงก็เป็นสมือนที่สร้างความอบอุ่นสบายจนน่านอนให้แก่คนยาม จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมองไม่เห็นร่างใครสักคนยืนอยู่บนหอสูง คงเพราะคนเฝ้ายามเผลองีบหลับอยู่นั่นเอง

กระรอกผีเสื้อบิน (Butter Squirrel) ทะยานขึ้นจากยอดไม้ใกล้ ๆ หางของมันขาดไปครึ่งหนึ่ง ขนร่วงไปบางส่วนหรืออาจเป็นเพราะถูกกร้อนไปก็เป็นได้ สีขนค่อนข้างเข้มจัดกระเดียดไปทางน้ำตาลดำ ผิดจากกระรอกผีเสื้อทั่วไปในเขตฟูดินันที่มีเหลืองลายน้ำตาล มันกระโจนอย่างคล่องแคล่วสลับกับกางปีกบินลัดเลาะยอดไม้สูง มุ่งหน้าสู่หอสูงด้วยความเงียบเชียบ ระหว่างนั้นกลุ่มคนเบื้องล่างก็นิ่งเงียบหมอบตัวราบไปกับพื้นดินอย่างไม่กลัวสกปรกหรือสัตว์พิษที่อาจออกมาหากินบนพื้นดินในยามค่ำคืน เพียงไม่กี่อึดใจเจ้ากระรอกผีเสื้อก็ไปถึงที่หมาย มันเกาะอยู่ที่เสาข้างหนึ่งของหอสูงก่อนที่จะไต่ตามลำต้นปีนขึ้นสู่ห้องบนหอสูง มันปีนขึ้นไปยืนเกาะอยู่บนขอบผนังจด ๆ จ้อง ๆ ภายในห้องอยู่พักหนึ่ง หางของมันโบกไปมาเหมือนจะรอดูปฏิกิริยาหรือการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เมื่อรอดูอยู่พักหนึ่งมันก็หันหลังกระโจนลงมาสู่ความมืดเบื้องล่างก่อนจะกางปีกออกบินกระพือฝ่าความมืดกลับสู่ยอดไม้ที่ ๆ มันจากมา และเพียงสักพักเสียงร้องอย่างซีเบิร์ด (Zeabird) นกคล้ายเหยี่ยวหางยาวลายดำสลับขาว ซึ่งเป็นนกที่หากินเวลากลางคืนก็ดังขึ้นจากยอดไม้นั้น แล้วกลุ่มคนที่หมอบราบกับพื้นก็รุกคืบต่อทันที
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 10 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อังคาร ธ.ค. 14, 2010 12:06 am

เป็นเวลาเกือบค่อนคืนแล้วแต่อิสฮานยังนอนไม่หลับ เขาเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ เพราะกลัวที่จะผวาตื่นกลางคันเนื่องจากฝันร้าย ตั้งแต่มาอยู่ที่ฟูดินันฝันร้ายเกี่ยวกับเงามืดที่ชั่วร้ายที่กำลังไล่ล่าเขา หรือบางครั้งก็เห็นเป็นร่างคนที่ดำมืดกำลังพยายามคว้าคอเขา ช่วงแรก ๆ ก็ฝันแทบทุกคืนจนเขาต้องแอบเก็บเปลือกไม้ที่กระเทาะออกมาจากต้นอิกดราซิลมาวางไว้ใต้หมอนของเขาเพื่อให้พลังของต้นอิกดราซิลช่วยให้เขานอนหลับได้อย่างสบายเหมือนเมื่อยามที่เขาเป็นเด็กที่ได้นอนเปลที่ทำจากเปลือกของต้นอิกดราซิล และคิดว่าเปลือกของต้นอิกดราซิลเป็นเหมือนเครื่องรางพิทักษ์ฝันของเขา จนเมื่อเขาคิดได้ว่าจะเอาแต่เพิ่มพลังจากอิกดราซิลไม่ได้หากอยากจะเข็มแข็งขึ้นกว่านี้ก็ควรพยายามต่อสู้กับฝันร้ายด้วยตัวเอง ทำให้เขาพยายามที่จะไม่ใช้เปลือกของต้นอิกดราซิล แน่นอนว่าทั้งครอบครัวบันดาราและสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ ช่วยเยียวยาจิตใจของเด็กหนุ่มได้มาก ฝันร้ายนั้นค่อย ๆ ห่างหายไป จะมีเพียงแค่บางครั้งที่เขาเหนื่อยจัดหรือรู้สึกอ่อนแอเมื่อนั้นฝันร้ายที่น่ากลัวก็จะเข้าจู่โจมเขาในทันที

อย่างในวันนี้ที่เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาด จากการฝึกซ้อมอย่างหนักทุก ๆ วันอิสฮานจะออกไปฝึกซ้อมและเตรียมบรรดาเพื่อน ๆ ชาวฟูดินันให้พร้อมรับมือกับการจู่โจมที่คาดไม่ถึงของกองโจรฟูมิน ทุกคนต่างตั้งใจกันเต็มที่ เพราะรู้ดีว่าอาณาจักรของพวกตนตอนนี้แทบจะปกป้องตนเองไม่ได้เลยมีแต่คนแก่ ผู้หญิงและเด็ก จะมีก็แต่พวกเขาเท่านั้นที่เข็มแข็งพอจะดูแลทุกคนได้ และอีกอย่างเด็กหนุ่มหลายคนก็อยากจะให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจกับพวกเขา แม้จะมีใจอยากช่วยอาณาจักรไปสู้รบพวกซาโลมแต่ด้วยเพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์จึงไม่สามารถเข้าร่วมกับกองทัพได้ ดังนั้นเมื่อพ่อพี่ชายอยู่ในสนามรบต่อสู้อย่างมีเกียรติ พวกเขาที่อยู่ที่นี้ก็จะปกป้องดูแล แม่ น้อง และผู้คนในอาณาจักรอย่างมีเกียรติเช่นกัน

ดังนั้นทุกคนจึงจริงจังกับการฝึกฝนพิเศษนี้มาก แม้การฝึกของพวกเขาพวกผู้ใหญ่จะมองว่าเหมือนเด็ก ๆ มาจับกลุ่มเล่นอะไรแผลง ๆ ด้วยกันก็ตามที นั่นเป็นเพราะพวกเขาปรับการฝึกซ้อมให้เป็นเหมือนการเล่นและดูน่าสนุกเพื่อว่าพวกเขาจะได้รู้สึกเพลิดเพลินกับการฝึก และเด็กชายที่อายุน้อย ๆ จะได้ไม่รู้สึกเบื่อที่ต้องฝึกซ้อมนาน ๆ นั่นเอง

อิสฮานนอนเอามือก่ายหน้าผากพลางคิดหาวิธีฝึกฝนใหม่ ๆ ที่น่าสนุกไปลองฝึกสำหรับพรุ่งนี้ เด็กชายชาวฟูดินันส่วนมากแข็งแรงอยู่แล้ว เพราะทั้งบรรยากาศสภาพแวดล้อมและความอุดมสมบูรณ์ของป่าทำให้แข็งแรงและมีความคล่องตัวสูง จึงเป็นเรื่องน่าสนุกที่จะคิดหาวิธีฝึกฝนใหม่ ๆ เพราะส่วนใหญ่ทุกคนจะสามารถฝึกตามได้สำเร็จ อย่างเช่นแข่งปีนต้นไม้เพื่อฝึกกล้ามเนื้อ หรือแข่งยิงลูกหินใส่ขั้วผลไม้ แล้วให้เด็กชายอีกกลุ่มแข่งกันรับผลไม้ที่ร่วงลงมาโดยไม่ให้ผลเสียหายเป็นต้น ทุกวันทุกคนจะพยายามคิดหาวิธีฝึกฝนตนเองใหม่ ๆ มาแชร์กับกลุ่ม และทุกคนก็พร้อมใจกันยกตำแหน่งหัวหน้าให้กับอิสฮาน เพราะนอกจากจะเป็นผู้ริเริ่มกลุ่มแล้ว ทุกคนก็ยังยอมรับในความรู้ความคิดอ่านและทักษะด้านต่าง ๆ ของอิสฮานที่ดูจะสูงกว่าพวกเขา ทั้งนี้ก็คงเพราะอิสฮานถูกอบรมเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดในฐานะรัชทายาทแห่งซาโลม ความสามารถด้านต่าง ๆ จึงได้รับรู้ฝึกสอนมาอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่นึกแปลกใจที่เขาจะมีความรู้ความคิดอ่านและความสามารถสูงกว่าเด็ก ๆ ในวัยเดียวกัน

เสียงนกกลางคืนที่ดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ ทำให้เขาหลุดออกมาจากความคิด อิสฮานจึงรีบลุกขึ้นจุดตะเกียงเพื่อบันทึกสิ่งที่เขาคิดได้ก่อนที่จะลืมเลือนไปกับการหลับใหลในยามราตรี แน่นอนว่าเขารอบคอบพอที่จะใช้การวาดภาพประกอบแทนที่จะเขียนเป็นตัวหนังสือ เพื่อไม่ให้ใครได้เห็นและสงสัยว่าเป็นภาษาของชาติใด

ระหว่างที่กำลังเขียนบันทึกอยู่นั้น ความเงียบสงัดในยามราตรีทำให้ได้ยินเสียงต่าง ๆ รอบข้างอย่างชัดเจน เขาไม่แน่ใจว่าตนได้ยินเสียงบางอย่างที่แตกต่างไปจากเสียงเหล่าแมลงกลางคืนหรือเสียงใบไม้เสียดสีกันที่ข้างนอกนั่น อิสฮานหยุดมือของเขาแล้วกลั้นหายใจพลางหลับตาลง เพื่อปิดกั้นการใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างเว้นแต่เพียงหูของเขา ใช่แล้วเสียงอู้อี้เหมือนใครบางคนกำลังต่อสู้กับอะไรสักอย่าง เสียงเบา ๆ แผ่ว ๆ แต่เหมือนกับอยู่แค่ใกล้ ๆ เขานี่เอง อิสฮานลืมตาขึ้นและโดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง เขาเดินออกจากประตูห้องไปในทันที
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 10 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อังคาร ธ.ค. 14, 2010 12:07 am

วานาอันกำลังเก็บสมุนไพรใส่ตะกร้าอย่างเพลิดเพลิน เพราะบรรดาผีเสื้อและนกตัวน้อย ๆ กำลังบินไปรอบ ๆ เธอพร้อมกับส่งเสียงร้องขานรับกันไปมาราวกับวงดนตรีเอก หญิงสาวหัวเราะอย่างร่าเริงเมื่อต้นไม้และดอกไม้โยกโอนเอนไปตามสายลมราวกับกำลังร่ายรำ เธอเองก็รู้สึกสุขใจจนอยากร่วมเต้นรำไปกับหมู่แมกไม้ด้วย โดยปกติเธอเป็นคนขี้อายและไม่มีทางที่จะลุกขึ้นเต้นรำแน่ ๆ แต่เมื่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติเช่นนี้ เธอรู้สึกปลอดภัยเหมือนอยู่กับครอบครัวของตนเอง ไม่มีใครที่จะเขินอายเมื่อยู่ต่อหน้าครอบครัวของตนหรอก หญิงสาวนำมงกุฎดอกไม้ขึ้นวางประดับศีรษะอีก มือถือช่อดอกไม้หลากสีชูขึ้นพลางหมุนตัวไปรอบ ๆ ท่ามกลางนกน้อยที่บินอย่างร่าเริงไปรอบ ๆ เธอ วานาอันรู้สึกมีความสุขมาก แต่แล้วจู่ ๆ เหล่านกน้อยก็แผดเสียงร้องอย่างแตกตื่น ก่อนจะร่วงหล่นลงมาตายแทบเท้าเธอ หญิงสาวตกใจจนทำอะไรไม่ถูก บรรดาต้นไม้ที่โยกไหวราวกับร่ายรำสักครู่กลับโบกสะบัดอย่างแรงคล้ายกับกำลังพยายามผลักไสเธอให้ออกไปจากบริวณนนั้น ใบไม้เริ่มเหี่ยวแห้งคาต้นและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน วานาอันส่ายหน้าร้องไห้จนตัวสั่น รู้สึกสงสารทุก ๆ คนเหลือเกิน เธอไม่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น สักพักเงามืดก็ทอดตัวแผ่กว้างปกคลุมพื้นที่ป่าเข้ามาเรื่อย ๆ หญิงสาวเริ่มหันหลังแล้วออกวิ่ง แต่เท้าของเธอเหมือนขยับได้ไม่เร็วพอ หญิงสาวหันกลับไปมองทางด้านหลัง เห็นกลุ่มนักรบหน้าตาน่ากลัววิ่งไล่ตามเธอมาติด ๆ สีหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความชิงชังและชั่วร้าย วานาอันร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัวแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น หญิงสาวหันไปมองเบื้องหลังอีกครั้ง ไม่ทันแล้วพวกนักรบโหดร้ายมาถึงตัวเธอแล้ว เสียงหัวเราะด้วยความสะใจดังก้องขึ้น แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีใครบางคนวิ่งผ่านหน้าเธอไปและยืนขวางระหว่างเธอกับนักรบกลุ่มนั้น หญิงสาวเบิกตาขึ้นด้วยความตกตะลึง เมื่อใครคนนั้นหันกลับมาแล้วกลายเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยของอิสฮาน

“พี่วานาอัน ไม่เป็นไรแล้ว ข้าจะปกป้องท่านเอง” เขาพูดเช่นนั้น

ปัง! ปัง! ปัง!

“พี่วานาอัน พี่วานาอัน”

วานาอันสะดุ้งเฮือกลืมตาโพล่งในความมืด ใบหน้าเย็นชื้นเพราะเหงื่อไหลออกมา หญิงสาวมองไปรอบ ๆ อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนอยู่ที่ไหน

ปัง! ปัง! ปัง!

“พี่วานาอัน ?!”

เสียงเรียกที่นอกประตูนั่นเองที่ปลุกเธอขึ้นมาจากฝันร้าย หญิงสาวรู้สึกโล่งอก แต่ก็อดประหลาดใจกับความฝันไม่ได้

ปัง! ปัง!


“พี่วานาอัน ?!”

“รอประเดี๋ยวนะ” วานาอันพูดก่อนจะจัดแจงจัดชุดให้เข้าที่แล้วจึงเปิดประตู หญิงสาวยิ้มเมื่อเห็นอิสฮานยืนถือตะเกียงอยู่ที่หน้าประตูห้องของเธอ

“ข้าได้ยินเสียงพี่ร้อง” อิสฮานมองสำรวจหญิงสาวก่อนจะเหลือบมองเข้าไปในห้อง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

“ข้าฝันร้ายหน่ะ” วานาอันตอบอย่างอาย ๆ ถามเสียงเบา “ข้าร้องเสียงดังมากเลยหรือ?”

“เปล่าหรอก เสียงไม่ดังแต่ข้ายังไม่หลับจึงได้ยินเข้า” อิสฮานตอบยิ้ม ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวรู้สึกอายที่ตนอาจละเมอโวยวายเสียงดัง

วานาอันรู้สึกอายจนหน้าแดง แต่เคราะห์ดีที่เป็นเวลากลางคืน แสงจากตะเกียงจึงไม่สว่างพอที่จะทำให้มองเห็นสีหน้าที่เข้มขึ้นของเธอได้ “เอาเถิด ถึงอย่างไรก็ขอบใจนะที่อุตส่าห์มาเรียกข้าด้วยความเป็นห่วง เจ้าหยุดฝันร้ายได้พอดีทั้งในฝันและนอกฝันเลย”

“ฮืม?” อิสฮานไม่เข้าใจความหมายที่หญิงสาวพูด

“เอาหล่ะ เจ้าไปนอนเสียเถอะ ดึกมากแล้ว” วานาอันรีบพูดขึ้นก่อนที่อิสฮานจะทันได้ถามอะไร
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 10 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อังคาร ธ.ค. 14, 2010 12:09 am

ป๊อก! ป๊อก! ป๊อก! ป๊อก!....

เสียงไม้เคาะระรัวดังแว่วมาจากชายป่า เสียงดังแผ่วๆ ที่ถ้าใครหลับไปแล้วคงไม่ได้ยิน ทว่าเพราะทั้งสองยังตื่นอยู่ ในคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้ ทั้งสองจึงสามารถได้ยินค่อนข้างชัดเจนทีเดียว ทำให้ทั้งสองสะดุ้งหันไปมองทิศทางที่เกิดเสียงพร้อมๆ กัน

“เสียงอะไรหน่ะ !?” วานาอัน อุทานด้วยความตกใจ ในขณะที่อิสฮานกลับไม่พูดอะไรเลย เหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง หญิงสาวเห็นว่าไม่ได้รับคำตอบจึงก้าวไปที่หน้าต่างเพื่อจะมองภาพภายนอกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทว่าอิสฮานกลับรีบคว้าข้อมือหญิงสาวไว้ไม่ยอมให้เข้าใกล้หน้าต่าง

“ทำไมหรือ? โอ้! เจ้าคงจะกลัวซินะ” วานาอันที่ขมวดคิ้วน้อยๆ คลี่ยิ้มให้กำลังใจ เพราะเข้าใจว่าเด็กหนุ่มตกใจกลัวเสียงที่เกิดขึ้น ยิ่งเห็นสีหน้าวิตกกังวลของอิสฮานแล้ว เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอต้องทำตัวเป็นพี่สาวที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

อิสฮานกลับส่ายหน้าแล้วใช้นิ้วชี้จรดที่ริมฝีปากของตนเป็นสัญญาณให้เงียบแทน

วานาอันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น อิสฮานรู้อะไร? ถึงได้มีปฏิกริยาแปลกๆ เช่นนี้ท่ามกลางเสียงไม้ที่ยังคงเคาะระรัวดังต่อเนื่องกันไปแทบทั้งชายป่า เธอหันหลังกลับไปมองทางต้นเสียงอีกครั้งด้วยความกังวลที่มากขึ้น สายลมที่พัดแรงจัดไหลพรูผ่านบานหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง ประสาทสัมผัสทั้งหกของเธอเริ่มตื่นตัว หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น

วี๊ด...........................ปัง!

จู่ๆ ก็มีเสียงดอกไม้ไฟดังขึ้น หญิงสาวสะดุ้งโหย่งขาอ่อนจนเกือบพับ เธอรู้แล้วว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น...

ไม่จำเป็นต้องคิดซ้ำสอง ทันทีที่เสียงพลุดังขึ้นอิสฮานก็ดึงข้อมือวานาอันพุ่งออกจากห้องทันที เด็กหนุ่มตรงไปที่ห้องของผู้เฒ่าวูจิน ก่อนจะรัวมือเคาะประตูด้วยความรีบเร่ง

“ท่านปู่! ท่านปู่! ตื่นเร็วเข้า ท่านปู่!” อิสฮานตะโกนเรียก

วูจินเปิดประตูแทบจะทันที คงเพราะวูจินรู้สึกตัวตั้งแต่ได้ยินเสียงพลุ “เกิดอะไรขึ้น? เมื่อกี้มันเสียงอะไรกัน?”

ท่านปู่ พวกนั้นมาที่นี่ พวกเขามาที่นี่” วานาอันระล่ำระลักพูดด้วยหน้าตาตื่น

อิสฮานหันไปมองวานาอันด้วยความประหลาดใจและประทับใจในคราวเดียวกัน เขาไม่รู้ว่าหญิงสาวรู้ได้อย่างไร เพราะเขายังไม่ได้บอกอะไรเลย เขารู้หญิงสาวมีสัมผัสพิเศษ แต่ไม่รู้ว่าจะสามารถรับรู้ได้ชัดเจนถึงเพียงนี้

“พี่วานาอันอยู่ที่นี่กับท่านปู่นะ ถ้าได้ยินเสียงพลุดังติดกันสองครั้งให้รีบออกจากบ้านไปหาที่หลบซ่อนที่ปลอดภัย ถ้าได้ยินเสียงพลุดังติดกันสามครั้งแปลว่าปลอดภัยแล้ว” พูดจบอิสฮานก็รีบหมุนตัวพลุบพลับออกไป

“เดี๋ยว! อิสฮาน หมายความว่าอย่างไร? แล้วนี่เจ้ากำลังจะไปไหน?!” วานาอันตะโกนเรียกตามหลังด้วยความตื่นตระหนก

“ไว้ใจข้า ทำตามที่ข้าบอกนะ” อิสฮานตะโกนบอกก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในป่า

“เดี๋ยวก่อน อิสฮาน! อิสฮาน!” วานาอันตะโกนอย่างว้าวุ่นใจ แต่ก็ไม่กล้าวิ่งตามเด็กหนุ่มเข้าไปในความมืดเพราะไม่ต้องการทิ้งปู่ของตนไว้คนเดียว

ข้างฝ่ายวูจินก็ว้าวุ่นใจด้วยเช่นกัน ทั้งห่วงอิสฮาน แต่ชีวิตของบรรดาชาวบ้านก็กำลังตกอยู่ในอันตราย

“พวกโจรป่าทมิฬบุกมาถึงที่นี่แล้วจริงๆ ใช่ไหม?” วูจินเอ่ยถามหลานสาว

หญิงสาวรีบพยักหน้ารับด้วยความหวาดหวั่น วูจินมองไปทางทิศของหอคอยสังเกตการณ์ ไม่มีเสียงสัญญาณเตือนภัยจากหอสูง คนยามคงโดนจัดการไปแล้ว วูจินได้แต่หวังว่าเขาจะยังไม่ถึงกับเสียชีวิต เขาเพิ่งจะมารับหน้าที่แทนคนเดิมที่ถูกเกณฑ์ไปสนามรบ จึงคงเป็นเรื่องโหดร้ายมากหากเขาต้องมาเป็นอะไรไป เพราะมารับหน้าที่นี้

“ไปกันเถอะ วานาอัน” วูจินแตะแขนหลานสาวพลางหันไปหยิบไม้เท้า

“ไปไหนค่ะ ท่านปู่?!” วานาอันถามด้วยความตกใจ เพราะเธอกำลังสับสน ไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไรดี และคิดถึงว่าหากฮารีซันอยู่ที่นี่ด้วยคงดีไม่น้อย เนื่องเพราะตลอดมาเธอได้รับการปกป้องดูแลจากพี่ชายมาโดยตลอด จึงอดไม่ได้ที่จะหวังพึ่งเขาในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ หญิงสาวพยายามคิดว่าหากพี่ชายของเธออยู่ที่นี่ เขาจะรับมือกับเหตุการณ์นี้อย่างไร แต่ประสาทสัมผัสที่กำลังตื่นตัวของเธอเปิดรับความรู้สึกของธรรมชาติโดยรอบ จนทำให้เธอคิดอะไรไม่ออก หญิงสาวดึงรั้งแขนของวูจินไว้ เธอรู้สึกว่าไม่มีที่ไหนปลอดภัยเท่าบ้านหลังนี้อีกแล้ว และไม่อยากให้วูจินออกไปเสียงอันตรายในป่ามืดมิด

“วานาอัน เราต้องไปเตือนชาวบ้านให้เตรียมตัวรับมือกับพวกฟูมิน” วูจินอธิบายให้หญิงสาวเข้าใจ พลางพยักหน้ารับรู้ถึงความหวั่นวิตกและความสับสนในใจของหลานสาว

“วานาอัน เพราะเจ้ามีประสาทสัมผัสที่ไวมาก ทำให้เจ้ามีความอ่อนไหวกับเรื่องต่างๆ มากกว่าคนทั่วๆ ไป ซ้ำด้วยความเป็นผู้หญิงอารมณ์อ่อนไหวจึงยิ่งละเอียดอ่อน ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์คับขัน การคิดแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นระบบจึงทำให้เจ้าสับสน สำหรับคนที่มีสัมผัสเช่นเจ้า จงอย่าใช้ความคิดจากที่นี่” วูจินใช้ปลายนิ้วเคาะที่ศีรษะของตนเบาๆ “อย่าใช้สมอง แต่จงใช้หัวใจของเจ้า”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 10 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อังคาร ธ.ค. 14, 2010 12:11 am

หญิงสาวรีบหยุดความคิดที่วุ่นวายสับสนของตนทันทีพลางทบทวนคำพูดของท่านปู่

“ทำจิตใจให้สงบ แล้วถามหัวใจของเจ้าสิว่า อยากจะทำอะไร”

“ช่วยชาวบ้านค่ะ” หญิงสาวตอบแทบจะทันที

“ดีมาก” วูจินยิ้ม “รีบไปกันเถอะ เวลาเรามีไม่มากแล้ว”

ทั้งสองรีบออกจากบ้านบันดาราไปทันที



******




อิสฮานวิ่งผ่าสุมทุมพุ่มไม้ต้นแล้วต้นเล่าอย่างชำนิชำนาญ เพราะทางที่เขาใช้เป็นทางที่เขาถนัดและเคยชินที่สุด เด็กหนุ่มวิ่งไปท่ามกลางความมืดด้วยความชำนาญและสัญชาติญาณเท่านั้น เขามุ่งไปยังจุดนัดพบที่เขาและเหล่าเด็กหนุ่มมารวมตัวกัน ณ ที่นั้นเด็กหนุ่มกว่าห้าสิบคนหรืออาจมากกว่านั้นนั่งหมอบรอกลุ่มเด็กๆ มาสมทบอยู่

“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง” อิสฮานถามเด็กหนุ่มที่แลดูโตกว่าเขาเล็กน้อย

“ไม่ค่อยดี คนยามบนหอสูงโดนจัดการไปแล้ว แต่ยังไม่มีใครกล้าขึ้นไปดู เพราะมันสว่างเกินไป เดี๋ยวจะตกเป็นเป้าได้ง่าย” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเบา

“อย่างนี้ก็ไม่มีใครส่งสัญญาณเตือนพวกผู้ใหญ่นะสิ!” เด็กชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยเสียงไม่สู้ดีนัก

“แต่มันอันตรายเกินไปที่จะปีนขึ้นไปบนนั้น” เด็กหนุ่มคนเดิมกล่าว

แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!

“เสียงสัญญาณเรียกรวมพลนี่นา?!”

“เสียงมาจากในหมู่บ้าน.....”

“คงเป็นท่านปู่วูจินแน่ๆ” อิสฮานกล่าวอย่างโล่งอก “ดีล่ะ.... ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องส่งสัญญาณของพวกชาวบ้านแล้ว” เล่าสถานการณ์ต่อดีกว่า...

“พวกมันมากันกลุ่มใหญ่มาก แต่ไม่น่าจะถึงร้อยคงพอๆ กับพวกเรานี่แหละ” เด็กหนุ่มที่ดูท่าทางทะมัดทะแมงกล่าวขึ้นบ้าง

“พวกสอดแนมของพวกมัน กำลังมุ่งหน้าไปทางกับดักโคลนหลุมที่เจ็ดกับแปด ข้าคิดว่าพวกเราที่ไปซุ่มอยู่แถบนั้นน่าจะเอาอยู่” เด็กหนุ่มที่เสียงเหมือนเพิ่งจะแตกพูดขึ้น

“แล้วพวกโจรที่เหลือล่ะ” อิสฮานถามเสียงเครียด

“เราต้องพยายาม อย่าให้มันบุกเข้ามาถึงเขตแนวกั้นที่สองของพวกเราเด็ดขาด”

“แต่เพื่อความไม่ประมาท เราน่าจะวางกับดักไว้ที่หลังแนวที่สองกับที่สามด้วย” เด็กหนุ่มคนแรกกล่าวขึ้น

“ดี ข้าเห็นด้วย” อิสฮาน สนับสนุน พลางมองไปรอบๆ “ลูกหินห่อดินปืนมีพอแจกทุกคนรึเปล่า?

“ไม่ต้องห่วง มีมากจนใช้ไม่หมดเลยเชียวหล่ะ” เด็กหนุ่มที่เป็นผู้จัดเตรียมกระสุนลูกหิน กล่าวอย่างภาคภูมิใจ” ข้าเตรียมสำรองไว้ตามโพรงไม้ด้วยเผื่อขาดจะได้หาใช้ได้ไม่ขาดมือ”

“แล้วพวกอื่นๆ ละ?” เด็กหนุ่มคนที่สองถามบ้าง

“กลุ่มของข้าเตรียมไว้พร้อมแล้วเหมือนกัน” เด็กหนุ่มที่แต่งตัวเหมือนนักหาของป่าพูดขึ้น

“กลุ่มของข้าก็เตรียมไว้เรียบร้อย” เด็กหนุ่มอีกคนกล่าวพลางแก่วงถุงหนังในมือไปมา

“กลุ่มของข้าสิลำบากสุด ไล่จับสกาไลท์ (Sealight)ทั้งวันเลย” เด็กหนุ่มที่ยังมีรอยปูดบวมจากการโดนสกาไลท์ต่อย บ่นกระปอดกระแปด พลางลูบรอยปูดที่ปิดจมูกป่อยๆ “แต่ก็มีมากพอใช้แน่ๆ”

“เจ๋ง!” เด็กหนุ่มที่ดูเฮี้ยวๆ ชอบใจ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 10 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อังคาร ธ.ค. 14, 2010 12:14 am

“ดี ถ้างั้นก็อย่ามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย รีบกระจายกันไป จัดการตามแผนที่ซ้อมไว้ ถ้าจวนตัวจริงๆ ก็พยายามถ่วงเวลาให้ถึงเช้า พวกมันคงล่าถอยไปเองแล้วก็อย่าลืมล่ะ พยายามอย่าเข้าใกล้พวกมันจนเกินไป อย่าแยกไปคนเดียว พยายามจับกลุ่มกันไว้ อย่างน้อยจะได้ช่วยเหลือกันได้ จำไว้ว่าพวกมันไม่ลังเลที่จะฆ่าพวกเราแน่ๆ ถ้าโดนจับได้” อิสฮานพูดเตือน ทำให้หลายๆ คนเงียบเสียงลง และรู้ว่านี่ไม่ใช่เกมการฝึกอีกต่อไป แต่เป็นการต่อสู้กันจริงๆ การออกรบครั้งแรกของพวกเขา กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

“ทุกคนพร้อมไหม?” อิสฮานถามเพื่อเรียกความมั่นใจจากบรรดาเด็กชายอีกครั้ง

“พร้อม!!” แม้จะต้องรักษาระดับเสียงให้เบา แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะปกป้องรักษาบ้านและครอบครัวที่รักของพวกเขา

“ถ้าเช่นนั้น ก็แยกย้ายกันไปได้ ขอให้ทุกคนปลอดภัย” อิสฮานกล่าวอวยพร

“ขอให้ทุกคนปลอดภัย” บรรดาเด็กหนุ่มขานรับทันทีก็จะพุ่งตัวแยกย้ายไปกันกลุ่มละทิศละทาง



กลุ่มกองโจรที่นำโดยฟูมิน และสหายสนิทอีกสองคนคือ เอนช่า(Ensha, the Black Wood Brigrand) และพ่อมดจาไนย(Janai,the Black Wood Wizard) รวบรวมเหล่าโจรภูเขา(Mountain Thief) และบรรดาผู้ที่เป็นปรปักษ์กับฟูดินันเข้าฉวยโอกาสบุกโจมตีฟูดินันในยามที่ฟูดินันอ่อนแอที่สุด พวกเขาส่งคนเข้าติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ของฟูดินันอย่างอดทน รอคอยจังหวะเวลาที่ได้เปรียบที่สุดเข้าบุกยึดฟูดินัน และแล้วเวลานั้นก็มาถึง ฟูมินนำกำลังกว่าเจ็ดสิบซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพวกเถื่อนที่ไม่สนใจใครหน้าไหนนอกจากสนองความต้องการของตนเอง คืบคลานเข้ามาประชิดบริเวณประตูด้านทิศเหนือของอาณาจักรฟูดินันชั้นในหรือที่เคยเป็นเผ่าฟูดินันนั่นเอง

ขณะที่กำลังรุกคืบเข้ามาใกล้เสียงจนประชิดติดรั้วด้านหนึ่ง เมื่อสัญญาณจากชุดสอดแนมดังขึ้น พวกเขาก็พร้อมจะบุกเข้าภายในตัวหมู่บ้าน ทว่าๆ จู่ๆ ใครคนหนึ่งก็ล้มลงเพราะสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง และแล้วเสียงไม้กระทบกันก็ดังขึ้นเป็นทอดๆ เชือกพันกับขาโจรป่าจนยุ่งเหยิง ยิ่งดิ้นเสียงไม้ก็ยิ่งดัง ฟูมินเหลือบขึ้นไปมองบนยอดหลังคาสูงและด้วยความรวดเร็ว เขาคว้ามีดพกปาขึ้นไปทางด้านบนทันที ทุกคนหันไปดูตาม ก็ทันได้เห็นศรีษะของคนยามล้มหงายหายเข้าไปภายในคอกของหอสูงอีกครั้ง ทุกคนมองด้วยสายตาเฉยเมยไม่มีปฎิกริยาใดๆ คล้ายกับเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เพียงชั่วไม่กี่อึดใจ ก็มีสัตว์สองตัวบินโฉบวนไปวนมาพร้อมกับถุงที่ใส่ผงอะไรสักอย่างโปรยลงมาทั่วบริเวณ

“นั่นมันตัวอะไรกัน!?” โจรป่าคนหนึ่งพูดเสียงเบาพลางขว้างมีดเข้าใส่สัตว์หนึ่งในสองตัวร่วงลงมาสิ้นใจตาย

“นี่มัน อเนมิโซ! (Anemizo) แล้วนี่มันถุงอะไร!?!”

โจรอีกนายพูดขึ้น “แล้วผงนี่อีก....”

ทุกคนต่างลูบผงที่ติดตามตัว บ้างก็ชิม บ้างก็ดม

“ผงจากปีก เต่าทองมรกต (Emerald Beetle)” เสียงแหบแหลมของพ่อมดจาไนยดังขึ้น “ถ้าถูกเหงื่อของคนมันจะทำปฏิกริยาเรืองแสง” พ่อมดจาไนยกัดฟันกรอด

ชั่วประเดี๋ยวเดียว อเนมิโซอีกฝูงก็บินมาสมทบพร้อมกับถุงหนังที่บรรจุผงจากปีกเจ้าทองมรกต บินร่อนเหนือกลุ่มโจรไปมาไม่หยุด ทำให้พวกโจรต้องรีบกำจัดฝูงอเนมิโซกันเป็นการใหญ่

“เอาอย่างไรดี? พวกฟูดินันมันเจ้าเล่ห์กว่าที่เราคิดจะถอยหรือจะเดินหน้า?” เอ็นช่าชายร่างยักษ์พูดเสียงต่ำด้วยความขุ่นเคือง “พวกที่โดนผงเต่าทองเริ่มเรืองแสงแล้วอย่างนี้จะไปซุ่มโจมตีใครได้”

“มาถึงนี่แล้ว จะกลับได้อย่างไร!” ฟูมินคำรามด้วยความโกรธ “ถึงอย่างไรมันก็ไม่มีปัญญาปกป้องตัวเองอยู่ดีมีแต่พวกผู้หญิงกับเด็กทั้งนั้น”

“ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้เจ้าพวกนั้นแยกย้ายกันไปตามแผนแล้วกัน” จาไนย พูดพลางชูแขนขึ้น ร่ายคาถาก่อนจะปาผงบางอย่างขึ้นไปใส่ฝูง อเนมิโซที่กำลังบินร่อนอยู่พริบตาเดียว ฝูงอเนมิโซก็ร้องเสียงแหลมอย่างเจ็บปวดก็จะร่วงลงมาชักตายอยู่บนพื้น ทำให้เหล่าโจรป่าต่างรู้สึกสยองกลัวผงพิษของจาไนยจะโดนตนเองไปด้วย

“พวกเจ้ารีบแยกย้ายกันไปตามที่ตกลงกันไว้” ฟูมินสั่งเสียงเข้ม

“แล้วผงเรืองแสงพวกนี้ละ พวกเราจะอำพรางในความมืดได้อย่างไร ถ้ามันเรืองแสงเช่นนี้!” โจรป่าคนหนึ่งพูดขึ้น

“ไม่เป็นไร มันเรืองแสงอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามหรอก เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ จางไปเอง” พ่อมดจาไนยกล่าวอย่างไม่แยแส
บรรดาโจรป่าสีหน้าทมึงถึ่งกัดฟันกรอดก่อนจะแยกย้ายไปจัดการตามแผนที่วางไว้

โจรป่ากลุ่มหนึ่งนับจำนวนได้สิบสองคนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยตั้งใจจะก่อความวุ่นวายพร้อมกับกลุ่มอื่น ระหว่างที่กำลังเร่งเดินเท้าฝ่าสุมทุมพุ่มไม้เพื่อใช้พรางตัว จู่ๆ ก็มีเสียงร้องเฮโลดังลั่นมาจากทางด้านหลัง บรรดาโจรป่าต่างตกใจรีบหันไปทางต้นเสียง ทันใดนั้นกลุ่มเด็กหนุ่มหลายสิบคนก็เหวี่ยงตัวโหนเชือกมาจากอีกฟากด้วยความเงียบเชียบพุ่งเข้าถีบปะทะบรรดาโจรป่าจากด้านข้างจนกระเด็นกระดอนหกล้มหน้าคว่ำไปกันคนละทิศละทาง บรรดาเด็กชายพอลงถึงพื้นได้ต่างก็รีบแยกย้ายวิ่งหนีหายไปในความมืดทันที กลุ่มโจรป่าเมื่อตั้งสติได้ก็โกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 10 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อังคาร ธ.ค. 14, 2010 12:15 am

“ไอ้พวกเด็กเวร ข้าจะฆ่าให้หมดเลย”

“พวกมันหายไปไหนกันหมดหว่ะ?!”

“ข้าจะจับไอ้คนที่ถีบหัวข้ามาตัดขาซะ!”

“เย้ว! เย้ว! ไอ้พวกโจรตัวเหม็นเก่งจริงก็มาจับพวกข้าให้ได้สิ!” กลุ่มเด็กชายเจ็ดถึงแปดคนตะโกนท้าทาย จากอีกทางหนึ่ง

“พวกแกตายแน่ !”

กลุ่มโจรป่าหันอาวุธวิ่งเข้าใส่กลุ่มเด็กชายทันที เมื่อเห็นดังนั้น บรรดาเด็กๆ ต่างก็กลับหลังหันออกวิ่งกันสุดชีวิต

“หนอย..คิดว่าจะหนีพ้นรึ!?”

ฟุบ!

“เหวอ.....”

“อ๊าก !!”

จู่ๆ พื้นดินระหว่างกลุ่มเด็กชายและโจรป่าก็ทรุดฮวบลง ทำให้บรรดาโจรป่าร่วงลงสู่ก้นบ่อที่สูงท่วมหัว

“นี่มันอะไรกันว่ะเนี่ย!!” เสียงตะโกนอย่างเรี้ยวกราด ดังขึ้นมาจากบ่อลึก

“บ้าชะมัดนี่มันโคลนนี่หว่า เหนียวหนืดเป็นบ้าเลย”

“เฮ้ย ข้าค่อยๆ จมลงแล้ว บ่อนี้มันลึกเท่าไหร่เนี้ย?”

“เฮ้ย เจ้าบ้านี่ อย่ามากดข้าสิโว้ย”

“ไอ้พวกเด็กเวร คิดจะทำอะไรหน่ะ หยุดนะ!!” เสียงบรรดาโจรป่าตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง เมื่อบรรดาเด็กๆ เริ่มเทโคลนลงไปเพิ่ม

“คอยดูนะ ข้าหลุดไปได้เมื่อไหร่ จะฆ่าพวกเจ้าให้หมด หยุดนะโว้ย!!”

บรรดาเด็กๆ ช่วยกันเติมโคลนจนแน่ใจว่าบรรดาโจรป่าจมอยู่ใต้โคลนจนทำได้แค่ชูคอหายใจเท่านั้น แล้วจึงช่วยกันยกแผงไม้มาปิดปากหลุม ปล่อยให้บรรดาโจรป่าตะโกนโหวกเหวกอยู่ในหลุมอย่างเกรียวกราด พลางรีบตามไปสมทบกับกลุ่มเด็กคนอื่นๆ



ที่ชายป่าอีกด้าน บรรดาเด็กหนุ่มที่ซุ่มอยู่บนยอดไม้ต้นละคนสองคนต่างก็รอคอยจังหวะเวลาด้วยความเครียด ในมือเด็กหนุ่มบางคนมีภาชนะดินเผาคล้ายโอ่งที่มีปากเล็กมาก ปากโอ่งถูกปิดด้วยผ้าพันเชือกรัดฝาไว้อย่างแน่นหนาบางคนก็ถือเชือกไว้ในมือ ไม่นานนักแสงเรืองๆ รูปร่างคล้ายคนเจ็ดถึงแปดคนค่อยๆ คืบคลานผ่านใต้ต้นไม้ที่พวกเขาอยู่ จนเมื่อแน่ใจแล้วว่ากลุ่มโจรอยู่ท่ามกลางวงล้อมของพวกเขาแล้วก็ผิวปากส่งสัญญาณ พวกที่ถือเชือกต่างก็กระโดดลงมาจากต้นไม้พร้อมกับเชือกในมือ ทันใดนั้นผ้าผืนใหญ่ที่ถูกเตรียมไว้ก็ถูกกระตุกลงมาเหนือกลุ่มโจรทั้งแปดนั้น แต่ก่อนที่จะคลุมมิดบรรดาเด็กชายที่ถือโอ่งดิน ก็เขวี้ยงโอ่งดินเข้าไปใต้ผ้านั้น ทันทีที่โอ่งดินแตกออก แมลงสาบสกาไลท์นับร้อยพร้อมเหล็กในอันแหลมคมก็บินหึ่งออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว พร้อมๆ กับชายผ้าที่ปิดคลุมดินพอดี เหล่าเด็กหนุ่มรีบช่วยกันตอกหมุนไม้ตรึงชายผ้าไว้ ไม่ให้แมงสาบสกาไลท์หรือใครก็ตามออกมาจากผ้าคลุมได้

“อ๊าก! จ๊าก!”

“โอ้ย!”

“อ๊าก!”

และแล้วเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของบรรดาโจรป่าก็ดังไม่หยุด พวกเด็กหนุ่มพากันหัวเราะชอบใจก่อนรีบแยกย้ายกันไปสมทบกับกลุ่มอื่นๆ

“อ๊าก ไอ้พวกเด็กบ้า ข้าจะต้องแก้แค้น.........!”

“รีบออกจากไอ้ผ้าบ้านี่สิโว้ย”

“รีบฟันผ้านี่ให้ขาดสิว่ะ!!”

“จ๊าก เจ้าบ้าแกฟันโดนขาโดนแขนข้า!!”

เสียงสบถด่าทอของโจรป่ายังคงดังไม่หยุดใต้ผ้าคลุมนั้น

ที่อีกฟากของป่า บรรดาเด็กหนุ่มกำลังซ่อมแซมอยู่หลังพุ่มไม้รอคอยการปรากฎตัวของเหล่าโจรป่าด้วยใจระทึก ทุกคนต่างหมอบตัวราบกับพื้นดินคอยฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ย่างก้าวเข้ามา แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดผัน เมื่อจู่ๆ เด็กชายคนหนึ่งเกิดจามขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: @@ นิยายSMN Epi9 Chapter 10 @@

โพสต์โดย Jinger Ginger เมื่อ อังคาร ธ.ค. 14, 2010 12:16 am

กลุ่มโจรป่าพุ่งเข้าจู่โจมทิศทางที่เกิดเสียงทันที โดยไม่สนใจว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของเด็กหรือของผู้ใหญ่

“จัดการเลย!!” เสียงเด็กหนุ่มที่เพิ่งแตก ตะโกนบอกพวกพ้อง

ทันในนั้น เสียงดีดลูกหินก็ดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง พร้อมๆ กับเสียงระเบิดและประกายไฟ

ปัง! เปรี้ยง! ปัง!

“อ๊าก! อะไรกันวะเนี่ย!?” เสียงพวกโจรป่าตะโกนด้วยความตกใจและเจ็บปวด

“โอ้ย หยุดที”

ปัง! ปัง! เปรี้ยง!

บรรดาเด็กชายยังคงระดมยิงลูกหินห่อดินปืนใส่ไม่หยุด

“โอ้ย บ้าชะมัด เจ็บนะโว้ย ไอ้พวกเด็กบ้า”

เด็กๆ ระดมยิงใส่ ไล่ต้อนกลุ่มโจรป่าเข้าสู้กับดักที่เตรียมไว้ เพียงไม่กี่อึดใจห่วงเชือกที่วางซ่อนไว้ใต้กองเศษใบไม้ก็กระตุกขาโจรป่าบางคนที่ไม่ทันระวังตัวขึ้นไปห้อยต่องแต่งอยู่บนยอดไม้ ทันทีที่มีโจรป่าถูกเหวี่ยงขึ้นยอดไม้ บรรดาเด็กหนุ่มที่แอบซุ่มอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆ จะรีบเหวี่ยงห่วงเชือกมัดตรึงโจรป่ากับลำต้นของต้นไม้แถวนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พวกโจรหนีรอดไปได้หรืออย่างน้อยก็ไม่สามารถทำอันตรายพวกเขาได้นั่นเอง

“นั่นมันเสียงอะไรกัน?!” เอ็นช่าหันไปทางต้นเสียงเขาได้ยินเอะอะโวยวายจากอีกฟากของป่า ในขณะที่ฟูมินกัดฟันกรอด

“พวกมันรู้ตัวแล้วละสิ” เสียงแหบแหลมของจาไนยดังขึ้น

เสียงสัญญาณระดมพลดังไปทั่วทั้งป่า ซุ้มไฟกองใหญ่ถูกจุดขึ้นจนทั่วทั้งฟูดินันเริ่มสว่างไสวขึ้น

“ท่านฟูมิน! ท่านฟูมิน!” โจรป่ากลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาสมทบ “พวกกลุ่มต่างๆ โดนดักซุ่มโจมตีจนแตกกระจายกันไปคนละทิศละทาง บางคนก็โดนจับเป็นเชลยไปแล้ว ทำยังไงดีท่านฟูมิน”

ฟูมินตวัดดาบฟันต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ จนล้มครืนไปต่อหน้า

“ส่งสัญญาณให้ทุกคนถอยกลับไปตั้งหลักที่ฐานก่อน แล้วเดี๋ยวข้าจะไล่เรียงเองว่า ไอ้ใครหน้าไหนที่มันทำให้แผนการณ์นี้ผิดพลาด” น้ำเสียงน่ารักมเกรียมดังรอดออกมาจากไรฟัน ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายหายไปในเงามืด
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jinger Ginger
0
 
โพสต์: 536
Cash on hand: 0.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน