Welcome Guest: เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก วันเวลาปัจจุบัน อาทิตย์ มี.ค. 24, 2019 8:53 pm

หน้าเว็บบอร์ด Wiser Summoner Novel Song of Soprana

อ่านนิยาย Summoner Master Episode 8 Dividing of 4 Kingdoms ได้ที่นี่

Moderator: Jinger Ginger


Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อังคาร มี.ค. 28, 2017 11:28 pm

Song of Soprana

Prelude

ประเทศ Soprano อาณาจักรแห่งคีตราชาและการดนตรี ประเทศที่จรรโลงสันติสุขแห่งประชาชาติด้วยเพลงศักดิ์สิทธิ์ นอกจากจะเป็นประเทศที่สวยงาม และอุดมสมบูรณ์ ยังมีโรงละคร โรงอุปรากร สถาบันการดนตรี ที่มีอยู่มากมาย สุนทรียรมณ์ทางการดนตรีมีอยู่ในหัวใจของประชากรทุกผู้ในประเทศนี้ ตั้งแต่ประชาชนคนเดินดินธรรมดาไปจนถึง กษัตริย์ผู้ปกครองประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นคีตราชา

รูปภาพ

ราวปีที่ 300 แห่งรัชสมัยราชวงค์ AMADEUS ที่ประเทศ Soprano ได้พบวิกฤตการณ์ที่เกือบสิ้นชาติ และเกิดประวัติศาสตร์การกู้ชาติของกษัตริย์เดวิทมหาราช และเหล่าผู้ปลดปล่อย ซึ่งจารึกเป็นประวัติศาสตร์แห่งวีรบุรุษและวีรสตรีเล่าขานแก่ชาวประชาทั่วแดน

วันเวลาอันสงบสุขของ ประเทศ Soprano ผ่านมายาวนาน129ปี ในรัชสมัย คีตราชา โจฮาน(Johann)พระชนมายุ75พรรษา ได้ทรงประชวรอย่างหนัก ในเวลานั้น เกิดโกลาหลในเวียงวังและเหล่าขุนนางเป็นอันมากอันเนื่องมาจากข่าวลือมากมายว่าอาจเกิดการก่อกบฎแย่งชิงอำนาจ เพราะสถานะของเจ้าชายอเดลเบริ์ทผู้เป็นรัชทายาทดูเหมือนไม่เหมาะสมที่จะครองราชย์ตามกฎมณเฑียรบาลแต่เดิมของประเทศ Soprano ที่กษัตริย์ต้องรักษาความบริสุทธิ์ของการสมรสอย่างเคร่งครัด

เจ้าชาย อเดลเบริ์ทนั้น เป็นชายผู้รักสนุก และชอบการชื่นชอบในเรือนร่างของอิสตรีเป็นอันมาก มีข่าาวร่ำลือเกี่ยวกับการมีนางบำเรอหลายคนซุกซ่อนที่นั่นที่นี่ตั้งแต่ยังเป็นเจ้าชาย อีกทั้งการหย่าร้างกับพระชายาองค์เดิม และแต่งงานใหม่ ด้วยเหตุผลที่อ้างว่าไม่มีพระโอรสให้พระองค์

ในช่วงที่กษัตริย์ โจฮานประชวรนั้นเอง อัครมหาเสนาบดีชรา มาร์กเซ็น (Marxsen) ผู้ที่ลูกชายของเขาคือแม่ทัพของกองทหารแห่ง Soprano เป็นผู้ที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้แผ่แสนยานุภาพและอิทธิพลทางการเมืองอย่างเต็มที่ เกิดการเสียชีวิตอย่างประหลาดของบรรดาศัตรูทางการเมืองของเขา และเหล่้าขุนนางได้แบ่งฝักฝ่าย โยกย้ายข้างกันอุตลุตวุ่นวาย และในช่วงเวลานั้นเองพระชายาองค์ปัจจุบันของเจ้าชายอเดลเบริ์ท เกิดสิ้นพระชนม์อย่างมีเงื่อนงำ จากนั้นทรงตั้งพระชายาองค์ใหม่ ผู้เป็นอดีตนางกำนัลของพระชายาองค์ก่อนซึ่งก็ร่ำลือกันว่าทรงลักลอบมีความสัมพันธ์กับเจ้าชายมานานแล้ว และบุคคลรอบข้างตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกับข่าวลือเรื่องรักใคร่ของพระองค์ในอดีตบางคนก็หายสาปสูญไร้ร่องรอย รวมทั้งเหล่าขุนนางบางคน ที่ว่ากันว่ากระด้างกระเดืองและไม่สนับสนุนการขึ้นครองราชย์ของเจ้าชาย หรืออาจก่อกบฏ ก็ล้มตายอย่างประหลาด

ผู้คนซุบซิบกันว่า เหล่าเสนาอำมาตย์ ผู้มีอำนาจในกรมวัง ต้องรีบจัดการสถานะการสมรสของเจ้าชาย ให้เหมาะสมกับการขึ้นครองราชสมบัติ โดยร่ำลือว่า อัครมหาเสนาบดี มาร์กเซ็น ต้องการสร้างฐานอำนาจของตนต่อไปในกษัตริย์องค์ใหม่คือผู้อยู่เบื้องหลังการเก็บกวาดนี้

หากแต่หามีใครเฉลียวใจหรือล่วงรู้ไม่ว่า มาร์กเซ็น ได้หยิบยืมความช่วยเหลือจากสิ่งที่ไม่ควรปลุกมันให้กลับมามีชีวิตในโซปราโนอีก ฝูงอีกาดำ ร้องโหยหวนในวันสวรรคตของพระราชาองค์เดิม และการขึ้นครองราชย์ของราชาองค์ใหม่ สร้างความฉงนให้ผู้คนแต่ไม่มีใครกล้าคิดว่ามีใครที่บ้าหรือโง่พอที่จะยืมความช่วยเหลือของปีศาจในตำนานดึกดำบรรพ์ ที่ถูกผนึกไว้ถึงสองครั้งสองครา แต่เมื่ออำนาจบังตาการแก่งแย่งสิ่งที่ต้องการเฉพาะหน้าก็ทำให้หูหนวกตาบอดโดยไม่คาดคิดว่าจะทิ้งความหายนะระยะยาว

แท้จริงการปลุก Malcornix มหาปีศาจแห่งบรรพกาล เพื่อใช้งานกวาดล้างเสี้ยนหนามของ มาร์กเซ็น ก็อาจมาจากการประเมินค่าปีศาจตนนี้ต่ำเกินไป การที่มันเคยถูกผนึกถึง2ครั้งทำให้เสนาบดีเฒ่าคิดว่าตนเองก็จะผนึกมันได้เช่นกันหลังจากใช้งานเสร็จ แต่ดูเหมือนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะโง่เง่าพลาดท่าแบบเดียวกันได้ถึง3ครั้ง ในครั้งนี้ปีศาจแห่งบาปที่หนุนหลังมันไม่ใช่เพียงแต่ปีศาจแห่งบาปตัณหาอย่างคราวของเดวิท แต่ความโกรธแค้นของมันได้ดึงดูดปีศาจแห่งบาปอีกตนหนึ่ง Pecca Ira เข้ามาร่วมในการสร้างหายนะครั้งใหม่
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ เม.ย. 16, 2017 9:29 pm

ในเวลานี้ มาร์กเซ็น กุมอำนาจอยู่เบื้องหลังพระราชาองค์ใหม่ แต่ก็ตีสองหน้า พูดถึงความจงรักภักดี และคอยกว่าหาฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตนว่าเป็นกบฏต่างๆนาๆเพื่อให้ตนเองดูเป็นคนดี แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเชื่อ เพราะความชั่วกองพะเนินอยู่นั้นไม่อาจกลบมิดได้ด้วยลมปาก แม้จะมีความหวาดกลัวกระจายไปทั่ว แต่ก็มีข่าวร่ำลือในอีกด้านว่า มาร์กเซ็นต่างหากที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฎกรรมต่างๆ ซึ่งแพร่ออกมาเหมือนควันจางๆที่แทรกซึมกระจายทั่วไปในอากาศ การปราบปรามปิดปากก็เพิ่มความรุนแรงขึ้น จนที่สุด เมื่อผู้คนจำนวนมากเริ่มร่ำลือข่าวใหม่ว่า มีการพบเห็นปีศาจอีกาในตำนานโบราณ ปรากฎกายในที่ต่างๆซึ่งเกิดคดีที่มีผู้เสียชีวิตอย่างลึกลับ ในเวลาไม่นาน มาร์กเซ็น ก็ออกแถลงการณ์ เรื่องการปรากฎตัวของปีศาจตนนี้ และใช้นักบวชในสังกัดของตน อวดอ้างฤทธิ์เดชว่า ได้รับนิมิตจากสวรรค์ว่า ปีศาจอีกานั้นได้ปรากฎตัวเพื่อล้มล้างราชบัลลลังค์ และถูกใช้งานโดยฝ่ายกบฎ

แต่แทนที่จะมุ่งเน้นปราบปีศาจ มาร์กเซ็น กลับสั่งไล่ล่าไล่จับ และยัดข้อหาผู้คนที่ต้องสงสัยว่าเป็นกบฎ เพียงแต่มีขนอีกาสักเส้นในบ้าน ผู้นำชุมชนบางคนก็ถูกจับข้อหาสมคบคิดกับปีศาจ และถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยไม่มีการสอบสวน ในเวลานี้ ข่าวลือและข่าวลวงอันสับสนในเรื่องปีศาจอีกาสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนไปทั่วประเทศ และนั่นยิ่งทำให้ มาร์กเซ็น ผู้กุมอำนาจกลายเป็นผู้ที่ประชาชนรู้สึกว่า จำเป็นต้องมีผู้นำทางทหารที่เด็ดขาดและเก่งกาจ เพื่อให้ความสงบสันติกลับมาโดยเร็ว


รูปภาพ






Red Griff Army

กองทัพประชาชนที่เคยช่วยคณะของเจ้าชายเดวิทปลดปล่อยประเทศจากการปกครองของนางเยซาเบล ปัจจุบัน เป็นกองทหารหน่วยรบพิเศษ ซึ่งขึ้นตรงกับกษัตริย์ จากอดีตที่ผ่านมา จนถึงวาระนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคมืดมนของเหล่าอัศวินเรดกริฟ เพราะการพยายามแทรกแซงเข้ามาปกครองและมีอำนาจเหนือกลุ่มอัศวินพิเศษนี้ ของ มาร์กเซ็น ทำให้เกิดการโยกย้ายและขับไล่อย่างไม่เป็นธรรม จนเกิดการหวาดระแวงแทรกซึมว่า อัศวินคนใดในหน่วยรบอันทรงเกียรตินี้ เข้าฝ่ายกับมาร์กเซ็น หรือตั้งตัวเป็นศัตรูบ้าง

ในเวลาแห่งความยากลำบากอยู่นั้น กลางจตุรัสซิมโฟเนี่ยน มีเด็กนักดนตรีเร่รอนคนหนึ่ง ผู้ร้องเพลงเล่าเรื่องราวต่างๆ ก็ได้ร้องเพลงเก่าแก่โบราณ เล่าถึงการอาละวาดของปีศาจดึกดำบรรพ์ และวันที่มันถูกจองจำ โดยคณะลูกขุนผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 และร้องเพลงบทใหม่ เรื่องราวของการช่วยเหลือของพวกเธอต่อคณะเจ้าชายเดวิท เมื่อเพลงจบลง ตำนานเรื่อง สตรี3คนผู้มีชีวิตอมตะ และเคยพิพากษาปีศาจตนนี้ด้วยมนต์เพลงมหัศจรรย์ และอยู่เบื้องหลังการจัดการปีศาจตนนี้ในยุคของเจ้าชายเดวิท ก็ร่ำลือไปทั่วประเทศ ราวกับพายุแห่งความหวัง หากแต่ว่าพวกเธอมีตัวตนจริงหรือเป็นเพียงตำนาน เพราะไม่มีใครพบเห็นพวกเธอ หรือได้ยินข่าวคราวของพวกเธอมานานแล้ว นอกจากคำยืนยันของผู้เฒ่าผู้แก่ หรือผู้ที่อ้างว่าเคยพบเห็นหญิงสาว3คนในป่าลึก แต่ต่อให้มีชีวิตอยู่หรือหาเจอ เหล่า คณะลูกขุนผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 จะยอมช่วยเหลือการปราบปีศาจหรือไม่ แต่นี่ก็คือแสงแห่งความหวังที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง

และหน่วยอัศวิน เรทกริฟ จึงได้เรียกประชุมภาคีอัศวินวาระด่วน เพื่อเตรียมปฏิบัติภารกิจใหม่ การตามหา 3สตรีผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อการขจัดมารดึกดำบรรพ์ศัตรูเก่าแก่ของพวกนาง
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ ศุกร์ เม.ย. 28, 2017 7:17 pm

มีไม่กี่คนในหน่วยรบพิเศษเรดกริฟ ที่จะรู้ว่ามีหน่วยลับที่ชื่อว่า สกาเลทวิง อยู่ด้วย หน่วยงานนี้เหมือนเป็นเงาใต้ปีกอันกว้างใหญ่และสง่างามของหน่วยเรดกริฟ ที่มีหน้าที่อันทรงเกียรติต่างๆ แต่งานอันเป็นทางลับ หรือภาระกิจสายมืดที่ไม่สง่างามในสายตาผู้คน ที่บางครั้งต้องลับแม้แต่คนในหน่วยก็ไม่อาจให้ล่วงรู้ จะตกเป็นหน้าที่ของ สกาเลทวิง ไม่มีใครรู้ว่าสกาเลทวิงมีกี่คน และแม้แต่มีจริงหรือไม่ เพราะหน่วยงานนี้ คืองานสายลับ หรืออาจเป็นจารชน ผู้สังกัดหน่วยงานนี้ไม่มีเครื่องแบบหรือชุดเกราะติดตราสัญลักษณ์ พวกเขาปะปนในหมู่ชาวบ้าน อาจเป็นสาวจืดๆใส่แว่นสักคน อาจเป็นชายขี้เมาที่คอยฟังคนคุยกันในบาร์เหล้า หรืออาจแฝงตัวเป็นสมาชิกกองโจรเพื่อเป็นสายให้ทางราชการ และในครั้งนี้การตามหาสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่รู้มีตัวจริงหรือเป็นเรื่องเล่า ที่หน่วยเรดกริฟถูกมอบหมายให้ทำ ฉากหน้านั้นหน่วยทหารออกตามหาและสืบข่าว แต่ในทางลับที่ทำงานคู๋ขนาน การสืบเรื่องลึกลับของอีกาว่ามาปรากฎตัวจริงไหม เพราะจนบัดนี้ ยังไม่ชัดแจ้งว่า ปีศาจอีกาทำสิ่งต่างๆเพื่อจุดประสงค์ใด และมีใครอยู่ฝ่ายมันกันแน่ อีกทั้งหน้าที่ตามหาสตรีลึกลับผู้รู้วิธีสยบมัน แต่พวกนางกลับหายตัวจากการรับรู้ของผู้คนนับร้อยปี หน้าที่ทางลับจึงตกเป็นหน้าที่ของหน่วยสกาเลทวิง


อารามมาร์เธอร์ออฟยูนิเวริ์ส

ไม่ช้าไม่นานด้วยผลงานที่ว่ากันว่ามาจากการสืบของสกาเลทวิง ก็พบว่าเรื่องราวของสตรีทั้ง3 เคยปรากฎขึ้นครั้งล่าสุด เมื่อ60ปีก่อน ในงานค้นคว้าของเหล่าซิสเตอร์แห่งอารามมาร์เธอร์ออฟยูนิเวริ์ส ในเมืองริเวอร์วอยส์ อันเป็นชนบทของ ประเทศโซปราโน ซิสเตอร์อะเดลผู้รับมอบหมายจากแม่อธิการให้ศึกษา เรื่องราวบันทึกในอดีต หลักฐานเอกสารทั้งหมด เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของปีศาจต่างๆในโซปราโน และเรื่องราวของปีศาจอีกาดำก็เป้นหนึ่งในเรื่องราวที่ซิสเตอร์อะเดล ได้บันทึกอย่างละเอียด ที่ยิ่งไปกว่านั้น ซิสเตอร์ได้พบเจอกับเหล่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ทั้ง3 ทั้งได้สนทนาถึงความเป็นมาเป็นไปของพวกเธอ สาเหตุที่พวกเธอต้องมีชีวิตอยู่ยาวนานนับพันปี เพื่อคอยต่อกรกับปีศาจอีกา เรื่องราวในอดีตแต่ดึกดำบรรพ์ได้เปิดเผยขึ้น ถูกบันทึกเป็นหนังสือ The Chronicle of Justice Jury


รูปภาพ




The Chronicle of Justice Jury

เรื่องราวของปีศาจกา เริ่มเมื่อมนุษย์กลุ่มแรกเดินทางอพยพเข้ามาในดินแดนนี้ พวกเขาเริ่มตัดถางป่าเพื่อเพาะปลูกและสร้างเมือง ในบริเวณนี้มีกาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ กาตัวผู้นั้นมีความเฉลียวฉลาดกว่ากาทั่วไป มันได้กินเนื้อจากซากศพของหมอผีคนหนึ่งที่ตายอยู่กลางป่า และฤทธิ์ของเวทย์มนต์ที่ซึมแทรกอยู่ได้ทำให้มันมีความฉลาดและความรู้สึกนึกคิดมากขึ้นและพลังมนต์ดำก็แฝงอยู่ในตัวมัน วันหนึ่งมันได้ไปพบหัวหน้าของชาวบ้าน เพื่อทำข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันของมันกับชาวบ้าน เนื่องจากตอนนี้คู่ของมันได้ทำรังและออกไข่ในป่าใกล้ชุมชนนั้น หัวหน้าหมู่บ้านยินยอมและได้ขอความช่วยเหลือจากมันในการให้มันช่วยนำสมุนไพรจากยอดเขาที่อยู่ห่างไปไกลเพื่อมารักษาอาการป่วยของลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งหากใช้คนไปค้นหาอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์ซึ่งอาจไม่ทันกาล แต่ถ้าเป็นการบินไปค้นหาโดยอีกาอาจกลับมาได้ใน3วัน ซึ่งอีกายอมตกลง

แต่ทว่าในวันที่3 ขณะมันกำลังบินกลับมานั้นเอง มันเห็นกลุ่มควันจากใกล้หมู่บ้าน มันรีบบินกลับไปอย่างร้อนรน ปรากฎว่า ได้มีชาวบ้านมักง่ายบางคน เผาหญ้า และตอพืช เพื่อเตรียมดินเพาะปลูก จนไฟได้ลามไหม้ป่า แม้จะพยายามดับกัน แต่ก็เกินกำลังชาวบ้าน กว่าไฟป่าจะดับลง คู่ของมันและลูกที่เพิ่งออกจากไข่ตายในกองเพลิงนั้น มันจึงเกิดความโกรธมาก มากจนกลายเป็นความเกลียด และที่สุดกลายเป็นความแค้น มันนำสมุนไพรพิษไปให้ลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้านแทน และเมื่อเธอตายหัวหน้าหมู่บ้านก็เกิดความโกรธ จนกลายเป็นความแค้น ไล่ตามล่ามัน จนวันหนึ่งมันถูกธนูของนักล่าแทงทะลุดวงตาตกลงมาตาย ก่อนจะตายความเคียดแค้นของมันต่อมนุษย์ก็ลุกโพลงขึ้น ปลุกไสยมืดที่แฝงในตัวของมัน จิตอันแรงกล้าและมืดดำของมันถูกดึงดิ่งลงไปยังขุมนรกและได้ทำสัญญากับปีศาจ บาปแห่งความโกรธเกรี้ยว ว่ามันจะจองเวรลูกหลานของมนุษย์กลุ่มนี้ไปตลอดกาล และมันจะทำให้มนุษย์กลุ่มนี้สูญหายไปจากแผนดินนี้ให้ได้

66ปีต่อมา เมื่อปฐมกษัตริย์แห่งโซปราโนสถาปนาราชวงศ์ ขึ้นปกครอง การปรากฎของปีศาจอีกาที่คอยรังควานประเทศนี้ก็เกิดขึ้นหลายครั้ง พระราชาและกองทัพต่อสู้ปะทะกับปีศาจตนนี้ เมื่อขับไล่มันได้หรือกำหราบมันลงได้ชั่วคราวไม่นานมันก็จะกลับมาโดยโกรธแค้นมากกว่าเดิม จนประชาชนอ้อนวอนต่อสวรรค์ขอการช่วยเหลือให้พ้นจากอำนาจปีศาจ พระราชินีก็ได้รับนิมิตในความฝันคืนหนึ่งจากทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์ประเทศโซปราโนว่า เรื่องนี้เกิดจากบรรพบุรุษของชาวเมืองนี้ที่สร้างโศกนาฐกรรมแห่ง ความโกรธ ความเกลียด ความแค้น และการอาฆาตจองเวรขึ้นมา ดังนั้น สวรรค์จะใช้ ธิดาแห่งโซปาโน ลูกสาวของประชาชนโซปราโนเองที่จะมาสยบปีศาจตนนี้ และพวกเธอต้องเอาชนะบาปเดิมที่บรรพบุรุษของเธอได้ก่อไว้ หญิงสาวสามคน จะเอาชนะ ความโกรธ ความเกลียด ความแค้น เพื่อเธอจะเป็นพลังด้านตรงข้าม เป็นลูกขุนผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะสยบมารตนนี้ ผู้จะแพ้ทางพวกเธอตลอดไป
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อาทิตย์ พ.ค. 28, 2017 2:31 am

รูปภาพ

Justitia, the Jury of Holy

ธิดาแห่งโซปราโน่คนแรกที่ก้าวเข้าสู่วิถีทางของสตรีศักดิ์สิทธิ์ ชื่อเดิมของเธอคือ คาเร็น ครอบครัวเป็นช่างไม้ธรรมดา เธอกับสามีมีลูกที่น่ารัก2คน พวกเขาอยู่อย่างเรียบง่ายและมีความสุข แต่แล้ววันหนึ่งที่ตลาด ข้างบ่อน้ำมีเด็กชายผิวเข้มผมแดงเล่นพิณเล่าเรื่องราวของปีศาจกา และการเคียดแค้นจองเวรของมันต่อชาวโซปราโน่ เป็นเพลงเศร้าสลดอย่างมาก เธอรู้สึกจับใจในเสียงเพลง ยืนมองเคลิบเคลิ้ม แล้วราวกับจินตนาการของเธอก็โลดแล่นตามเพลงนั้น เธอเห็นภาพในหัวของเธอราวกับอยู่ในเหตุการณ์จนเธอน้ำตาคลอไหลเอ่อขึ้นมา แล้วเธอก็ถูกดึงกลับมาสู่โลกความจริงอย่างฉับพลัน เมื่อเด็กคนนั้นร้องจบและหันมาถามเธอว่า "คุณนายครับ ถ้าท่านเป็นปีศาจตัวนั้นท่านจะแก้แค้นชาวเมืองเช่นที่มันทำไหม" คาเร็นรู้สึกตกใจ มันเป็นคำถามที่เธอตอบยากมากจริงๆ เธอก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร ลูกสาวของเธอก็พอดีวิ่งออกมาจากร้านขนมมาดึงเธอกลับบ้านเธอหันไปยิ้มให้ลูกสาวและเมื่อเธอหันกลับไปก็ไม่เห็นเด็กผมแดงคนนั้นเสียแล้ว

2วันต่อมา ภัยพิบัติอันร้ายแรงก็เกิดขึ้น ปีศาจกาบุกโจมตีหมู่บ้านของเธอ ในการต่อสู้กันของเหล่าทหารและปีศาจ ในเวลานั้น คาเร็นไปซักผ้าที่แม่น้ำ เธอเห็นเปลวไฟไหม้หมู่บ้านและเสียงผู้คนหวีดร้อง เธอรีบวิ่งกลับบ้าน มีบางคนวิ่งหนีเอาตัวรอดสวนทางมา เธอถามถึงครอบครัวของเธอ แต่ทุกคนต่างวิ่งเอาชีวิตรอด ระหว่างทางเธอเห้นศพผู้คนบางคนล้มตายอยู่ และเมื่อเธอไปถึงปีศาจกาได้ละหนีไปแล้ว จากกองทัพของทหารและผู้มีพลังเวทย์ที่ส่งมา แต่ทว่า สามีและลูกของเธอเสียชีวิตไปแล้ว คาเร็นหัวใจแตกสลาย เธอกลับไปที่แม่น้ำ และทิ้งร่างของตนลงไปในแม่น้ำ

ในขณะที่เธอกำลังจะหมดลมหายใจ มีเด็กชายในชุดยาวสีขาวขลิบลวดลายสีฟ้าแซฟไฟร์ ว่ายเข้ามาใกล้แต่ไม่เหมือนว่ายเหมือนเขาลอยเข้ามาจะถูกต้องกว่า ภาพที่เหมือนความฝันนั้นคืออะไร ตอนนี้คาเร็นก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนในน้ำหรือในอากาศ และเธอไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหายใจสำลักน้ำแต่อย่างใด เธอบอกไม่ถูกว่าตอนนี้เธอหายใจได้ปกติ หรือที่จริงไม่ได้หายใจแต่ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้กันแน่

แต่ตอนนี้ในใจที่แตกสลายของเธอนั้น ด้วยความรู้สึกเจ็บปวด โกรธแค้น และรู้สึกถึงความอยุติธรรมอย่างมาก และเกิดคำถามว่าทำไมเมื่อเธอต้องการจะตายไปกับครอบครัวของเธอ เธอกลับไม่ได้รับอนุญาตนั้นอีก และถ้าพระเจ้ามีจริงทำไมไม่กำจัดปีศาจนั้นและช่วยครอบครัวของเธอเสีย เด็กชายในชุดสีฟ้าพูดกับเธอว่า ด้วยความรู้สึกของท่านข้าพเจ้ารู้ดี ดังนั้นอาศัยใจที่เจ็บแค้นและแหลกสลายของท่าน ข้าพเจ้ามาจากสวรรค์จะมอบอาวุธทรงอานุภาพที่จะพิฆาตทุกสิ่งได้ แล้วเด็กคนนั้นก็เนรมิตหอกด้ามหนึ่ง เป็นหอกยาวสีทองปลายของมันเป็นผลึกซัฟไฟร์ เมื่อคาเร็นจับหอกนั้น ราวกับการสื่อสารของหอกนั้นส่งสารมาถึงเธอโดยตรง เธอได้รู้ว่า หอกนี้เคยเป็นอาวุธของกษัตริย์องค์หนึ่งมาก่อน และในครั้งนั้นปลายของมันยังไม่ได้เป็นผลึกเช่นนี้ (แต่เราจะขอละการเล่าถึงประวัติของมันไว้เท่านี้ก่อน) จากนั้นเธอรู้ว่าหอกนั้นทรงอานุภาพตามความรู้สึกทั้งดีร้ายของคน และในเวลานี้ ด้วยความโกรธแค้นและโศกเศร้าของเธอ หอกนี้จะทรงอานุภาพมาก เธอเห็นนิมิตว่าเมื่อเธอใช้มันฟาดใส่ปีศาจกามันจะรุนแรงมากจนภูเขาสลายไปถึง7ลูก และมันรุนแรงถึงขนาดพินาศครึ่งทวีป ป่า ชีวิตคนและสัตว์และบ้านเมืองเมืองหายไป แล้วเด็กคนนั้นก็ถามกับเธอว่า ท่านจะไปแก้แค้นปีศาจเมื่อใด

คาเร็นลังเลที่จะตอบ เธอเข้าใจทันทีว่าเธอจะสามารถใช้อาวุธนี้ฆ่าปีศาจอีกาได้แน่นอน เพราะเธอจะสลายมันและครึ่งทวีปไปกับมันด้วย แล้วเด็กคนนั้นก็พูดกับเธอว่า "การทำสิ่งใดด้วยอารมณ์อันมืดมนนั้น ต่อให้เป็นสิ่งดีก็ต้องแลกกับอะไรมากมาย และความสำเร็จอันเกิดขึ้นชั่วคราวนั้นย่อมแลกมาด้วยความเลวร้ายอันถาวร" แล้วเธอก็เข้าใจว่า ทางเดียวที่เธอจะใช้อาวุธนี้โดยไม่มีผลกระทบเกินไป เธอจะขจัดความโกระเกลียดเคียดแค้น และใช้มันด้วยใจที่สงบสันติ และเมื่อเธอเดินทางไปถึงจุดนั้น ใจของเธอจะสงบสันติเสียจนไม่ปราถนาจะฆ่าใครหรือแก้แค้นใครอีกต่อไป

เมื่อเด็กคนนั้นขยับเข้ามาข้างตัวเธอคราวนี้เธอสังเกตเห็นว่า นอกจากชุดยาวสีขาวของเขาจะมีขลับลายสีฟ้าแล้ว เขายังมีปีกสีขาวปลายปีกสีฟ้าอยู่ข้างหลังด้วย เขายื่นขอเสนอแก่เธอ ที่จะมีเวลาแห่งการบำเพ็ญเพียรอันยาวนาน นานจนนิรันดร์ก็ได้ตราบเธอต้องการ เพื่อเธอจะสยบความโกรธ ความเกลียด เคียดแค้น ที่กัดกินจิตใจของเธอ จนกว่าเธอจะพร้อมใช้อาวุธอันรุนแรงนี้ เธอจึงได้ชื่อใหม่ Justitia และเป็นธิดาแห่งโซปราโน่คนแรกที่ก้าวสู่วิธีชีวิตอันมหัศจรรย์นี้
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ เสาร์ มิ.ย. 17, 2017 6:58 pm

Justicia, the Jury of Holy

ซีลีนเป็นลูกสาวของพ่อค้าที่ร่ำรวย แต่ในเวลานี้เมื่อพ่อของเธอเสียชีวิตไป แม่ของเธอจึงต้องการให้เธอแต่งงานกับครอบครัวของคนร่ำรวยหรือชนชั้นสูงเพื่อรักษาสถานะของครอบครัว แต่กระนั้น ซีลีนกลับมีความรักกับนักแสดงละครเวทีหนุ่ม เลียวนาร์ดมีความฝันที่จะเป็นซุปเปอร์สตาร์ของวงการแม้เวลานี้เขาจะยังอยู่ในฐานะตัวประกอบบ้าง และมีบทรองบ้าง แต่เขาก็ยังคงไม่ละทิ้งความฝัน สำหรับซีลีนที่ถูกคาดหวังต่ออนาคตในเรื่องธุรกิจการค้าและเงินทอง เธอจึงหลงรักชายที่มีความฝันคนนี้ แม่ของเธอด่าว่า นี่มันไม่ใช่ความหวังหรือความฝัน มันแค่ความฝันลมๆแล้งๆของพวกศิลปินที่ละเมอเพ้อพก และกีดกันเธอจากเขา แต่นั่นกลับยิ่งผลักดันในเธอดื้อดึงแอบนัดพบกับเลียวนาร์ด หนังสือนิยายรักที่เธออ่านเกี่ยวกับเรื่องความรักต่างชนชั้นต่างๆ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าต้องดื้อดึงและต้องต่อสู้เพื่อให้สมหวังกับความรักนี้ให้ได้

แล้ววันหนึ่งในห้องสมุดเธอก็พบหนังสือเก่าที่รวมเรื่องตำนานเก่าแก่ต่างๆของโซปราโน่ ซึ่งมีตำนานเรื่องปีศาจกา และชีวิตรันทดของมันเขียนไว้ด้วย ด้วยความที่เธอเป็นนักอ่านเรื่องราวความรักโรแมนติกทุกรูปแบบ เธอเกิดความรู้สึกสงสารปีศาจตัวนี้ขึ้นมาวูบหนึ่งแม้ใครๆจะหวาดกลัวมัน เพราะเรื่องราวนั้นก็จัดเป็นโศกนาฎกรรมความรักอันหนึ่งสำหรับเธอ แล้วเธอก็อ่านพบเรื่องราวของหญิงสาวผู้น่าสงสารคนหนึ่งครอบครัวของเธอโดนปีศาจกาดำทำลายแต่แล้วหญิงคนนี้กลับปรากฎตัวเสมอๆในที่ซึ่งปีศาจกาอาละวาด และต่อสู้ให้มันล่าถอยไป และการโจมตีของปีศาจกาก็น้อยลง ผู้คนสงบสุขขึ้น แต่ก็ไม่เคยมีใครรู้ว่าหลังจากนั้นเธอหายตัวไปไหน และการที่เธอคอยขัดแข้งขัดขามันมานานหลายสิบปี ดูเหมือนเธอไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย จึงร่ำลือกันว่าเธอเป็นวิญญาณที่ตามมาอาฆาตปีศาจกา บ้างก็ร่ำลือว่า เธอเป็นนางฟ้าจำแลงกายมา บ้างก็ว่าอาจมีผู้หญิงที่ทรงพลังแบบนี้หลายคนแต่ผลัดกันมาแล้วผู้คนเข้าใจไปว่าเป็นคนเดียวกัน สำหรับซีลีนแล้วเธอรู้สึกอยากเห็นผู้หญิงคนนี้สักครั้งเหมือนกัน แต่นั่นหมายถึงเธอต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ปีศาจกาอาละวาด ซึ่งเธอคิดว่าไม่เกิดกับตัวเองจะดีกว่า จากนั้นเมื่อเธออ่านนิยายรักเรื่องอื่นเธอก็เริ่มลืมเลือนความรู้สึกนี้ไปและไปหมกมุ่นกับความคิดที่จะครองรักให้สมหวังให้ได้

ทั้งหนีงานหมั้น พังงานแต่ง และวีรกรรมต่างๆ ที่เธอก่อ ที่สุดทำให้แม่ของเธอยอมแพ้และยอมให้เธอได้คบหากับเลียวนาร์ด ทั้งสองวางแผนไว้ว่าจะทำให้แม่ยอมรับโดยเลียวนาร์ดจะยอมเข้ามาเรียนรู้เรื่องธุรกิจต่างๆเพื่อจะสามารถแต่งงานกับเธอ ทั้งสองใช้ความพยายามและฝ่าฟันสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งรอยยิ้มและน้ำตา ผ่านไป5ปี จนวันแต่งงานของทั้งสองก็มาถึง

Sanctuary

ในเวลาแห่งความสุขที่กำลังมาถึง เจ้าบ่าวกำลังรอเจ้าสาวของเขาในโบสถ์ พร้อมแขกเหรื่อที่มาร่วมพิธี เจ้าสาวและมารดาของเธอกำลังรอยู่ที่หน้าโบสถ์เพื่อรอเวลาที่แม่จะส่งตัวเจ้าสาวเข้าพิธี ทันใดนั้น ทหารกลุ่มหนึ่งทั้งวิ่งและควบม้า มายังโบสถ์ ทุกคนล้วนบาดเจ็บโดยไม่ทันสังเกตว่าขณะนี้โบสถ์กำลังมีพิธีอะไร พวกเขาถลันเข้าไปในโบสถ์และร้อง "ปีศาจกาตามฆ่าพวกเรามา ช่วยเราด้วย" แขกเหรื่อหวีดร้องด้วยความตกใจ ทันใดนั้นเลียวนาร์ดได้สติ ตะโกนว่า "ซีลีน ซีลีนยังอยู่ข้างนอก" เขารีบพุ่งตัวออกนอกประตู ซีลีนและแม่ของเธอยังงุนงงและตกตะลึงอยู่นอกรั้ว เธองดงามในชุดเจ้าสาวแต่ใบหน้าซีดเผือดและเอ่อล้นด้วยน้ำตา

กฎเก่าแก่ของโลก Tera คือกฎ sanctuary โบสถ์จะถือเป็นสถานที่หลบภัยไม่ว่าฝักฝ่ายใด และไม่ว่าเหตุผลใด ในโลกวิญญาณกฎนี้ยังคงครอบคลุม (บางครั้งผู้ต้องการจัดการหรือทำลายผู้ที่หลบอยู่ภายใน จะใช้วิธีทำลายโบสถ์จากภายนอกให้คนภายในตายไปพร้อมกันเพื่อไม่ต้องละเมิดกฎด้วยการบุกเข้าในเขตศักดิ์สิทธิ์)

"ซีลีน" เลียวนาร์ดตะโกนเรียก เธอหันไปยังโบสถ์และยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่เขาจะพูดอะไรอีก เขาก็เห็นที่ด้านหลังของเธอปีศาจกาและฝูงของมันบินตรงมายังโบสถ์ "รีบเข้ามา รีบเข้ามาในโบสถ์" เลียวนาร์ดตะโกนพร้อมวิ่งออกไป ซีลีนหันไปเห็นปีศาจกำลังบินตรงมา เธอกรีดร้องเสียงดังแทบสิ้นสติ เธอและแม่รีบวิ่งเข้าไปที่โบสถ์ แต่ทว่าชุดเจ้าสาวสีขาว ยาว อันงดงาม ในเวลานี้เป็นอุปสรรคสำคัญในการวิ่งของเธอ เธอสะดุดล้มลงกลางทาง แม่ของเธอวิ่งสวนกับเลียวนาร์ด หันกลับมาเห็นลูกสาวกองกับพื้น ปีศาจกำลังบินเข้ามาใกล้ และเจ้าบ่าวของเธอก็วิ่งเข้าประคองร่างเธอขึ้น แม่ของเธอกรีดร้อง "ซีลีน" และจะวิ่งย้อนไปช่วยลูก แต่คนที่หน้าประตูรั้งเธอไว้ เลียวนาร์ดกึ่งอุ้ม กึ่งประคอง วิ่งอย่างยากลำบากไปพร้อมกับซีลีน เสียงผู้คนกรีดร้องดังขึ้นทุกที เลียวนาร์ดหันหลังไปปีศาจการ่อนลงบนพื้นห่างจากเขาและซีลีนไม่กี่ก้าวเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันเบื้องหน้าก็ไม่ไกลนักจากประตูโบสถ์ ชั่วแวบของความคิดเขาตัดสินใจหยัดยืนและใช้กำลังทั้งหมดเหวี่ยงร่างของซีลีนจนเธอถลาลอยไปผ่านประตูโบสถ์ชนร่างแม่ของเธอที่อ้าแขนรับจนล้มลงทั้งคู่ ซีลีนหันกลับไปเห็นชายผู้เป็นที่รักของเธอ ในจุดที่ห่างไปจากประตูโบสถ์ไม่กี่ก้าวนั้น ร่างของเขาลอยอยู่เหนือพื้นดินมีกรงเล็บของปีศาจกาจิกทะลุอก ซีลีนกรีดร้องเสียงหลง พยายามพยุงตัวเพื่อลุกขึ้น ทันใดนั้นที่หน้าประตูโบสถ์มีร่างหญิงคนหนึ่งกระโดดลงมาจากฟ้า หญิงสาวผมสีดำปลิวสะบัดใบหน้างามนั้นส่องประกายตามุ่งมั่น "คราวนี้มาช้าไปหรือนี่" แล้วเธอก็พุ่งตัวเข้าใส่ปีศาจกา



รูปภาพ



In the Dark of the Night

ทุกคืน ซีลีนจะตื่นกลางดึก เพราะฝันร้าย และภาพความทรงจำที่เธออยากให้เป็นแค่ฝันร้ายมากกว่าเรื่องจริง แม้จะผ่านไปหลายเดือน ที่งานแต่งงานของเธอกลายเป็นงานศพของชายที่เธอรัก แต่ซีลีนก็ยังไม่อาจยอมรับความจริงทั้งหมดนั้นได้ เธอยังไม่อยากอยู่กับ วันนี้ หรือ วันพรุ่งนี้ เธอยังปรารถนาจะอยู่ในวันวานที่เธอรัก จิตใจของเธอ ขึ้นลง เข้าออก อยู่ระหว่างการคิดถึงอดีต ฝันถึงอนาคตที่ไม่มีวันเป็นจริงอีกแล้ว และสลับไปมาระหว่างการอยากตายเพื่อไปอยู่กับชายที่เธอรัก แต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะแม่ของเธอที่ห่วงใยดูแลเธอตลอดเวลาคือสิ่งยึดเหนี่ยวให้ซีลันต้องอยู่เพื่อเธอ จนทุกข์โศกเปลี่ยนความเศร้าเป็นความเคียดแค้น ทั้งหมดนั้นก็เพราะมันตัวเดียว เธอครุ่นคิดในใจวนเวียนไปมา เธอกลับเข้าหาสิ่งที่เธอชอบทำ เธอกลับไปค้นคว้าอ่านหนังสือ หาวิธีที่จะกำจัดปีศาจกา เธอศึกษาเวทย์มนต์และศาสตร์มืดทุกอย่างที่สามารถฆ่า และทำลาย เธอตั้งปฏิธานไว้ว่าเธอต้องทำลายปีศาจชั่วนี่ให้ได้ เธอจะทำให้มันเจ็บปวด เธอจะย่ำยีมัน ให้สาสม จากเดิมที่เธอเคยสวดภาวนาในโบสถ์ เพื่อให้สมหวังในความรัก เธอก็กลับท่องคาถาสาปแช่งทุกวัน แม้แต่คาถาสาปแช่งให้พบความซวยต่างๆ ทั้งที่ลึกๆแล้วไม่แน่ใจว่าคาถาพวกนี้จะใช้กับปีศาจได้ไหมก็ยังจะท่อง

คืนหนึ่งขณะที่ซีลีน ไปสาปแช่งที่สุสาน ก็มีเด็กคนหนึ่งถือตะเกียง มายืนอยู่ข้างหลังขณะที่เธอเอาเข็มทิ่มแทงตุ๊กตาฟางที่เขียนชื่อปีศาจกา เธอสะดุ้งตกใจนึกว่าผี เด็กคนนั้นเข้ามาใกล้แล้วถามว่าเธอทำอะไรอยู่ เธออึกอักไม่กล้าตอบ แล้วเด็กคนนั้นก็ทำยิ้มฉลาดพร้อมมองของในมือเธอ แล้วพูดว่า "พี่สาวทำน่ะไม่ได้ผลหรอก แล้วนั่นก็ไม่ใช่ชื่อจริงมันซะหน่อย" ซีลีนยังอึกอักแต่ก็ยอมรับว่าชื่อ ปีศาจกา มันคือชื่อที่คนเรียกมันไม่ใช่ชื่อมัน แต่ลึกๆเธอก็ทำสิ่งนี้เพื่อความสะใจระบายแค้นมากกว่าจะหวังผลจริงๆ เด็กคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า "พี่สาวไปหาผู้หญิงที่อยู่กระท่อมเก่าๆที่ชายป่าซองออฟเบนชีสิ แม่หมอแกรับรักษาคนอยู่ แกเชียวชาญเรื่องพวกนี้ แกน่าจะช่วยพี่ได้นะ" แล้วเด็กคนนั้นก็ร้องเพลงเดินจากไป

ซีลีนตั้งสติได้ ก็นึกได้ว่าป่านั้นอยู่ไม่ไกลนักเธอกลับบ้านและออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เธอขี่ม้าเลาะชายป่าไปจนพบกระท่อมหลังหนึ่ง เธอเคาะประตูพบว่าประตูแง้มเปิดอยู่ เธอเปิดประตูเข้าไป เห็นร่างหนึ่งในผ้าคลุมยาวฮู้ดสีฟ้ามอซอคลุมศรีษะนั้นจนเห็นแต่จมูกโผล่ออกมา นางนั่งที่เก้าอี้กลางบ้าน กำลังเลือกใบสมุนไพรมากมายบนโต๊ะไม้เก่าๆ ท่ามกลางบรรยากาศสลัวของอุปกรณ์และหยูกยามากมายที่แขวนไว้เต้มบ้าน "ยายคือแม่หมอที่รับรักษาคนใช่ไหม" ซีลีนร้องถาม แสงเทียนสลัวทำให้เห็นหน้านางไม่ชัดเจนนัก เสียงเล็กๆถามกลับมา "นั่งก่อนสิ ต้องการให้ชั้นช่วยอะไรล่ะ"

ซีลีนนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้ประตู เล่าเรื่องที่เธอเจอเด็กที่แนะนำเธอมาและสิ่งที่เธอต้องการ แล้วแม่หมอก็หัวเราะ "คิคิ ไม่ได้ผลจริงๆนั้นแหละ แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องชื่อของมันหรอกนะ"

"ยายช่วยบอกฉันทีเถิดว่าต้องทำยังไง" ซีลีนถาม

แม่หมอนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ "เธอต้องเปลี่ยนเป็นอธิษฐานอวยพรมันแทนการสาปแช่ง" เธอกล่าวเสียงเรียบมือยังคงเลือกสมุนไพร

"ว่าไงนะ ยายจะบ้าเหรอ มันฆ่าคนรักฉัน มันทำลายชีวิตฉันนะ ฉันอยากให้มันตาย ฉันอยากให้มันพินาศ" ซีลีนแผดเสียงดังลั่นด้วยอารมณ์โกรธ ใบหน้าแดงก่ำ

หญิงในผ้าคลุมฟ้าหยุดเลือกสมุนไพร นั่งนิ่งเงียบฟังเธอแผดเสียงระบายอารมณ์จนเธอเริ่มสงบลง

"ฉันขอโทษทีนะยายความแค้นฉันมันพุ่งพล่านขึ้นมา แต่ทำไมฉันต้องทำแบบนั้น"


แม่หมอก้มเลือกสมุนไพรอีกครั้งพร้อมพูดขึ้นช้าๆ "ปีศาจตนนั้นเกิดจากความมืดมน การที่เธอส่งพลังความมืดมนด้วยการเกลียดชังและสาปแช่งมัน ก็แค่เป็นการไปเพิ่มความมืดมนให้มันเท่านั้น ความมืดน่ะทำให้ความมืดลดลงไม่ได้หรอกนะแม่หนู ความสว่างเท่านั้นแหละที่ทำให้ความมืดจางหายไปได้"

"แต่ แต่ ฉันทำใจไม่ได้ ฉันเกลียดมัน ฉัน ฉัน มีแต่อยากจะฆ่ามัน แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลย ไม่ยุติธรรมเลย ฮือๆๆ" ซีลีนทรุดตัวลงร้องไห้ เสียงถอนหายใจเบาๆดังแทรกขึ้น

"มันไม่ใช่เรื่องของความยุติธรรมหรือไม่ ฉันไม่ได้พูดเรื่องถูกผิดหรือเรื่องความยุติธรรมกับเธอ ฉันกำลังแนะนำวิธีการในการเอาชนะปีศาจตัวนั้นให้กับเธอ และก่อนอื่นใด ความมืดในใจของเธอเองเป็นสิ่งแรกที่ต้องกำจัดก่อน เพราะไอ้ตัวที่ร้ายที่สุดไม่ใช่มัน แต่คือความเคียดแค้นชิงชังที่ครอบงำหัวใจของเธอ"

"อะไรกันน่ะยาย ยายจะมาเทศนาสอนให้ชั้นเป็นคนดี ให้อภัยมัน ให้อวยพรมัน แล้วยังมาว่าฉันเป็นอีเลวอีชั่วเพราะฉันเคียดแค้นมันงั้นเหรอ ไม่ยุติธรรมเลย บ้าไปแล้วมีแต่คนบ้าที่ทำแบบนั้น" ซีลีนหวีดร้อง น้ำตาไหลเป็นสาย

"ความยุติธรรม หรือที่จริง เป็นตั้งชื่อให้การแก้แค้นของตัวเองด้วยชื่อที่สวยหรูดูชอบธรรมกันล่ะ ใช่แล้วถ้าคำว่าบ้า หมายถึงไม่ปกติตามที่มนุษย์ทั่วไปทำกัน ฉันแนะนำวิธีที่ไม่ใช่คนทั่วไปทำกัน เพราะวิธีที่คนทั่วไปทำมันไม่ได้ผลไง จะว่าไปถ้ามนุษย์มีใจยุติธรรมกันจริงๆก็ดีสิ ก็ที่เรื่องที่มาถึงตอนนี้ ก็เพราะทุกคนล้วนแก้แค้นเอาคืนจนกว่าจะสาแก่ใจซึ่งมันไม่เคยจบสิ้นแม้จะทำร้ายอีกฝ่ายไปมากแค่ไหนก็ตาม เพราะความแค้นคืออารมณ์ไม่เคยมีใครหยุดชั่งตวงวัดก่อนให้ตาชั่งสองข้างที่หนักเท่ากันพอดีแบบเวลาชั่งสมุนไพรหรอกนะ แต่การแก้แค้นจะทำจนกว่าจะสะใจและพอใจ ความแค้นทำให้ไร้สติ จึงไม่ได้มีใครคิดก่อนว่าเอาคืนเท่ากับที่ตัวเองเสียไปจริงๆแต่ทุกคนเอาคืนจนกว่าอารมณ์แค้นจะหาย เรื่องมันเลยไม่เคยจบ เพราะทุกครั้งที่เธอคิดอีกเธอก็จะแค้น ต่อให้แก้แค้นไปแล้ว พอเธอคิดถึงมันอีกเมื่อไหร่เธอก็จะแค้นทุกครั้งที่คิด เมื่อทำโดยความแค้น อย่าพูดถึงคำว่ายุติธรรมเลย มันเกิดขึ้นไปพร้อมกันไม่ได้หรอก"

แม่หมอพูดถึงตรงนี้ ซีลีนก็นึกขึ้นได้ว่า มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ การที่เธอคิดถึงอดีตเรื่องนี้ทีไรใจเธอเจ็บปวดและเคียดแค้นขึ้นมาทุกครั้งราวกับมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เธออยากจะกระทืบๆ ขยี้ๆ ทำลายๆ สับมันเป็นหมื่นชิ้น ฆ่ามันให้ตายซ้ำเป็นพันครั้ง

"เรื่องนั้นเกิดขึ้นและจบไปแล้ว มันเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิตเธอ แต่มันจะเกิดกับเธอครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเธอคิดถึงมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ความแค้นของเธอจะถูกหล่อเลี้ยงจะถูกทวีคูณไปเรื่อยๆ และคนที่ทรมานตัวเองบ่อยที่สุดก็จะคือตัวเธอเอง ฉันถึงบอกว่าให้เธอกำจัดศัตรูที่ใกล้ตัวซะก่อน จะไปกำจัดศัตรูที่อยู่ไกล ฉันไม่ได้พูดสักคำว่าเธอชั่วเธอเลว จะประชดประชันด้วยการด่าตัวเองไปทำไมล่ะ ความโกรธเกลียดมันเกิดได้กับมนุษย์ทุกคนมันคือเรื่องธรรมดา แต่อย่างที่บอก ฉันไม่ได้มาพูดเรื่องถูกผิดดีเลว ฉันแค่แนะนำวิธีชนะให้" นางพูดราวกับอ่านใจซีลีนได้

"ฉันขอโทษนะยาย ที่เสียงดังใส่ยาย แต่ยายเข้าใจฉันใช่ไหม ฉันเจ็บปวดจากการกระทำของมันจนฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่ใช่ความอยากแก้แค้นที่หล่อเลี้ยงฉันไว้ ฉันคงจบชีวิตตัวเองไปแล้ว"

แม่หมอลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง นั่นทำให้เห็นว่าเธอร่างสูงเหยียดตรงและไม่ได้หลังโก่งโค้งงออย่างคนแก่ ซึ่งที่จริงเธอแค่ก้มเลือกสมุนไพร

"เข้าใจสิ ฉันเข้าใจเธอดี เข้าใจเธอมากกว่าใคร" หญิงในชุดคลุมสีฟ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ดึงฮู้ดที่คลุมหัวออก แสงที่ย้อนกลับมาทำให้เห็นว่าผมของเธอดำขลับ ไม่ได้มีผมหงอกขาวอย่างที่คิด

"แล้วช่วยเลิกเรียกฉันว่ายายด้วยนะ ฉันอาจอยู่มานานกว่ายายเธอก็จริง แต่ห้ามเรียก ยาย เข้าใจนะ" เธอหันมายิ้ม

ซีลีนตกตะลึง จำได้ทันทีว่าเธอคือผู้หญิงคนนั้นที่ขับไล่ปีศาจกาไปแล้วเธอก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย "ท่าน ท่าน...."

"ท่าน ก็ไม่ต้องเรียก เรียกฉันว่า จัสติเทีย" เธอเดินมาจับมือซีลีน "ฉันมีข้อเสนอหนึ่งให้เธอ ทางที่ฉันเลือกเดินมา ทางที่ไม่เหมือนคนทั่วไป ทางที่เดินแล้วจะถอยกลับไม่ได้ แต่มันจะนำไปสู่การจบสิ้นความทุกข์ของเธอและการจบสิ้นของปีศาจกาตัวนี้ อีกทั้งนำทางรอดมาสู่คนมากมาย เธอจะว่าอย่างไร"

การสนทนาต่อมานั้นเนิ่นนานราวอนันตกาล ซีลีนได้ถูกเปิดตาให้เห็นอนาคตบางส่วน และเห็นเลียวนาร์ด เขาอยู่ในที่ๆดีกว่าโลกนี้มาก และยังส่งความรักและห่วงใยมายังเธอเสมอ เธอรู้สึกเหมือนถูกนำออกจากความมืดมิดของราตรีกาลอันยาวนานสู่ความสว่างของแสงรุ่งอรุณ


หลังจากซีลีนกลับไปร่ำลาแม่ของเธอ เธอสัญญาจะคอยดูแลแม่อยู่ห่างๆและกำชับว่าอย่าบอกใครถึงหนทางที่เธอเลือก ผู้คนร่ำลือว่า ซีลีนตรอมใจตายตามคนรักของเธอไปแล้ว และแม่ของเธอก็ทำใจได้รวดเร็วกับโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้น ไม่นานเรื่องราวของเธอเงียบหายไปจากเรื่องซุบซิบนินทาของผู้คน พวกเขาเปลี่ยนเรื่องซุบซิบนินทากันไปเรื่อยๆเมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ๆ ปีแล้วปีเล่า เรื่องราวหนึ่งก็ถูกร่ำลือว่ามีหญิงสาวสองคนคอยขัดขวางการอาละวาดของปีศาจกา แล้วการออกอาละวาดของมันก็น้อยลงกว่าก่อนมาก เมื่อพวกเธอขับไล่มันไปได้ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เป็นเช่นนี้เสมอ
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ พฤหัสฯ. ก.ค. 27, 2017 9:11 pm

Justizia, the Jury of Holy

"แม่ขา.. พ่อกลับมาแล้ว"

เด็กหญิง วิ่งพุ่งออกจากประตู กระโดดกอดทหารร่างใหญ่ ที่กำลังเดินตรงมาที่บ้าน

"มารายห์ คนดีของพ่อ พ่อคิดถึงหนูที่สุดเลย" เขาพูดพลางพรมจูบแก้มของลูกสาว

"แล้วไม่คิดถึงเมียบ้างเลยเหรอไง" หญิงในชุดแม่บ้านกล่าวพร้อมเดินเข้ามาสวมกอดทั้งสอง "แครี่ ผมต้องคิดถึงคุณด้วยอยู่แล้ว ที่รัก"

สำหรับรอย หัวหน้ากองประจัญบานของโซปราโน หลังจากภารกิจที่เเสี่ยงชีวิตเพื่อพิทักษ์ประเทศชาติและประชาชน ครอบครัวที่น่ารักของเขา คือทุกสิ่งที่ทำให้เขาพยายามเอาชีวิตรอดกลับมาให้ได้ในทุกภารกิจ มารายห์ ลูกสาวสุดที่รักตอนนี้อายุ12ปีแล้ว กำลังจะเปลี่ยนจากเด็กหญิงเป็นหญิงสาว เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขา


รูปภาพ

เด็กสาวผู้ร่าเริงและสดใส ในวัยแรกรุ่น การเป็นนักร้องประสานเสียงในโบสถ์ใกล้บ้านของเธอ โบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองเมลิสมาเทีย เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองหลวง ทำให้เธอมีความฝันที่จะเติบโตเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงของประเทศโซปราโน แต่ในช่วงเวลานี้การได้เห็นพ่อ ผู้เป็นดังฮีโร่ของเธอ กลับมาอย่างปลอดภัยคือความสุขที่สุดของเธอ

Without You

ในเย็นวันศุกร์ ทหารกองประจัญบานจำนวนหนึ่งยืนตั้งแถวอยู่ที่หน้าบ้านของมารายห์ ทุกคนใบหน้าเศร้าหมอง บางคนยังมีคราบเลือดและร่องรอยบาดเจ็บจากการต่อสู้ บนรถม้านั้น มีร่างที่คลุมด้วยผ้าสีขาว แม่ของเธออยู่หน้าบ้าน ยืนฟังการรายงานจากทหารคนหนึ่งก่อนจะทรุดตัวเป็นลมล้มพับลงไป มารายห์ ร้องไห้อย่างที่เธอไม่เคยร้องไห้มาก่อนในชีวิต โลกของเด็กสาวพังทลายลงในวันนั้น พ่อของเธอสละชีวิตในการต่อสู้กับปีศาจกา เขาได้รับการเลื่อนยศ และเกียรติในงานพิธีศพอันยิ่งใหญ่ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ เธอต้องการเพียงพ่อที่ยังมีชีวิตเท่านั้น

แม้จะมีทรัพสมบัติมากพอที่ทั้งสองจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ยากลำบากนัก แต่บ้านที่เคยมีเสียงเพลง ความสุขและเสียงหัวเราะ ก็เงียบงัน และหม่นหมอง มารายห์ไม่อยากไปร้องเพลงที่โบสถ์แล้ว เธอโกรธที่พระเจ้าปล่อยให้พ่อของเธอตายทั้งที่เธออธิษฐานทุกวันให้พ่อกลับบ้านมาโดยปลอดภัย เธอเกลียดชังปีศาจกา เธอเคียดแค้นมัน สงสัยว่าทำไมพระเจ้าไม่ลงโทษมันหรือทำลายมันซะ เธอหดหู่กับโลกและทุกสิ่ง เด็กสาวที่เคยสดใสน่ารักไม่มีรอยยิ้มอีก

2ปีผ่านไป ครอบครัวของมารายห์เริ่มทำใจหรืออาจจะบอกว่าเริ่มเคยชินกับการมีชีวิตกันสองคนแม่ลูกโดยปราศจากพ่อ ทุกอย่างคงจะดีขึ้นเรื่อยๆหลังจากนี้ จวบจนปลายฤดูร้อนเข้าสู่ต้นฤดูฝนที่เข้ามาถึงในปีนั้น นำพาโรคระบาดมายังตะวันออกของโซปราโน โรคระบาดครั้งนั้นคร่าชีวิตชาวเมืองไปถึง1ใน5 ไม่ว่าคนแก่ เด็กเล็ก หรือชายแข็งแรง เมื่อติดโรคแล้วก็ยากจะรักษาหาย จนมีแม่หมอ2คนเข้ามายังเมือง เธอช่วยแนะนำการจัดการแยกคนป่วยและคนหายดีออกจากกัน และนำยาสมุนไพรมาช่วยรักษาจนการควบคุมโรคได้ระดับนึงแล้ว เธอได้ร้องขอในสิ่งที่ชาวเมืองตื่นตระหนกอย่างยิ่ง

"เผาศพผู้เสียชีวิตทุกคน ห้ามฝัง หรือทิ้งลงแหล่งน้ำเป็นอันขาด"หญิงในชุดคลุมยาวประกาศกลางลานเมืองที่ชาวบ้านมาชุมนุม
"เพราะเชื้อโรคนี้ระบาดมาจากสัตว์ที่อาศัยอยู่ใต้ดิน อย่างพวกหนู การฝังจะทำให้เชื้อโรคยังคงอยู่ในดิน หากฝนตกน้ำก็จะพาเชื้อโรคลงแหล่งน้ำ และเมื่อมีหนูหรือแมลงมากัดกินศพมันก็จะพาเชื้อโรคแพร่สะพัดไปทั่วอีก" หญิงในชุดยาวอีกคนกล่าว

ชาวบ้านส่งเสียงฮือฮาอื้ออึง เพราะนี่ผิดธรรมเนียมในการทำศพ พวกเขาวิตกกังวลว่าวิญญาณของญาติพี่น้องคงไม่ให้อภัยเขาแน่ถ้าทำแบบนั้น ผู้คนต่างถกเถียงกัน และเมื่อเวลาผ่านไปมีส่วนน้อยมากที่จะยอมเผาศพ จนเวลาไม่ช้านาน มีข่าวลือว่าโรคระบาดนี้มาจากอาถรรพ์ของปีศาจ และไฟจะทำลายอาถรรพ์นั้นได้ ปรากฎว่าชาวบ้านเริ่มยอมเผาศพกันมากขึ้น และเมื่อมีข่าวลือระลอกที่สามว่า ปีศาจกาได้ทำคำสาปให้ชาวบ้านเกิดโรคระบาด ต้องเผาศพถึงจะล้างคำสาปได้ ชาวบ้านไม่เพียงเผาศพแต่ถึงขนาดนำสิ่งของส่วนตัวของผู้ตายเผาด้วย

"เธอไม่น่าปล่อยข่าวลือขนาดนี้นะ" แม่หมอในชุดคลุมยาวที่ยืนดูชาวบ้านเข็นศพและข้าวของผู้เสียชีวิตบางคนออกไปเผานอกเมืองพูดเสียงเบา

"ฉันแค่ปล่อยข่าวลือครั้งแรกเท่านั้นนะว่าเป็นอาถรรพ์ปีศาจ จากนั้นก็ไปลือกันกลายเป็นปีศาจกาได้ยังไงไม่รู้" แม่หมออีกคนพูดน้ำเสียงเบื่อหน่าย "แต่ตอนนี้ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเธอทำผิดหรือทำถูกนะ ชาวบ้านให้ความร่วมมือกว่าการชี้แจงไปตามเรื่องจริงไม่รู้กี่เท่า" แม่หมอที่ร่างสูงกว่าพูดด้วยน้ำเสียงขันแกมประชด

"ยังไงชีวิตคนก็สำคัญที่สุดไม่ใช่เหรอ แม้จะเข้าใจเลยเถิดไป แต่คนอีกมากก็ไม่ต้องตายนะ" แม่หมอพูดพลางลดผ้าคลุมศีรษะเผยเส้นผมสีน้ำตาลแดงสวยของเธอ หันไปสบตาแม่หมออีกคน "เอาเถอะ รีบไปช่วยคนป่วยที่ยังเหลือเถอะ เราจะต้องช่วยชีวิตคนให้ได้มากที่สุด" แม่หมออีกคนลดผ้าคลุมศีรษะเผยรอยยิ้มอ่อนโยนและผมสีดำขลับ

"แม่หมอช่วยด้วย" ทั้งสองหยุดชะงักเด็กสาวผมทองหน้าตาเคร่งเครียดวิ่งเข้ามาจับแขนพวกเธอทั้งสอง "ช่วยแม่หนูด้วย แม่หนูกำลังแย่"

ในห้องนอนของตัวบ้าน หญิงสองคนสาละวนกับหยูกยา และร่างของหญิงกลางคนที่นอนนิ่งไม่ไหวติง สองสามชั่วโมงผ่านไป พวกเธอก็เดินออกไปหาลูกสาวของผู้ป่วย "เสียใจด้วยนะสาวน้อย แม่ของหนูจากไปแล้ว" เด็กสาวกรีดร้องร้องไห้เสียงดัง ทั้งสองตรงเข้ากอดปลอบโยน สักพัก ทั้งสองกลับมองหน้ากันเหมือนสัมผัสถึงอะไรบางอย่าง สาวผมแดงกระซิบเสียงเบา "ฉันไม่แน่ใจ แต่เธออาจจะใช่" มือยังคงลูบผมสีทองนั้นอย่างอ่อนโยน "ใช่เลยทีเดียวล่ะ" สาวผมดำกล่าวเสียงเบาเช่นกัน
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ ศุกร์ ส.ค. 25, 2017 11:33 pm

"จะให้หนูทำอะไรก็ได้ ขอแค่กำจัดมัน หนูจะแก้แค้นมัน" แววตามุ่งมั่นและเสียงเล็กๆเฉียบขาดขัดแย้งกับร่างเล็กๆนั้น แต่ถ้าใครได้รู้ว่าร่างเล็กๆนี้ต้องพบเจออะไรมาบ้างก็คงเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใด

"แต่หนูเข้าใจไหมว่า ทางเลือกนี้ ไม่ต่างจากตาย พวกเราเหมือนวิญญาณ ไม่แก่และไม่ตายอีก แต่มีชีวิตยืนยาวไม่รู้วันสิ้นสุด และนั่นหมายถึงหนูจะเป็นเด็กสาวแบบนี้ไปตลอดกาล ไม่มีอนาคตแบบคนทั่วไปที่จะแต่งงาน มีครอบครัว มีลูก..."

"หนูเข้าใจดี และสำหรับหนูแล้วตอนนี้ความฝันมีเพียงอย่างเดียวคือกำจัดความเลวร้ายนี้" เธอพูดพลางมองไปยังแสงสว่างประหลาดข้างหน้า ถ้าเธอก้าวเข้าไปในแสงนี้แล้ว เธอจะไม่ใช่เธอคนเดิม แต่ภายนอกจะยังเป็นเธอคนเดิมตลอดไป

รูปภาพ

There's a hero If you look inside your heart

เมื่อเธอก้าวสู่แสง เธอพบบททดสอบที่สำคัญ เด็กสาวต้องพบเจอเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง มันเสมือนจริงมาก แต่ก็ไม่จริง แต่มันจะเปลี่ยนความจริงในใจของเธอ เธอผ่านเข้าไปในเหตุการณ์นั้นราวกับแรมปี แต่บางช่วงนั้น เวลาแรมปีก็รวดเร็วราวเสี้ยววินาที แต่เวลาชั่วไม่กี่นาทีกลับยาวนานราวศตวรรษ ในนั้น เธอได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ พ่อของเธอได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญ สมชายชาติทหาร เธอจะจดจำเขาและระลึกถึงเขาด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่สุด แทนความหมองเศร้าอาดูร แม่ของเธอ ไม่ได้ตายเพราะปีศาจกา เธอตายเพราะโรคระบาด ซึ่งต่อให้ปีศาจกาไม่มีตัวตน โรคระบาดนี้ก็จะมายังหมู่บ้านเธอ เหมือนสายลมแห่งความตายที่ล่องลอยไร้จุดหมาย มันไม่รู้หรือมีเจตนาว่าจะไปที่ไหน มันไปยังที่ที่มันไป และนำความตายไปที่นั่น เพียงเท่านั้น เธอรู้สึกเหมือนใช้เวลานานนับสิบปีเพื่อเรียนรู้เรื่องความตาย และธรรมชาติของมันใหม่ และเรียนรู้ที่จะไม่เหมารวม กล่าวโทษเรื่องเลวร้ายทุกอย่างไปที่ผู้ที่ตนเกลียดและเคียดแค้นอย่างไร้เหตุผลอีก เพราะนั่นจะทำให้เธอเป็นเหมือนปีศาจกา ที่กล่าวโทษและแก้แค้นทุกอย่าง จนความทุกข์ทรมานยืดเยื้อยาวนานสืบต่อไปไม่สิ้นสุด

ตอนนี้แสงสว่างนั้นจางหายไป แต่เธอรู้สึกเหมือนแสงนั้นอยู่กับเธอตลอดเวลา ความสว่างส่องใจของเธอขับไล่เงามืดและความเขลา แต่ไม่ได้เปลี่ยนอดีตใดๆของเธอ แต่ความทุกข์นั้นได้เปลี่ยนไป และเธออยู่กับมัน เธอรับรู้ว่าความทุกข์มันยังอยู่ที่เดิม แต่มันทำอะไรเธอไม่ได้ พิษร้ายของมันไม่อาจสร้างความเจ็บปวดให้เธอได้อีก เพราะเธอไม่สนใจมัน เธอเพียงมองไปข้างหน้าและไม่แคร์ว่ามันจะตามมาหรือหายไปไหม เธอเพียงยกความสนใจของเธอไปยังสิ่งอื่น และแง่มุมอื่น อดีตได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วสำหรับเธอ มันไม่อาจทำร้ายเธอในปัจจุบันได้อีก

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างถาวรในร่างกายที่ไม่แปรเปลี่ยนนี้ คือ เธอไม่ได้ต้องการแก้แค้นอีกแล้ว เธอเพียงต้องการกำจัดความอาฆาตพยาบาทอันไม่สิ้นสุดนี้ ที่ส่งผ่านความทุกข์ทรมานและความขมขื่นแก่ผู้คนจำนวนมากไม่จบสิ้น แต่เธอไม่ได้อยากจะฆ่าหรืออยากทำลายสิ่งใดอีกเลย หรือจะพูดให้ถูก เธอไม่สนใจในเรื่องนั้นอีกต่อไป

และในเวลานี้ ข่าวลือเรื่องเดิมก็จางหายไปหมด มีแต่ข่าวลือเรื่องใหม่ให้เล่าขาน เรื่องราวของหญิง3คน 3ช่วงวัยที่คอยขัดขวางปีศาจกาดำ พวกเธอมาแล้วหายไป และไม่เคยเปลี่ยนไป จนการผนึกปีศาจกาครั้งแรก ได้บังเกิดขึ้น ไม่มีใครรู้รายละเอียดมากนัก นอกจากหอกกษัตริย์ที่ทำให้มันหมดพลังอำนาจ และมันถูกผนึกและกักกันไว้ใต้ดินของโซปราโน หลายร้อยปี จนนางเฮโรเดียส ได้ปลดปล่อยมันออกมาใช้งานอีกครั้ง และหญิงทั้ง3ที่เหมือนเป็นเพียงตำนานเล่าขาน ได้ปรากฎตัวขึ้น พวกเธอให้คำแนะนำแก่คณะของเจ้าชายเดวิท จนผนึกมารกาดำได้สำเร็จ จากนั้นไม่นาน ก็ไม่มีใครพบเห็นพวกเธออีกเลย จนรายงานชิ้นนี้ ซิสเตอร์อะเดลได้พูดถึงการพบเจอพวกเธออีกครั้ง

Where are you now

เมื่อรับรู้เรื่องราวและการมีอยู่จริงของหญิงทั้ง3 เหล่าสการ์เลทวิงค์ ได้รับมอบหมายให้ตามหาพวกเธอซึ่งเบาะแสที่จะหาพวกเธอได้นั้น เลือนลางเหลือเกิน พวกเขาแยกย้ายกันตามหาเบาะแส นานหลายเดือน จนเมื่อ เคที สายลับสาวในคราบแม่ค้าเร่ ได้หยุดพักแรม ที่จุดแลกเปลี่ยนสินค้าชายทะเลทางตะวันออกของโซปราโน่ เธอผูกเจ้าแพรี่ สัตว์พาหนะของเธอไว้ ข้างโรงเตี๊ยม พร้อมทะยอยเอาสินค้าออกมาวาง ขณะนั้นเอง เด็กนักดนตรีพเนจรคนหนึ่ง มานั่งใกล้ๆโรงเตี๊ยมนั้น เริ่มดีดพิณร้องเพลงเรื่องราวการผจญภัยของเจ้าชายเดวิทและคณะซึ่งเป็นเพลงที่ชาวโซปราโน่ทุกคนรู้จักกันดี จากนั้นเขาร้องเพลงขำขันเพลงหนึ่ง เกี่ยวกับแม่มดและแมวของเธอ ที่คณะเจ้าชายเดวิทเคยพบ แต่ท่อนสุดท้ายของเพลงนั้น ได้เผยเรื่องราวประหลาดที่เธอเองไม่เคยได้ยินมาก่อน เนื้อเพลงบอกว่า

"แม่มดและแมวตัวนั้น
เคยเป็นดังเงาของกันและกัน
แม่มดอยู่ที่ไหนแมวก็อยู่ที่นั่น
เห็นแมวที่ไหนแม่มดก็อยู่ไม่ไกล
แต่เมื่อ 130 ปี ผ่านไป
กลับเห็นแค่แม่มด และบางครั้งกลับเห็นแค่แมว
เป็นพร หรือคำสาป
ใครเป็นเงาของใคร
เมื่อไม่มีร่างกายก็ไม่มีเงาอีกต่อไป
แต่มิตรภาพหลายร้อยปีก่อนไม่จางหาย
สหายเก่าย่อมรู้ว่าเจอเพื่อนทั้งสามได้ที่ใด
พวกเธอจัดปาร์ตี้น้ำชากันเสมอ
เป็นงานเลี้ยงน้ำชาของแม่หมอ4คน
สนุกกันข้ามวัน เพราะสนทนากันเรื่องอดีต
ที่ผ่านมา หลาย วัน เดือน และปี"

รูปภาพ

พอเพลงร้องจบ เคที่ตั้งสติ เหมือนบางสิ่งดลใจเธออย่างแรงกล้า ไม่รู้ว่าเป็นสัญชาติญาณสายลับของเธอเอง หรือเพราะเพลงทำนองประหลาดนั่นเหมือนเฉลยความหมายบางอย่างที่เกินเนื้อหาของมัน เธอปราดเข้าไปหาเด็กนักดนตรีพเนจร และถามทันทีว่า จะเจอแม่มดกับแมวนั่นได้ที่ไหน

"ไม่มีแม่มดกับแมวแล้วพี่สาวไม่ได้ฟังเพลงเหรอ ตอนนี้ทำได้แค่อยากเจอแมว หรือ อยากเจอแม่มด"

"นั่นแหละจะอะไรก็ช่าง ฉันจะเจอแม่มดที่อายุยืนยาวจากยุคของกษัตริย์เดวิทที่ดื่มน้ำชากับสตรี3คนนั่นได้ที่ไหน" เคที่ละล่ำละลักถามจนแว่นแทบจะหลุดออกมาจากหน้า

"ลีฟแลนด์ แดนแม่มด บ้านเกิดของท่านแมนดี้ พี่สาวเคยได้ยินไหม แม่มดแห่งป่านั่นน่ะ ไม่รู้ว่าพรหรือคำสาป พวกนางซ่อนหนังเหี่ยวๆไว้ภายใต้ร่างกายสาวๆได้หลายปี แต่กับบางคน ทำได้ดีกว่านั้น เลยอยู่นานกว่าคนอื่น..."

"นี่แม่ค้า!! หมวกเกราะนี่ราคาเท่าไร" ชายอ้วนหนวดเข้มตะโกนถาม

"เชิญเลือกชมสินค้าไปก่อนนะคะ ติดลูกค้าเด็กแป๊บเดียวค่า" เคที่หันไปยิ้มหวานอย่างนอบน้อมและเมื่อเธอหันกลับมาจะถามต่อ เธอก็ไม่เห็นเด็กคนนั้นแล้ว

"เด็กที่ไหนกัน ฉันเห็นเธอนั่งบ่นอะไรอยู่คนเดียวตั้งนานแล้ว" ชายคนนั้นม้วนหนวดเล่นยิ้มขำ เคที่เดินกลับไปขายของแบบงุนงง เด็กนี่หายตัวได้แนบเนียนกว่าสายลับของสกาเลทวิงค์ซะอีก แต่ที่แน่ๆตอนนี้เหล่าสกาเลทวิงค์ มีเป้าหมายของภารกิจต่อไปแล้ว
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ พุธ ธ.ค. 06, 2017 3:56 am

ภารกิจการมุ่งหน้าเดินทางไปยังดินแดนแม่มดของกลุ่มสกาเล็ตวิงค์ จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากสายลับที่กระจายตัวซ่อนเร้นอยู่ตามดินแดนใกล้เคียงต่างๆ และในดินแดนลีฟแลนด์ สายลับของ สกาเล็ทวิงค์ที่แฝงตัวอยู่คือ โจแอน เลขานุการของเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของเมือง แต่ความสามารถแท้จริงของเธอ คือนักแม่นปืนสาวผู้ที่ใช้อาวุธปืนได้หลากหลายชนิด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ตกในอำนาจเวทย์มนต์ได้ง่ายๆเหมือนอาวุธอื่นๆ

"แมวเยอะแยะเกลื่อนเมืองจะรู้ได้ยังไงว่าตัวไหนคือแมวแม่มดอะไรนั่น" เลขานุการสาวขยับแว่นซึ่งไม่ได้ช่วยให้เธอเห็นอะไรชัดเพราะเป็นแก้วธรรมดา

"เราถึงต้องขอให้เธอช่วยไงล่ะ เธอมาอยู่ที่นี่ก่อนฉันเข้าประจำการเมื่อ5ปีก่อนซะอีก พอมีเบาะแสอะไรบ้างไหม ไม่งั้นพวกเราต้องไล่จับแมวทั้งเมืองเห็นท่าจะไม่ไหว" เคที่ พูดพลางเปิดสมุดบัญชีของเธอไปมา เพื่อให้คนเข้าใจว่ากำลังติดต่อเรื่องการค้าขายกัน

"เบื้องต้นฉันไม่แนะนำให้พวกเธอเข้าไปหาข้อมูลจากป่าลีฟแลนด์ เดี๋ยวจะไม่ได้กลับออกมาซะเปล่าๆ แต่ในเครือข่ายของหอการค้านี้ มีแม่มดรับจ้างทำงานอยู่หลายคน ถ้าเธอมีเงิน ก็จ้างพวกนางตามหาแมวที่ว่านั่นซะเลยสิ"


ไม่ช้านาน เบาะแสต่างๆก็เริ่มเข้ามา เคที่ และ ทอม พ่อค้าผลไม้ หรือชื่อจริงคือ อิซา ลูกครึ่งนิโคอุ ผู้มีวิชานินจาติดตัว จึงออกเดินทางไปพบแม่มดนางหนึ่งที่ร้านขายยาของเธอ ซึ่งปกตินางรับจ้างทำยาต่างๆ แต่คราวนี้เสนอตัวรับงานตามหาแมวแม่มด

"จากข้อมูล พวกท่านคงตามหาเออร์ซูร่า สินะ นางน่ะโด่งดังในหมู่แม่มดในลีฟแลนด์เลยล่ะ เป็นแม่มดในตำนานของเราที่เพราะความผิดพลาดทางเวทย์มนต์ เพื่อชุบชีวิตแมวที่ตาย กลับทำให้นางเป็นอมตะเพียงแต่ติดอยู่ในร่างแมวมาถึงวันนี้ และกลับกลายเป็นคนได้แค่สัปดาห์ละ 3วันเท่านั้น และถ้าท่านอยากรีบพบนางแบบคุยกันรู้เรื่อง ฉันคิดว่าท่านอาจต้องรอ นางเพิ่งคืนร่างแมวไปเมื่อวาน อีกวันสองวัน นางถึงจะกลับมาในร่างคนได้"

"แล้วเราจะพบเธอได้ตอนนี้เลยไหม" เคที่ถามแทรกขึ้น

"ได้สิ บ้านนางอยู่ที่ข้างบึง เสี้ยวจันทร์ แต่ต้องผ่านป่าโหยหวน ที่ปกคลุมด้วยเวทย์มนต์เก่าแก่ แต่ท่านต้องมีคนนำทาง และอาจต้องการคนช่วยในการต่อสู้สัตว์ร้ายในป่า ซึ่งฉันคิดไม่แพงในภารกิจที่มีความเสี่ยงแบบนี้นะ ฮิฮิ"

ทั้งสามจัดทีมต่อสู้ โดยมีนินจาเป็นหน่วยโจมตี มีเคที่ซึ่งใช้ความสามารถแท้จริงของเธอในฐานะนักรบเป็นแนวหน้า และแม่มดเป็นฝ่ายสนับสนุน ใช้ยาฟื้นพลังและร่ายเวทย์กันสถานะต่างๆ

เมื่อมาถึงบึงขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ก็เห็น กระท่อมรูปร่างคล้ายหอยทากที่อยู่ข้างบึง เคที่รีบวิ่งไปทันที

"เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเข้าใกล้กระท่อมนะ " แม่มดร้องห้าม

ทันใดนั้นมีสิ่งคล้ายหุ่นดินผสมเครื่องจักรเวทย์มนต์ ตัวหนึ่ง ผุดขึ้นมาจากบึง ขวางทางเคที่

"รีบถอยมาเร็ว เออร์ซูล่า สร้างโกเลมปกป้องบ้านของนางไว้ มันโผล่ออกมาเพราะมีคนเข้าไปใกล้รัศมีเวทย์ตรวจจับของมัน"

เคที่รีบวิ่งหน้าตั้งออกมา แม่มดใช้เวทย์อำพราง ทำให้โกเลมลอยไปมาเหมือนหาเป้าหมาย

"โกเลมเวทย์มนต์พวกนี้จะน่ากลัวมาก ถ้ามันมีจำนวนมากมันจะมีพลังพอที่จะสาปได้ ซึ่งฉันเชื่อว่าเออร์ซูล่า วางมันไว้มากกว่า1ตัว แต่ตอนนี้มันออกมาแค่ตัวเดียว เราควรรีบจัดการมันทีละตัว ถ้ามันออกมา2ตัวมันจะต่อวงเวทย์และสาปเวทย์แห่งความตาย ถึงตอนนั้นก็ตัวใครตัวมันล่ะนะ"

"เล่นของแรงขนาดนี้ เธอพอจะมีทางป้องกันเราจากคำสาปพวกนี้ได้ไหม" อิซาถามขึ้น

"ไม่มี พลังของเออร์ซูล่ากล้าแกร่งกว่าพวกแม่มดทั่วไปมาก ที่จริงจะว่าไปถ้าเธอไม่ผลีผลามวิ่งหน้าตั้งเข้าไปจนรัศมีเวทย์มนต์ของโกเล็มตรวจจับได้ ฉันอาจพาเข้าไปได้แบบเนียนๆ ที่แย่คือเวทย์อำพรางนี่ใช้ได้ไม่นานนะอีกสักพักก็หมดฤทธิ์แล้ว"

"ฉันขอโทษ แต่เธอน่าจะบอกเราก่อนว่ามีกับดักแบบนี้อยู่"

"ก็ว่าจะบอกอยู่แต่ไม่ทัน เอาไงดีล่ะ"

เคที่ดึงสติก่อนวางแผน "ฉันว่า เออร์ซุล่า น่าจะวางตำแหน่งตัวอื่นไว้ใกล้กระท่อมนี่แหละ งั้นเราถอยออกมาให้ห่างกระท่อมนั้นให้มากที่สุด แล้วเธอปลดเวทย์ เจ้าตัวนี้มันจะได้ตามเรามาห่างจากรัศมีที่พรรคพวกมันอาจจะตามออกมาสมทบได้ แล้วเราจัดการมัน"

ทั้งหมดตกลงตามแผน และเผ่นอ้าวกันออกมาก่อนที่เวทย์อำพรางจะจางลง และเจ้าโกเลมก็พุ่งตรงมายังทุกคนทันที เกิดการต่อสู้ชุลมุน จังหวะที่อิชาโดดขึ้นขี่และปักมีดไปที่ส่วนหัวมัน มันก็สะบัดตัวอย่างแรง จนร่างของเขากระเด็น แต่ด้วยทักษะและความว่องไว เขาตีลังกากลับตัวลงเหยียบพื้นอย่างสวยงาม "โดนอีกที แกพังแน่ เจ้าหุ่น" แต่ก่อนที่เขาจะออกตัวกลับไปจัดการศัตรู เขาก็ได้ยินเสียงน้ำจากบึงด้านหลัง และเพิ่งรู้ตัวว่า กระเด็นมาเกือบอีกฟากของกระท่อม

"กรี๊ดดดดดดด ตายแน่!!! มันออกมาอีกตัวแล้ว" แม่มดร้องเสียงดังตาเหลือก

โกเล็มตัวแรก ละจากหญิงทั้งสองพุ่งมาที่อิซา และมีพลังเวทย์พุ่งจากตัวมันเป็นวงกลม ล้อมอ้อมตัวเขาไปยังโกเล็มอีกตัวที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ

"แย่แล้ว แย่แล้ว มันบรรจบวงเวทย์แล้ว ได้มีคนตายกันละงานนี้" แม่มดวิ่งพล่านลุกลี้ลุกลน เคที่รีบวิ่งไปช่วยตวัดดาบฟาดฟัน แต่ดูเหมือนมันจะไม่ทันการ

รูปภาพ

"เมี๋ยววววววววววว"

แมวสีเงินลายจุด พุ่งพรวดลงมาที่กลางวงเวทย์ แผ่พลังพุ่งไปรอบตัว ก่อนที่โกเล็มทั้ง2 จะสงบลงและกลับลงน้ำไป

เคที่วิ่งมาสมทบ โดยมีแม่มดวิ่งทุลักทุเลตามมา เจ้าแมวนั้น ยืนอยู่บนหลังคากระท่อม ดวงตาสองสีสวยงามจ้องมองลงมา หางทั้ง3โบกไปมาเบาๆ

"ท่าน เออร์ซุล่า ใช่ไหมคะ พวกเราขออภัยที่ทำให้เกิดวุ่นวาย แต่พวกเรามาดี เรามาเพื่อขอความช่วยเหลือจากท่านค่ะ"

แมวตัวนั้นยังคงจ้องมองลงมาอย่างเงียบๆ ราวกับพิจารณาผู้มาเยือนทีละคน ก่อนจะกระโดดลงมาหน้าเคที่

"ท่าน เออร์ซุล่า ฉันเคที่ และนี่อิชา เดินทางตามหาท่านมาไกลจากโซปราโน เรามีเรื่องจะขอร้องท่านค่ะ"

"เมี๊ยวว มี๊" แมวร้องเอียงคอ ทำตาโต

"คือพวกเราอยากให้ท่านช่วย...."

"แม๊วๆ ม๊าวๆ เหมี๊ยวๆ" แล้วแมวก็หันหลังเดินไปยังกระท่อม

เคที่ยืนนิ่ง "....."

"เมี๊ยวๆ" แมวนั้นหันมาก่อนประตูกระท่อมจะเปิดเอง

"เอ่อ....."

"เมี๊ยวๆ ม๊าวๆๆ เหมียวววววว" แล้วแมวก็เดินเข้าประตูไป

แล้วความเงียบก็เข้ามาครอบคลุมทั้ง3ที่ยืนด้านนอก ก่อนที่อิชาจะพูดขึ้น

"เห็นคุยกันตั้งนาน ฉันก็นึกว่าเธอรู้ภาษาแมว"

เคที่ยืนยิ้มน้ำตาไหลพราก ก่อนจะพากันเดินเงียบๆเข้าประตูกระท่อม
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ จันทร์ เม.ย. 02, 2018 12:18 am

ข่าวการประชวรของพระราชาอเดลเบริ์ทร่ำลือออกมาจากพระราชวังแห่ง Soprano แต่ดูเหมือนว่าผู้คนไม่วิตกกังวลกับพระพลานามัยของพระราชาสักเท่าใด แต่ที่ผู้คนวิตกกังวลคือการณ์ที่ดูเหมือนว่า อัครมหาเสนาบดี มาร์กเซ็น จะทำตนเป็นผู้สำเร็จราชการแทนโดยไม่มีราชโองการ บุตรชายของเขา ก็แสดงอาการกร่างอำนาจเป็นอย่างมาก การที่สองพ่อลูก ผู้มีตำแหน่งสูงสุดข้างพระบัลลังค์ในท้องพระโรงเสมอ เริ่มแสดงอำนาจบาตรใหญ่ที่มากกว่าเดิม สร้างความตึงเครียดในพระราชสำนักเป็นอย่างมาก และข่าวการเมืองนี้ก็ร่ำลือออกไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างลีฟแลนด์ ที่ตอนนี้ มีเสียงเม้าท์มอยดังมาจากกระท่อมน้อยข้างผืนน้ำ


"ฮะฮะ..ข้าจะเล่าให้ฟังอีกเรื่องนะ อันนี้เด็ด สมัยที่ ผู้บัญชาการเรดกริฟยังเป็นนายทหารยศร้อยตรีน่ะ อู๊ยยยยย เขาน่ะ ยังละอ่อนน้อย เก่งการรบ แต่การรักนะขี้อ๊ายขี้อาย ข้าเข้าไปแหย่เล่นทีไร หน้างี้แดงเป็นผลแอปเปิ้ลทีเดียว อ้อ แล้วรู้ไหม คุณหญิงของเขาตอนสมัยยังเป็นเจ้าของร้านขายเครื่องหอมน่ะนะ..."

"นี่นางพูดมา3ชั่วโมงแล้วนะ ไม่มีทีท่าจะเหนื่อยเลย" อิซากระซิบ "คงเก็บกดน่ะ พูดกับใครไม่ได้มาหลายวัน" เคที่กระซิบกลับ

"ข้าได้ยินนะ!" เออร์ซูล่าหรี่ตาเสียงเรียบ "ขะ ขอโทษคะ ที่ขัดจังหวะ แต่เรามาที่นี่ื เรามีเรื่องอยากจะถาม" เคที่ก้มหัวคำนับขอโทษผงกๆ

"ข้อนั้นข้ารู้....แต่พอพวกเจ้าได้สิ่งที่ต้องการก็จะรีบเดินทางไปตามหาพวกนางทั้งสามล่ะสิ แต่พวกเจ้าไม่ต้องรีบหรอก ดื่มชากันก่อน ไปตามหาตอนนี้ก็ไม่เจอพวกนางหรอก"

"เอ่อ อ้อ ค่ะ ได้อยู่แล้วค่ะ ได้ฟังเรื่องสมัยเรายังไม่เกิด สนุกดีออกค่ะ เพียงแต่เราเกรงจะค่ำแล้วเราจะกลับออกจากป่าลำบากเท่านั้นเองน่ะค่ะ"

"แล้วจะรีบกลับทำไมเล่า ค้างที่นี่สักวันสองวันสิ เจ้าไม่เข้าใจใช่ไหมว่าเจ้าไปตามพวกนางเองน่ะไม่เจอหรอก อาจใช้เวลาทั้งชีวิต เพราะข้าก็ไม่รู้ว่าพวกนางอยู่ไหนกัน แค่รู้ว่าพวกนางจะไปที่ไหนเท่านั้นเอ๊ง โฮ๊ะ โฮ๊ะ โฮ๊ะ"

"หมายความว่าไงกันคะ" เคที่ถามด้วยความฉงน

"ก็ข้าหารู้ไม่ว่าพวกนางอยู่ไหนกันไง แต่ข้ารู้ว่าพวกนางจะมายังที่ที่เรานัดไปเม้าท์มอยกัน ในอีกสองราตรีนี้"

"ท่านจะพาพวกเราไปพบพวกนางเหรอคะ" เคที่ตาโตตื่นเต้น

"ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยที่จะทำได้" เออร์ซุล่าพูดพลางยกแก้วชาขึ้นจิบ "เอาล่ะ ระหว่างนี้ ข้าจะเล่าให้ฟังว่า สมัยกษัตริย์เดวิทเดินทางไปเจอพวกนางน่ะ มันเป็นยังไง สนุกม๊ากมาก ข้ายังจำวันนั้นได้ดี..."

"สองวันนี้ข้าต้องหูบานแน่ๆ" อิซาก้มกระซิบเบาที่สุดกับเคที่

"ข้าได้ยินนะ!!!"
::003::

ทุ่งหญ้าสวยงามใต้แสงจันทร์ ดวงจันทร์เต็มดวงสีนวลส่องกระจ่าง จนดอกไม้ราตรีเรืองแสงสีม่วงอ่อน แม่มดสาวสวยร่ายวงเวทย์ในอากาศ ปรากฎ โต๊ะและชุดชาดอกไม้ส่งกลิ่นหอม พร้อมเชิงเทียนและตะเกียงนับร้อยลอยละล่องส่องสว่าง เครื่องดนตรีสามชิ้น ลอยละล่องในอากาศ ส่งเสียงไพเราะแผ่วเบา

"ยังกับอยู่ในความฝันแน่ะ" เคที่รำพึงเบาๆ

"เดี๋ยวพวกนางก็จะมาแล้ว เสียงดนตรี และกลิ่นหอมชา จะนำพาพวกนางมาไม่นานหรอก"เออร์ซูล่านำทั้งสองเดินไปยังโต๊ะชา

"ชานี้ดื่มแล้วจะมีผลอะไรทางกายไหมขอรับ"อิซาถาม

"มีซิ ดื่มแล้วเจ้าจะพูดเม้าท์มอยไม่หยุด"

อิซาชักมือออกจากถ้วยชาทันที

"โอ๊ย ไม่มีหรอก ข้าล้อเล่น มีแต่ดื่มมากก็จะปวดฉี่เท่านั้นเอง ฮะฮะฮะ"

ลมพัดแผ่วพร้อมเสียงพิณพริ้ว พัดพากลิ่นหอมหวานประหลาดลอยมา เออร์ซูล่าเงยหน้าขึ้นยิ้ม

"อ้าว วันนี้มีแขกแปลกหน้ามาร่วมด้วยเหรอเนี่ย" เสียงแหลมเล็กอย่างเด็กสาวๆดังขึ้น

ทั้งสามหันไปมองยังทิศทางเดียวกัน เคที่และอิซาตื่นตะลึงตา สตรีงามสามคนสามช่วงวัย เคลื่อนเนิบช้ามาที่ทั้งสาม ราวกับลอยร่าง

"ตำนานเป็นเรื่องจริง...."เคที่ยิ้มกว้างน้ำตาคลอ บุคคลที่เธอเคยได้ยินในเรื่องเล่าแต่เด็ก มีตัวตนจริงๆอยู่ตรงหน้าเธอนี่แล้ว

"ฟังแล้วช่างตอกย้ำว่าเราอยู่มาเนิ่นนานจริงๆนะจ๊ะ" สตรีงามยิ้มหยอกผมสีแดงพริ้วตามลม

"ไม่แนะนำเพื่อนใหม่ให้เรารู้จักหน่อยเหรอ เออร์ซูล่า" ยิ้มอ่อนหวานในผมดำขลับนั้นทำเอาเคที่กลั้นหายใจ

"ให้แนะนำตัวเองดีกว่านะ เป็นใครมาจากไหน อย่างไร และมาทำไม" เออร์ซุูล่าเหลือบตามอง
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ พฤหัสฯ. เม.ย. 26, 2018 2:46 am

"ท่านพ่อเรียกหาข้าหรือ" ชายร่างใหญ่ผมสีแดงก้าวมาหยุดที่หน้าชายชราผมและหนวดสีขาวทำให้เขาดูภูมิฐานยิ่งในห้องหรูหราของทำเนียบนายพล

"ตอนนี้พวกขุนนางเคลื่อนไหวยังไงกันบ้าง เกี่ยวกับพระประชวรของฝ่าบาท" เสียงที่ทุ้มต่ำถามขึ้นก่อนยกแก้วไวน์จรดหนวดสีขาว

"บางส่วนก็วุ่นวายและแบ่งเป็นฝักฝ่าย และเริ่มซุบซิบกันถึงสาเหตุพระประชวรที่คราวนี้ค่อนข้างยาวนาน แต่ส่วนใหญ่ยังคงนิ่งอยู่ไม่มีการเคลื่อนไหวอันใด ว่าแต่ท่านพ่อกังวลสิ่งใดเป็นพิเศษหรือเปล่า"

"เวลาที่ข้าบอกเจ้า อาจใกล้เข้ามาแล้วนะ มาร์ช" ชายชราวางแก้วไวน์ลงพร้อมลุกขึ้นนั่ง

"ทะ ท่านพ่อ หมายถึง..... แต่ ฝ่าบาท ไม่ได้ประชวรขนาดนั้น" ชายชราตบบ่าลูกชายเบาๆ "เจ้าจงจับตาดูพวกขุนนางให้ดีเถอะ คนอย่างข้า มาร์กเซ็น ผู้นี้ ทรยศหักหลังคนอื่นได้แต่ใครอย่าคิดบังอาจทรยศหักหลังข้า เจ้าจงจับตาดูแม่ทัพอัศวินเรดกริฟให้ดีเถอะ ข้าได้ยินว่า หน่วยสกาเล็ทวิงค์ กำลังเคลื่อนไหวทำอะไรบางอย่าง"

"แต่ข้าเข้าใจว่าเขาคือสหายของท่านพ่อนี่ ท่านเคยบอกข้าว่าพวกท่านเคยร่วมรบมาด้วยกัน แล้วเขาจะหนุนหลังท่านในการใหญ่ที่ท่านพ่อวางแผนไว"

"อะไรก็ไม่แน่นอนหรอก ถ้าเจ้าอยู่ในแวดวงการเมืองมานานเท่ากับข้า เจ้าจะรู้ดีว่าการย้ายฝ่ายเปลี่ยนขั้วเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สัจจะนั้นเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ แม้แต่การเหยียบเรือสองแคม นกสองหัว หรือซ่อนดาบในรอยยิ้ม ข้าล้วนเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น เจ้าจงจำไว้ นอกจากตัวเจ้าเองจงอย่าไว้ใจใคร" มาร์กเซ็นพูดพลางเดินไปรินไวน์เพิ่ม

"แล้ว.. ท่านพ่อไว้ใจข้าหรือไม่" มาร์ซถามหยั่งเชิง

"เจ้าคือลูกชายคนเดียวของข้า" มาร์กเซ็นจ้องหน้าบุตรของตน "วันหนึ่งเจ้าจะได้ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ ในฐานะที่เป็นลูกชายข้า จำไว้เถอะ"

มาร์ซยิ้มอย่างภาคภูมิ "ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง"

"จงหาทางสืบมาว่าพวกสกาเลทวิงค์ มันไปทำอะไรกันที่ไหน แล้วรีบมารายงานข้า"

"ขอรับท่านพ่อ" มาร์ชก้มคำนับ รีบเดินออกจากห้องไป ทันทีที่สิ้นเสียงปิดประตู มาร์กเซ็น ก็ยกแก้วไวน์ขึ้นมองรำพึงขึ้นว่า "ข้าก็เพิ่งบอกเจ้าไปไม่ใช่หรือไงว่า จงอย่าไว้ใจใครนอกจากตัวเอง"

รูปภาพ


..ซู้ดดดดดดดดดดดดด...

เสียงดื่มชาดังมาจากหญิงสาวใต้กรอบแว่น เธอเล่าเรื่องราวอย่างตื่นเต้นยาวนานถึง2ชั่วโมงจนเสียงแหบแห้ง ทั้งสาเหตุที่มาที่นี่ และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการกลับมาของปีศาจกา

หญิงทั้งสาม นั่งฟังเธอเล่าอย่างตั้งใจ แต่ดูเหมือนพวกเธอจะเพลิดเพลินกับการทำหน้าทำตาใส่อารมณ์ในการเล่าเรื่อง ของแขกหน้าใหม่ใส่แว่นมากกว่าจะตื่นเต้นกับเนื้อหาเหล่านั้นจริงๆ

"พวกท่านหายไปไหนกันคะ พวกท่านทิ้งเราให้โดนปีศาจการาวี ทั้งที่ตามตำนานพวกท่านคอยกำหราบมันตลอดหลายยุคสมัย" เคที่ถามเสียงแหบแห้งแม้จะดื่มชาก็ดูจะช่วยบรรเทาเจ็บคอไปเพียงเล็กน้อย

"เราไม่เคยหายนะจ๊ะ เราก็อยู่ของเราตามปกติ" เสียงเล็กๆดังมาจากเด็กสาว

"แต่พวกท่านไม่เคยปรากฎตัวเลย ตลอดช่วงเวลาวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมานะคะ"เคที่กลืนน้ำลายแล้วถามอย่างรวดเร็ว

"แล้วทำไมต้องปรากฎตัวด้วยล่ะ"สาวผมสีแดงถามปนขำขัน

"ก็ตามตำนานบอกว่าพวกท่านปรากฎตัวทุกครั้งที่ปีศาจกาอาละวาด" เคที่ถามอย่างงุนงง

"ตำนานว่าไว้ ก็ถูกแล้วนี่ เธอรู้ตำนานมาอย่างถูกต้องแล้ว" เสียงเรียบเฉยมาจากสาวสวยผมดำ

"แล้ว....." เคที่อ้าปากเริ่มจะถามทันใดนั้น บางสิ่งบางอย่างก็แล่นแวบเข้ามาในหัวของเธอ ตาของเธอเหลือกโต มองหญิงทั้งสาม ที่เริ่มจิบชา และเหลือบมองเธอ

"ไม่นะ... หรือว่า....." หลังจากอึ้งไปหลายวินาทีเคที่ก็ทำลายความเงียบนั้น อิชาที่เงียบมานานก็กล่าวเสียงเบา ใบหน้าซีดเผือด

"ไม่มีปีศาจกาตั้งแต่แรก ทั้งหมดไม่ใช่ฝีมือของมันเลย....."

หญิงทั้งสามยิ้มให้แขกทั้งสอง แล้วพากันจิบชา แล้วเริ่มชวนกันกินขนม คุ๊กกี้ และเค้กบนโต๊ะ ราวกับไม่ใส่ใจกับความตกตะลึงงุนงงของแขกทั้งสอง เออร์ซูล่า มองหน้าทั้งสองคนแล้วขำคิกคักขึ้น

"ถ้าอยู่บนโลกนี้นานๆแล้วจะชิน เรื่องโกหกตอแหลของข้าราชการและนักการเมือง มันวนเกิดซ้ำซากไม่รู้กี่ยุคสมัย ละครปาหี่แบบเดิมๆ คิคิ"

"มีคนต้องตาย ต้องถูกขังคุก ถูกทรมานมากมายแค่ไหน เพราะเรื่องนี้" อิชาขบกราม เค้นเสียงอย่างโกรธเคือง

ปัง เคร้ง!!

เสียงตบโต๊ะจนถ้วยชามกระเบื้องกระแทกกัน ทำให้ทุกคนหันไปมองสาวแว่นที่ตอนนี้หน้าเธอแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปนด้วยความเครืยด "ไอ้แก่ ไอ้เฒ่าสารเลว มัน...มันนั้่นแหละ ไอ้มาร์ซัส มันแน่ๆที่กุเรื่องทั้งหมดเพื้อกำจัดศัตรูทางการเมืองของมัน สร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ประชาชนเดือดร้อนถูกหลอกกันหมด ทั้งหมดไม่ใช่ปีศาจกา แต่เป็นฝีมือของมัน"

มือเล็กๆยื่นจานขนมมัฟฟินไปที่หน้าแดงก่ำนั้น "อันนี้อร่อยนะ ใจเย็นๆ กินขนมก่อน"

เคที่คว้ามัฟฟินยัดเข้าปากทั้งชิ้น แล้วหยิบขนมอื่นเข้าปากอย่างต่อเนื่อง

"เป็นประเภทเครียดแล้วกินสินะ" สาวผมดำเลื่อนจานเค้กให้พร้อมยิ้มอ่อนโยน

"แต่จะพูดว่าใช่ปีศาจกา หรือไม่ใช่ปีศาจกา มันก็ถูกทั้งคู่อยู่นะ" สาวผมแดงเท้าคางมองดูเคที่กินอย่างเพลิดเพลิน

"หมายความว่ายังไงขอรับ ตกลงปีศาจกาเกี่ยวข้องด้วยเหรอขอรับ" อิชาสงสัยในปริศนา

"ว่ายังไงดีล่ะ เจ้าตัวคนทำเรื่องนี้ ก็อยากใช้ปีศาจกาตัวจริงอยู่นะ ดังนั้นของเลียนแบบ ที่ทำในนามปีศาจกา จะนับได้ไหมล่ะ หรือว่ายังไงดี หรือเราจะพูดให้ถูกว่า ปีศาจกาเกี่ยวข้องแน่ แค่ยังไม่ใช่ตอนนี้" คาเร็นพูดพลางหันไปมองซิลีน

"อ๋ายอวามว่าไออ๊ะ" เคที่คว้าคุกกี้เคี้ยวกร๊วมๆเต็มปาก

"กินให้สบายใจก่อน อิ่มแล้ว เดี๋ยวอธิบายให้ฟังทีเดียวดีไหม ฮิฮิ" มารายห์ยิ้มซุกซน

"งั้นข้าขอกินด้วยแล้วกัน" อิชาคว้าบราวนี่วางใส่จานตัวเอง

"เอาเลยกินกันให้เต็มที่ อิ่มแล้วปิดท้ายด้วยคุ๊กกี้ทำนายนะจ๊ะ คิคิ" เออร์ซูล่าร่ายขนมกรอบทรงสามเหลี่ยมหลายชิ้นลอยลงจานตรงกลาง ก่อนเสียงสรวลเสและรับประทานจะดังแข่งกับเสียงหรีดหริ่งของแมลงยามค่ำคืน
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อังคาร ธ.ค. 18, 2018 3:25 am

รูปภาพ

"นี่มันบ้าไปแล้ว บ้าชัดๆ เรื่องพวกนี้มันเหลือเชื่อเกินไป"

โจแอน หน้าเครียดเมื่อมองกองกระดาษมากมายตรงหน้า และกระดาษที่ยังคาเครื่องพิมพิ์ดีด มือของเธออ่อนล้า ด้วยการพิมพ์ตามคำให้การของเคที่และอิชา แทบไม่ได้หยุดมา3วันติดกัน

"เคที่ ถ้าเรื่องนี้มาจากปากเธอคนเดียว ฉันอาจจะอยากเชื่อว่าเธอมโนภาพ จินตนาการ เพ้อเจ้อ เพราะกินมากไปมากกว่า แต่นี่อิชา มาร่วมยืนยัน ซึ่งฉัน.... แต่นี่มันก็ช่าง....."

"เธอกำลังบอกว่า ลำพังตัวฉันไม่น่าเชื่อถือเลยเหรอไงยะ....." เคที่กัดฟันพูด

"ก็เธอคิดดูสิ พวกเธอบอกว่าดื่มน้ำชาคุยกันประมาณ 3ชั่วโมง แต่นี่ฉันพิมพ์เรื่องที่พวกเธอบอกว่าได้ฟังมา ตั้ง3วันแล้วนะยังไม่จบเลย... แค่เรื่องที่ผู้หญิง3คนนั้นมีตัวตนจริง มันก็เหลือเชื่อแล้ว นี่ยังเรื่องพิศดารพวกนี้อีก เธอรู้ไหม 3วันมานี้ ฉันพิมพ์ไปฟังไปยังช๊อคเป็นระยะ บางเรื่องที่อยู่ในนี้ อาจถึงขั้นทำให้ ประวัติศาสตร์ประเทศสั่นสะเทือน แล้วบางเรื่องพูดออกไปอาจโดนสั่งประหารได้เลยนะ...." โจแอนนั่งคิ้วขมวด นวดนิ้วไปมา

"ข้าเองก็สุดจะอธิบายเหมือนกันขอรับ เวลาที่เราจบงานเลี้ยงน้ำชา มันคือคืนนั้นเองในเวลาตีสาม เพราะเดินลัดออกจากป่า2ชั่วโมงก็ฟ้าสางแล้ว และมันก็เป็นคืนเดียวจริงๆ แต่พอข้าทบทวนเรื่องราว มันราวกับคุยกันเป็นวันจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมานั่งทบทวนกันใหม่ ยิ่งตกใจว่า เรื่องมันเยอะแยะยืดยาวอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วหลายๆเรื่องที่พวกนางเล่า ข้าก็ตกตะลึงเพิ่งเคยได้ยิน แม้แต่ประวัติศาสตร์ของประเทศเราเองบางเรื่องที่ไม่เหมือนที่เรารู้มา แต่เราจะปฎิเสธได้ยังไงว่า ที่พวกนางเล่าอาจถูกต้องกว่า ในเมื่อพวกนางมีชีวิตอยู่ในเหตุการณ์พวกนั้น" อิชาคิดถึงภาพเหตุการณ์ในงานเลี้ยงน้ำชาที่ยังตราตรึงในสมองของเขา

"แต่ เธอรู้ดีนะโจแอน พวกเราทุกคนถูกฝึกมา ในเรื่องการรักษาความลับ และพวกเราพร้อมตายมากกว่าจะคายความลับ ทั้งหมดนี่ ต้องเป็นความลับสุดยอด นอกจากเรา3คน และเลวิส ผู้บัญชาการหน่วยกริฟฟินแดง ที่ฉันต้องส่งข่าวลับนี่ให้เร็วที่สุดเท่านั้น" เคที่ เคร่งเครียดขึ้น

"แน่นอน ต่อให้เล่าไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก นี่มันเหลือเชื่อระดับมหากาพย์ และอันที่จริงที่ฉันเชื่อเรื่องเหลือเชื่อพวกนี้ ก็เพราะรู้ดีว่า ระดับสติปัญญาของเธอไม่มีทางแต่งเรื่องพวกนี้ออกมาได้เองแน่" โจแอนแกล้งหยอก

"ขอบใจย่ะที่ชม" เคที่ท้าวสะเอวเค้นเสียง

"และฉันรู้ดีด้วยว่า ยังมีเรื่องบางเรื่องที่เธอยังไม่เล่าให้ฉันพิมพ์ เพราะมันอันตรายเกินกว่าจะอยู่ในกระดาษ มันควรอยู่แค่ในหัวของเธอสองคนที่พร้อมตายมากกว่าจะคายความลับ...ใช่ไหมล่ะ" โจแอนยิ้มมุมปากเหล่ตาไปยังสาวแว่นที่ตอนนี้ นั่งนิ่งสีหน้าจริงจัง

อิชาเหลือบตามองเคที่ "ไม่ใช่ว่าเราไม่ไว้ใจนะขอรับ เรารู้ดีว่าท่านโจแอนคือยอดฝีมือ สายลับรุ่นพี่ที่ผ่านวีรกรรมและภารกิจมาอย่างโชกโชนก่อนพวกเราเข้าหน่วยมา แต่หญิงทั้งสามท่านสั่งเราไว้ ในบางเรื่องที่สำคัญมากขอรับ"

"ฉันเข้าใจ แค่เรื่องราวจากกองกระดาษนี่ ฉันก็พอจะบอกได้ว่าภารกิจของสกาเลตวิงค์ตอนนี้ ไม่ใช่แค่การสืบหาความลับปราบปีศาจแล้วรายงานเบื้องบนแล้วล่ะ แต่ภารกิจต่อจากนี้ ต้องเป็นงานของคนที่พร้อมตายถวายชีวิตเท่านั้น และต้องลับที่สุด ซึ่งไม่พ้นหน่วยสกาเลตวิงค์อยู่ดี แล้วถ้าจะให้คนรู้น้อยที่สุด คงไม่พ้นเธอสองคน ต้องรับภารกิจที่กำลังจะมาถึงนี่แหละ...."

ความเงียบเข้าครอบงำห้องเลขานุการ ก่อนเคที่จะเปรยเบาๆว่า

"ฉันว่าภารกิจระดับนี้ คนที่รู้เรื่องอีกคนก็น่าจะไม่รอดต้องช่วยฉันสองคนแล้วล่ะ..."
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย เซนต์ แมกนัส เมื่อ อังคาร ธ.ค. 18, 2018 3:51 am

เจ้าชายเคนและเจ้าหญิงอันนา

ในประวัติศาสตร์ของประเทศโซปราโน กล่าวถึงเจ้าชายเคนและเจ้าหญิงอันนา สองคนพี่น้องฝาแฝดชายและหญิง ซึ่งตามลำดับเป็นรัชทายาทรุ่นที่6ของกษัตริย์เดวิท เมื่อเกิดมา ทั้งสองก็เก็บตัวอยู่ในพระราชฐานชั้นใน ด้วยเหตุผลว่าทั้งสองทรงประชวรบ่อย แม้น้อยครั้งในพระราชพิธี จะมีคนพบเห็นเจ้าชายเคน หรือเจ้าหญิงอันนา ปรากฎตัวในพระราชพิธีบ้าง แต่ก็มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ไม่เคยมีใครเห็นทั้งสองพระองค์พร้อมกันเลยทั้งที่เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน โดยพบว่า เจ้าชายเคนมักปรากฎพระองค์พร้อมพระบิดา ส่วนเจ้าหญิงอันนามักปรากฎตัวพร้อมพระมารดา กล่าวกันว่า ทั้งสองแบ่งกันเลี้ยงดูพระโอรสและพระธิดา ซึ่งไม่มีใครรู้เหตุผลว่าทำไม จนทั้งสองพระองค์พระชนม์พรรษา16ปี เจ้าหญิงแอนสละฐานันดร สมรสกับสามัญชนซึ่งเป็นพระญาติห่างๆฝ่ายพระมารดา และไม่เคยมีใครพบเห็นเจ้าหญิงอีกเลย จากนั้นเจ้าชายเคนก็ขึ้นเป็นรัชทายาท และขึ้นครองราชย์สมบัติในอีก 13ปีต่อมา ประวัติศาสตร์ที่เผยแพร่ทั่วไปบันทึกถึงเรื่องราวของเจ้าหญิงแอนสั้นๆเพียงเท่านี้ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องราวและพระราชกรณียกิจของพระราชาเคนเหมือนกษัตริย์องค์ก่อนๆและหลังจากนั้น


-----------------------+--------------------------

ที่ลานกว้าง บริเวณหัวเรือของบนเรือโดยสารลำใหญ่ที่มุ่งหน้าสู่อัลโต ยามเย็นเช่นนี้ที่อากาศเริ่มหนาวผู้โดยสารพากันเข้าไปจิบชากาแฟและรับประทานอาหารในห้องโถงใต้ท้องเรือ มีเพียงหญิงสาวใส่แว่นเกาะระเบียงเรือเหม่อมองไกล และชายผมเงินเพื่อนของเธอที่นั่งบนพื้นอยู่ข้างๆ

"ในบรรดาเรื่องเล่าเยอะแยะที่พวกเธอทั้งสามบอกเรา เรื่องหนึ่งที่ฉันยังไม่อยากเชื่อที่สุด...." หญิงสาวเปรย

"เรื่องเจ้าหญิงอันนาสินะ...."อิชาพูดพลางยืนขึ้น

"มันไม่ใช่แค่ประเด็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ซุกซ่อนอยู่ที่เราไม่เคยรู้นะอิชา แต่เรื่องมันพิศดารจนฉันจะไม่เชื่อเลยถ้ามันไม่ออกมาจากปากของคนที่เหลือเชื่อและมหัศจรรย์ แบบหญิงอมตะสามคนนั้น"

ทั้งสองมองคลื่นทะเลที่แหวกออกตามแรงเคลื่อนของเรือ พลางคิดถึงเรื่องราวที่พวกเขาได้ยินมา ในคืนเลี้ยงน้ำชามหัศจรรย์นั้น

--------------------+---------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
เซนต์ แมกนัส
0
 
โพสต์: 1345
Cash on hand: 333.00
Medals: 1
Elder-Gold (1)

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย Administrator3 เมื่อ จันทร์ ธ.ค. 24, 2018 1:24 pm

ความจริงเบื้องหลังประวัติศาสตร์สั้นๆถูกเล่าอย่างละเอียด โดยหญิงสาวสามคน ซึ่งร่วมในเหตุการณ์ประหลาดที่สุดอันหนึ่งของดินแดนนี้

พระราชาไอแซค และพระราชินีซาร่า ปกครองโซปราโนมานานหลาปี โดยไม่มีทายาท จนพระราชินีเองชักหวั่นใจในวัยที่สูงขึ้นของตนเองว่า โอกาสที่จะมีลูกคงกำลังจะหมดไปแล้ว ทั้งสองเสาะหาทุกวิถีทางที่จะมีรัชทายาท ทั้งด้วยแพทย์ ด้วยพร จนแม้แต่ตำนานปรัมปรา พระราชินีทรงลองทุกทางที่จะเป็นไปได้แล้ว จนกระทั่งหญิงชราคนหนึ่งจากต่างแดนได้เสนอวิธีการจากตำนานปรัมปราในบ้านเกิดเมืองนอนของนาง นางเสนอผลไม้แฝดสองลูกอยู่ในขั้วเดียวกัน นางบอกว่ามันคือผลจากต้นไม้แห่งความอุดมในวิหารเทพเจ้าโบราณในเกาะห่างไกลในทวีปอาริมาเธีย ซึ่งออกผลในรอบ50ปี โดยพรจากผลไม้นี้ เพื่อรับรองการมีทายาทสืบสกุลของผู้ครองเผ่ายุคโบราณ แม้เผ่าจะล่มสลายไปแล้วหากแต่ต้นไม้ยังคงให้ผลอยู่ นางเสนอผลไม้นี้ แลกของวิเศษ 1ใน12ชิ้น ที่เจ้าชายเดวิทเสาะแสวงหามาได้ พระราชาและพระราชินีตกลงทันที

ผลไม้2ผลนี้ ผลหนึ่งให้บุตรชายที่งามสง่า อีกผลหนึ่งให้พระธิดาที่น่ารัก แต่หญิงชราเตือนว่า พิธีการกินผลไม้นี้ต้องเป้นความลับ พระราชินีต้องรับประทานผลไม้นี้ใต้แสงจันทร์ยามเที่ยงคืนที่ไร้ผู้คน ผลไม้เมื่อต้องแสงจันทร์เต็มดวงจะเรืองรองทรงพลังที่สุด โดยพระราชินี้ต้องเลือกเพียงผลเดียวเท่านั้นต้องกินให้หมดทั้งเปลือกเนื้อและเมล็ด ธรรมชาติของผลไม้แฝดนี้ เมื่อเหลือเพียงผลเดียวโดยอีกผลหายไปจากขั้ว ผลที่เหลือนั้นจะฝ่อเน่าสลายไปเมื่อต้องแสงอาทิตย์ยามเช้า ดังนั้นพิธีการนี้จะทำได้เพียงครั้งเดียวห้ามผิดพลาดจากนี้เป็นอันขาด

เมื่อถูกถามว่า ผลไหนจะให้กำเนิดบุตรชาย หรือ บุตรหญิง หญิงชราตอบไม่ได้ และไม่มีใครตอบได้ การสุ่มเลือกนี้จึงแล้วแต่โชคชะตาของผู้เลือกเอง


ในคืนจันทร์เต็มดวงถัดมา ทหารและนางกำนัลทั้งหมดถูกสั่งให้ไปเฝ้ารอบสวนปีกตะวันตกของปราสาท ห้ามใครเข้ารบกวน กลางสวนเงียบสงัดไร้ผู้คนนั้นพระราชินีซาร่า เอาผลไม้แฝดออกมาจากห่อผ้า ผลไม้ทั้งสองเรื่องแสงส่องสว่างเมื่อต้องแสงจันทร์ พระราชินีรีบกินผลไม้ลูกหนึ่งจนหมดทั้งเปลือกและเมล็ด แล้วพระนางก็จ้องผลไม้ที่เหลืออยู่มันยังคงเรืองแสงสวยงาม พระราชินีครุ่นคิดสารพัดในห้วงคำนึงนั้น หากผลที่พระนางเลือกคือพระธิดา ราชบัลลังค์ก็คงยังไม่มั่นคงด้วยยังต้องเลือกขุนนางหรือเชื่อพระวงศ์ที่จะมาเป็นพระสวามี แล้วผลไม้แฝดนี้ ทำไมต้องทิ้งให้อีกผลฝ่อเน่าไปล่ะ เพราะหากพระนางจะมีลูกแฝดที่แน่นอนว่า เป็นพระโอรสและพระธิดาย่อมจะเยี่ยมยอดสมบูรณ์แบบอย่างที่สุด พระราชินี ตัดสินใจทำสิ่งที่คิดเองว่าดีกว่า กินผลไม้อีกลูกลงไปทันที แต่แล้วพระนางก็รู้สึกกระอักกระอ่วนในท้อง สะท้านทั่วร่างกาย เหมือนเกิดศึกสงครามภายในอวัยวะต่างๆในร่างกาย ทรงทรุดลงหมดสติทันที เมื่อพระราชาเสด็จตามเข้ามาเมื่อรุ่งฟ้าสาง พบพระราชินีหมดสติทรงรีบเข้าพักฟื้นในปราสาท เมื่อได้สติ ทรงพบว่าในห้องบรรทม มีพระราชา และหญิงชรา หน้าตาเคร่งเครียด นางรู้ทันทีว่าพระราชินีทำอะไรลงไป นางตำหนิด่าว่าพระราชินี ว่าช่างโลภมาก และจองหองไม่เชื่อฟัง คิดว่าตนฉลาด แต่กลับโง่เขลาจนทำสิ่งผิดมหันต์ เพราะพรจากผลไม้นี้ คือทายาทเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะกินไปกี่ผลก็มีทายาทเพียงคนเดียวเท่านั้น และการนี้จะทำให้เกิดวิปริตอาเพศอย่างที่ไม่ใครจะคาดคิดได้ พระราชาโกรธและกังวลว่า หญิงชราจะแพร่งพรายความลับนี้ จึงชักดาบขึ้นจะฆ่านาง หญิงชรากลายร่างเป็นควันลอยหนีออกไปจากปราทสาท และไม่เคยมีใครพบเห็นนางอีก

เมื่อครบกำหนด9เดือน พระราชธิดาก็ถือกำเนิดขึ้น พระราชาและพระราชินีโล่งใจที่เด็กหญิงดูเป็นทารกหญิงธรรมดาไม่มีสิ่งใดผิดปกติ หากแต่เมื่อเข้าสู่เที่ยงคืน พระธิดาน้อยกลับกลายเป็นเด็กผู้ชายที่มีความเป็นเด็กทารกชายที่สมบูรณ์ปกติทุกประการ จนถึงเที่ยงวันรุ่งขึ้น พระโอรสก็กลับเป็นพระธิดาอีกครั้ง ใช่แล้ว ทั้งสองเป็นทารกแฝดที่ร่วมร่างกายเดียวกัน โดยผลัดกันมีชีวิตคนละครึ่งวันและครึ่งคืน

พระราชาและพระราชินี ปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับ สั่งจัดระบบทหาร และนางกำนัลใหม่โดยผลัดเปลี่ยนช่วงเที่ยงวันและเที่ยงคืน แยกระบบพระราชฐานชั้นในชั้นกลางและชั้นนอก ประกาศว่า ทรงมีพระโอรสแฝดชายและหญิง เจ้าชายเคนและเจ้าหญิงอันนา แต่ทรงสุขภาพอ่อนแอ และทุกอย่างในพระราชวังถูกแยกเป็นสอง รวมทั้งพระราชพิธีสำคัญต่างๆที่เกี่ยวกับพระโอรสและพระธิดา เช่น พระราชพิธีรับศีลล้างบาปของพระโอรสและพระธิดาก็แยกเป็นสองรอบ ช่วงเช้าและช่วงเย็น

ในวังนั้น ช่วงเวลาเช้าเป็นเวลาของพระโอรส และช่วงเวลาบ่ายเป็นช่วงเวลาของพระธิดา เจ้าชายและเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ไม่เคยเสด็จมาปรากฎตัวพร้อมกัน และเหล่านางกำนัลไม่ได้รับอนุญาติให้พูดคุยกับทั้งสองพระองค์โดยไม่มีพระราชาหรือพระราชินีอยู่ด้วย และเหล่านางกำนัลที่ดูแลเจ้าหญิงอันนาห้ามเอ่ยถึงเจ้าชายเคนต่อหน้าเจ้าหญิงอันนา และนางกำนัลที่ดูแลเจ้าชายเคน ก็ห้ามเอ่ยถึงเจ้าหญิงอันนาเช่นกัน นั่นคือแม้คนทั่วไปจะทราบดีว่าประเทศของเขามีเจ้าชายและเจ้าหญิงฝาแฝด แต่เด็กทั้งสองไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกคนเลย

เจ้าชายเคนนั้นเมื่อถึงเที่ยงวันจะทรงง่วงนอน และทรงหลับพักผ่อนในระหว่างหลับนั้นจะทรงกลายเป็นเจ้าหญิงอันนา ส่วนเจ้าหญิงอันนานั้นทรงตาสว่างแจ่มใสจนใกล้เที่ยงคืน แล้วจะสู่ห้วงนิทราอย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้เช่นกัน ระหว่างทรงบรรทมอยู่ราว1ชั่วโมง ทหารรักษาพระองค์และนางกำนัลทั้งหมดจะผลัดเวรกัน ในวังราวกับเปลี่ยนเป็นโลกอีกใบ

ทุกอย่างดูจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีจนวันเฉลิมฉลองครบรอบ12ชันษาของเจ้าชายและเจ้าหญิง เจ้าชายเคนเริ่มเข้าสู่การเป็นวัยรุ่นและเริ่มสนอกสนใจในสตรี และตื่นเต้นกับการสนทนากับเหล่าธิดาขุนนาง และเจ้าหญิงที่มาแสดงความยินดี ในวันนั้นเองสตรีสูงศักดิ์แปลกหน้าที่แต่งกายเหมือนเป็นชนชั้นสูงจากประเทศห่างไกลสักแห่ง เดินเข้าไปถวายพระพรเจ้าชายเคน เมื่อนางเข้ามาใกล้ พระราชาและพระราชินีจำได้ทันที ทั้งสองเข้าประชิดตัวหญิงคนนั้นที่แม้ตอนนี้ภายนอกนางจะดูเปลี่ยนไปมาก แต่เสียงสำเนียงและแววตานั้นทั้งสองพระองค์ไม่เคยลืม พระราชากระซิบเสียงเบาว่านางต้องการสิ่งใด นางบอกว่านางมาทวงสัญญา เพราะทั้งสองพระองค์มีทายาทตามต้องการแต่ยังไม่ให้ของวิเศษแก่นางเลย พระราชาให้พระราชินีดูแลงานพิธีต่อไป และทรงพาหญิงนั้นเข้าประชุมเป็นการลับที่ห้องทรงพระอักษรทันที พระราชาคาดคั้นให้หญิงนั้นบอกวิธีแก้สิ่งที่เป็นดังคำสาปร้ายของพระโอรสและพระธิดาก่อน มิฉะนั้นจะไม่มอบสิ่งใดให้เลย หญิงนั้นโกรธและด่าทอว่า พระราชานั้น ช่างตะบัตสัตย์และขี้โกงไม่ต่างจากภรรยาของตนเลย แล้วนางก็หัวเราะร่าเสียงดัง กล่าวว่าหากพระราชาคิดว่านี่คือคำสาปแล้วล่ะก็ คำสาปมันก็คงยังสำแดงผลไม่ครบหรอก เพราะเมื่อไร เจ้าชายและเจ้าหญิงมีความรัก สิ่งที่พระราชาและพระราชินีซ่อนไว้จะพังทลายลง เพราะความรักนั่นแหละที่ทรงพลังอำนาจที่สุดในคำสาปทั้งหลาย ท่านอาจใช้อำนาจสั่งห้ามคนทั้งประเทศได้ แต่ห้ามลูกตัวเองที่มีความรักไม่ได้หรอก แล้วนางก็กลายเป็นควันหายไปอีกครั้ง

พระราชาครุ่นคิดแล้วเริ่มเข้าใจ... ใช่แล้ว เมื่อใดที่เจ้าชายหรือเจ้าหญิงมีความรัก และจะอภิเษก เมื่อนั้น คนนอกจะเข้ามารู้ความลับนี้ทันที จะราชบุตรเขย หรือสะใภ้หลวง ก็ไม่อาจไว้ใจได้ทั้งนั้น แล้วหากเรื่องวิปริตแปลกประหลาดนี้แพร่ออกไป ราชวงศ์ของพระองค์อาจจะจบสิ้นได้ พระราชาข่มความกลัวความทุกข์ ร่วมพิธีฉลองของพระโอรสและพระธิดา จนช่วงค่ำ พระราชาดึงพระราชินีไปยังห้องทรงพระอักษร เพื่อพูดคุยการลับ

พระราชาเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระราชินีฟัง และวางแผนว่า จะให้ลูกทั้งสองมีความรักไม่ได้ ต่อไปพระราชาและพระราชินีต้องแยกกันดูแล เพื่อไม่ให้ลูกทั้งสองเห็นภาพของพ่อแม่อยู่ด้วยกันหรือแสดงความรักกันแล้วเกิดอยากมีความรักแบบผุ้ใหญ่บ้างเด็ดขาด พระราชาจะดูแลเจ้าชายเคน ส่วนพระราชินีจะดูแลเจ้าหญิอันนา โดยมีภารกิจสำคัญคือการป้องกันการเกิดความรักของทั้งสองทุกวิถีทาง

พระราชินีจึงเกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ และแจ้งพระราชาเรื่องหนึ่ง คือระหว่างที่พระราชาหายไปนั้น มีหญิงสามคนต่างวัยกัน เข้ามาอวยพรทั้งในพิธีของเจ้าชายเคน และเจ้าหญิงอันนา พวกนางอวยพรเจ้าชายเคนว่า ขอให้ท่านได้พบความรักอันยิ่งใหญ่ และอวยพรเจ้าหญิงอันนาว่าขอให้ท่านพบความรักอันสุขสมหวัง ซึ่งเป็นการอวยพรที่แปลกมากต่างจากคนอื่นที่อวยพรให้สุขภาพดี หรือมีอำนาจปกครองยิ่งใหญ่


รูปภาพ

ระหว่างนั้นเองเจ้าหญิงอันนาที่เบื่อหน่ายกับพระราชพิธีอันยาวนานที่เพิ่งจบไป ก็สังเกตออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังเชิดหุ่นกระบอกอยู่ในสวน เจ้าหญิงตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยเห็นการละเล่นเช่นนี้ เจ้าหญิงออกอุบายกับนางกำนัลว่าจะเข้าบรรทมเร็ว แล้วก้ทรงเข้าห้องบรรทม ปิดประตู จากนั้นก็แอบปีนหน้าต่างออกมาจากห้องบรรทม วิ่งไปที่ศาลาริมสวนใกล้ห้องบรรทม เด็กชายคนนั้นตกใจเมื่อเห็นเจ้าหญิงปรากฎกาย เจ้าหญิงถามเด็กชายว่าเขาเข้ามาทำอะไรตรงนี้ได้อย่างไร เด็กชายตกตะลึงในความสวยน่ารักของเจ้าหญิงที่แสงจากโคมไฟที่สว่างเพราะเริ่มพลบค่ำทำให้ผมสีทองของเธอส่องประกายดังแสงจันทร์ เด็กชายได้สติอธิบายว่า เขาชื่อ โจอาคิม ลูกของบารอนเจอรัลเจ้าของโรงละครชานเมือง ซึ่งเป็นญาติห่างๆของพระราชินี ความจริงเขาเข้าไปกับพ่อและแม่ของเขาที่ได้มีโอกาสถวายพระพรสั้นๆ เจ้าหญิงอาจไม่สังเกตเห็น เพราะแถวของขุนนางและพระสหายหรือพระญาติระดับล่างนั้นยาวมากและทุกคนได้พูดถวายพระพรแค่เพียงประโยคเดียวแล้วต้องเดินไปทันที เจ้าหญิงบอกว่าเธอนึกได้แล้ว เขาเป็นเด็กผมน้ำตาลท่าทางเกร็งๆดูตลกคนนั้น เจ้าหญิงสนอกสนใจในหุ่นกระบอก เด็กชายผู้มีสายเลือดนักแสดงจากแม่ผู้เป็นนางเอกโอเปร่า เชิดหุ่นกระบอกและดัดเสียงต่างๆ เจ้าหญิงหัวเราะชอบใจ และเธอรู้สึกมีความสุขมาก นี่เป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมที่สุดในวันเกิดฉัน เธอบอกเด็กชาย ส่วนเด็กชายนั้นก็รู้สึกว่า เสียงปรบมือเปาะแปะและเสียงหัวเราะหวานใสของเจ้าหญิงช่างทำให้เขาใจเต้นได้มากกว่าเสียงปรบมือหรือโห่ร้องของคนทั้งโรงละคร เจ้าหญิงอันนาเห็นแสงไฟขบวนเสด็จพระราชินีเดินเลาะปีกตะวันตกมา เธอรีบร่ำลาเด็กชายและวิ่งกลับห้องบรรทม ส่วนเด็กชายนั้นมองเจ้าหญิงวิ่งจากไปโดยรู้สึกว่าหัวใจของเขาติดตามเธอไปด้วย
ภาพประจำตัวสมาชิก
Administrator3
Site Admin
0
 
โพสต์: 186
Cash on hand: 333.00

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย Administrator3 เมื่อ จันทร์ ธ.ค. 24, 2018 2:59 pm

เจ้าชายเคนได้รับการอบรมอันประหลาดจากพระบิดา ที่สอนว่าสำหรับผู้ชายแล้วอย่าได้เผลอใจรักผู้หญิง พวกผู้หญิงควรเป็นเพียงสิ่งบันเทิงเริงใจ เปลี่ยนใหม่ได้เสมอและไม่ยึดติด พระราชา ทำเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด โดยนำหญิงงามเข้ามาสอนเรื่องความบันเทิงสำหรับผู้ชายแก่เจ้าชาย เพื่อให้เจ้าชายรับรู้ว่า เขาปรารถนาจะมีสตรีมากมายยังไงก็ได้โดยไม่ต้องมีความรักเลย แม้พระราชินีจะรู้สึกแย่กับสิ่งที่พระราชาทำ แต่พระนางนั้นหายหน้าไปจากช่วงเวลาของเจ้าชายเคนเกือบจะสมบูรณ์ และมีหน้าที่ต้องสอนเจ้าหญิงอันนา ให้กลัวความรักชู้สาว พระราชินี นำนิยายที่เป็นโศกนาฐกรรมความรักต่างๆ การตายจากพลัดพราก หรือการถูกหลอกลวง และพร่ำสอนเจ้าหญิงอันนาว่า ผู้ชายนั้น่ากลัว และเป็นอันตราย อย่าได้มอบใจให้ใครเป็นอันขาด

แต่ดูเหมือนพรของหญิงทั้งสามจะทำงานก่อนแผนของพระราชาและพระราชินีไปก้าวหนึ่งตั้งแต่วันนั้นแล้ว เจ้าหญิงอันนาทูลขอพระราชินีว่า อยากดูละคร จะขอให้โรงละครของบารอนเจอรัล นำคณะเข้ามาแสดงให้เธอดูสักเดือนละครั้งได้หรือไม่ แน่นอนว่าเมื่อแรกพระราชินีลังเลและสงสัยว่า เจ้าหญิงรู้จักญาติห่างๆที่เธอแทบไม่เคยเจอได้อย่างไร เจ้าหญิงอ้างว่าแอบได้ยินนางกำนัลและทหารคุยกัน เธออยากดูสักครั้งด้วยว่าในชีวิตแทบไม่เคยออกไปไหนเลย พระราชินีอนุญาต เพราะไหนๆก็เป็นญาติห่างๆ จะกำชับให้เล่นแต่ละครที่ไม่มีเรื่องความรัก หรือถ้ามีก็ให้เป็นรักอันรันทดและไม่สมหวัง จึงกลายเป็นว่าคณะละครบารอนเจอรัล เข้ามาแสดงในวังเดือนละครั้งช่วงเย็น โดยมีพระราชินี เจ้าหญิง และ นางกำนัลเป็นผู้ชม โดยไม่เคยมีใครใส่ใจเลยว่า มีละครหุ่นกระบอกคั้นฉาก ที่เจ้าหญิงเฝ้าดูอย่างจดจ่อและแววตาเป็นประกายไไปยังเด็กหนุ่มผู้เชิดหุ่น

เจ้าหญิงเริ่มเขียนจดหมายฝากนางกำนัลถือไปส่งโรงละครของบารอนเจอรัล ว่าทรงอยากดูละครเรื่องใดและทรงรู้สึกอย่างไรกับละครครั้งที่แล้ว แรกๆพระราชินีทรงอ่านจดหมายนี้ก่อนให้คนส่งไป แต่ผ่านไป1ปี ก็ทรงขี้เกียจอ่าน และจดหมายนั้นก็ผ่านตรงไปยังโรงละครทันทีโดยมีกระดาษอีกแผ่นแนบไปด้วย และเจ้าของโรงละครก็ส่งจดหมายขอบพระทัย และแจ้งชื่อพร้อมบรรยายเรื่องย่อของละครในเดือนหน้าที่จะนำไปแสดงโดยมีกระดาษแนบไปด้วยอีกแผ่นอันมาจากแอบแทรกใส่ซองโดย โจอาคิมผู้ที่นำจดหมายมาส่งด้วยตัวเอง และเข้าคำนับทักทายเจ้าหญิงแม้เพียงสั้นๆและเป็นทางการ แต่ทั้งสองรู้ดีว่าบทสนทนาที่แท้จริง อยู่ที่กระดาษเล็กๆที่แนบถึงกันเสมอ จนถึงปีที่สอง ละครของคณะบารอนที่แสดงบทรักรันทด จะมีบทคร่ำครวญถึงหญิงคนรักที่ร้องโดยโจอาคิม ซึ่งทุกคนรู้สึกว่าเขาร้องดีมาก สื่ออารมณ์เข้าถึงคนดู โดยไม่มีใครรู้ว่าเขาสื่อถึงคนดูเพียงคนเดียว และยิ่งบทโศการันทดก็ยิ่งสะท้อนความจริงในชีวิตของเขาที่กำลังหมายปองสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ สำหรับเจ้าหญิงแอนเธอน้ำตาเอ่อล้นด้วยความสุขและทุกข์ไปพร้อมกัน การดูละครที่เธอได้เห็นและฟังเสียงโจอาคิมออกมาร้องเพลงถึงเธอ คือความสุขเพียงอย่างเดียวของเธอในพระราชวังต้องห้ามนี้

ในวันฉลองครบ 16 ชันษาของเจ้าหญิงและเจ้าชาย คณะละครจะได้แสดงละครช่วงเย็นในวันนั้นเป็นของขวัญพิเศษแก่เจ้าหญิง ฉากจบเป็นบัลเล่ต์และโอเปร่า มีโจอาคิมออกมาร้องเพลงอวยพรพร้อมมอบดอกไม้ถวายเจ้าหญิง ซึ่งเมื่อถึงห้องบรรทมพลบค่ำนั้น เจ้าหญิงรื้อช่อดอกไม้ดูจนพบข้อความนัดหมาย เจ้าหญิงแกล้งขอเข้าบรรทมเร็วเพราะเหนื่อยจากพิธี ทรงดับตะเกียง และเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ โจอาคิมลอบปีนเข้ามากอดและมอบจุมพิตแรกแก่เจ้าหญิง ทั้งสองต่างพูดคุยกันพร่ำบอกรักกัน และพรรณาความคิดถึงต่อกัน โจอาคิมขอที่จะพาเจ้าหญิงหนีออกไปจากพระราชวังเพื่อจะอยู่ด้วยกันไปตลอดในที่สงบสุขที่ไม่มีใครรู้จักพวกเขา ซึ่งเจ้าหญิงไม่ลังเลเลย โจอาคิมให้เจ้าหญิงซ่อนในกล่องใส่ของประกอบฉากโดยเขานั่งเฝ้าข้างกล่องตลอดเวลา จนรถม้าขนของพากันออกจากวัง โดยกำหนดการคณะละคร จะไปถึงโรงละครบารอนเจอรัลแถบชานเมืองเมื่อใกล้เที่ยงคืน แต่รถม้าที่โจอาคิมขอขับด้วยตนเองก็ลอบออกนอกเส้นทาง และมุ่งตรงไปยังอัลโตที่มีบ้านพักส่วนตัวของครอบครัวซ่อนอยู่ โจอาคิมควบรถม้าไม่ได้หยุด และไม่พักโดยหวังจะมาให้ไกลที่สุดจนคล้อยเที่ยงคืน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครตามมาแน่นอน และไม่มีใครพบเห็นพวกเขาแน่แล้ว เขาก็หยุดรถกลางป่า เพื่อนำเจ้าหญิงอันนา ออกมาจากกล่องใบใหญ่ แต่เมื่อเขาเปิดฝากล่องออกก็ต้องตกตะลึง เพราะผู้ที่งัวเงียออกมาจากกล่องไม่ใช่เจ้าหญิงอันนา แต่เป็นเจ้าชายเคนในชุดใส่นอนยาวตัวเดียวกัน


เจ้าชายเคนตกใจและงุนงง ก่อนจะดึงสติและเข้าใจว่าตนเองถูกลักพาตัว เจ้าชายคว้าดาบปลอมจากการแสดงออกมา ข่มขู่โจอาคิม ให้พาเขากลับวังไม่เช่นนั้นจะโดนประหารชีวิต โจอาคิมงุนงง และสับสนไปหมด ทันใดนั้นแม่มดนางหนึ่งก็ปรากฎกายขึ้น บอกให้ทั้งสองสงบจิตสงบใจ และอธิบายเรื่องราวทั้งหมด เจ้าชายเคนและโจอาคิมไม่อยากเชื่อเรื่องที่แม่มดเล่า แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันก็มีแต่จะสนับสนุนให้เรื่องนี้เป็นไปได้ แล้วแม่มดก็บอกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองตกตะลึงนั่นคือ การที่จะแก้ปัญหาของสองคนในร่างเดียวนั้นไม่ยาก แค่ให้เหลือคนเดียวก็สิ้นเรื่องแล้ว ใครคนหนึ่งต้องตายเพื่อให้อีกคนครอบครองร่างนี้โดยสมบูรณ์

ขณะที่ทั้งสองยังทั้งตกตะลึงและงุนงง แม่มดแสดงแววตาชั่วร้ายพูดขึ้นว่า มันอาจจะเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าชายเคนจะปลิดชีพเจ้าหญิงอันนาที่ตนเองไม่เคยเจอและไม่สามารถอยู่ในเวลาเดียวกันได้ แต่สำหรับ โจอาคิม สามารถปลงพระชนม์เจ้าชายเคนที่นี่เดี๋ยวนี้เพื่อเจ้าหญิงอันนาจะอยู่กับเขาตลอดไป แล้วก็ลอยร่างเป็นควันสีดำหายไป

โจอาคิมสับสนและงุนงง เขาจะเชื่อคำพูดของแม่มดนี้ได้หรือ แต่เจ้าชายเคน ด้วยความสับสนและหวาดกลัวจึงเข้าจู่โจมโจอาคิมและการต่อสู้กันก็เกิดขึ้น โชคดีที่ดาบในการแสดงไม่มีคม โจอาคิมคว้าท่อนไม้ใกล้ตัว ต่อสู้กับดาบปลอมของเจ้าชาย หลังจากต่อสู้จนต่างเหนื่อยหอบ เจ้าชายเหวี่ยงดาบหมายสังหารแต่เซถลาไปชนต้นไม้สลบไป หน้าผากมีรอยช้ำบวมปูด โจอาคิมปฐมพยาบาลเจ้าชายใช้เชือกมัดมือไว้ป้องกันตื่นมาแล้วอาละวาด แล้วก็หมดสติหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

โจอาคิมตื่นขึ้นมา ด้วยเสียงใสของเจ้าหญิงที่ปลุกเขาในเวลาบ่าย เขาผุดลุกขึ้น เห็นมือของเข้าหญิงโดนมัดโยงอยู่กับต้นไม้ และหน้าผากมีรอยช้ำโน เจ้าหญิงงุนงง และไม่เข้าใจว่าทำไม ตัวเองตื่นขึ้นมาอยู่กลางป่าบาดเจ็บและโดนมัด โจอาคิมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าหญิงฟัง เจ้าหญิงทั้งสับสน เสียใจ และไม่อยากเชื่อ แต่เธอรู้ดีว่า ชายที่เธอรักไม่โกหกเธอแน่ และสีหน้าแววตาของเขานั้นบ่งบอกว่า เขาทั้งเสียใจและหวาดวิตกเช่นกัน เจ้าหญิงอันนาหลังจากใคร่ครวญ จึงบอกเขาว่า ความฝันของเราทั้งสองคนที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขคงเป็นไปไม่ได้แน่ตราบที่ปัญหานี้ยังคงอยู่ ทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้คือการกลับวัง และปรึกษาเรื่องนี้กับผู้ที่ก่อปัญหามาแต่แรกคือพระราชาและพระราชินี

เมื่อทั้งสองกลับมาถึงวังที่กำลังวุ่นวายอย่างมากกับการหายตัวไปของเจ้าชายและเจ้าหญิง แรกเริ่มพระราชาจะเอาโทษโจอาคิม แต่เมื่อเจ้าหญิงทูลทัดทานและขอให้ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในป่าจากปากของโจอาคิม ในห้องทรงพระอักษร หลังการสนทนาลับของทั้งสี่คน ก็สรุปออกมาได้ว่า จะต้องให้โจอาคิมอยู่ในวังห้ามออกไปไหน เพราะเขาได้พบแม่มดและรู้ความลับทุกอย่างแล้ว และรอให้เจ้าชายเคนปรากฏตัวออกมาเพื่อพูดคุยกันสี่คนอีกครั้ง

เมื่อถึงเวลาก่อนรุ่งสาง เจ้าชายเคนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในห้องบรรทม โล่งใจว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาคือฝันร้าย ทันใดประตูเปิดออก เห็นเสด็จพ่อ และเสด็จแม่ที่เขาแทบไม่ได้เจอมานาน แต่รอยยิ้มก็กลายเป็นความหวาดผวา ที่เห็นโจอาคิมชายที่เขากลัวว่าจะฆ่าเขาเดินเข้ามาด้วย การประชุมลับในห้องบรรทมนั้นก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง พระราชาและพระราชินี ขอให้เจ้าชายวางใจและไม่ต้องกลัว ทั้งสองพระองค์และโจอาคิมจะช่วยกัน หาวิธีให้เรื่องเลวร้ายนี้ผ่านไป และจะหาทุกทางที่แก้ปัญหาอันนี้ ให้ได้ แต่ในความคิดของเจ้าชายเคนนั้นครุ่นคิดแต่ว่า จะทำอย่างไร เขาจึงจะกำจัดอันนาที่ครองร่างนี้ในอีกครึ่งวันถัดไป ได้
ภาพประจำตัวสมาชิก
Administrator3
Site Admin
0
 
โพสต์: 186
Cash on hand: 333.00

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย Administrator3 เมื่อ จันทร์ ธ.ค. 24, 2018 8:30 pm

ทุกๆวันเจ้าหญิงอันนา เฝ้าถามบิดามารดา และเหล่านางกำนัล เกี่ยวกับเจ้าชายเคน น้องชายฝาแฝดของเธอ เขาเป็นคนแบบไหน นิสัยเป็นอย่างไร เธออยากรู้จักเขาให้มากขึ้น เธอไม่อาจบรรยายได้เลยว่า การที่รู้ว่ามีน้องชายอีกคนอยู่บนโลกนี้ น่าตื่นเต้นแค่ไหน อันนาเริ่มจินตนาการว่า ถ้าเรื่องประหลาดนี้ไม่เกิดขึ้น ถ้าได้เป็นพี่น้องกันแบบคนปกติ เธอจะทำกิจกรรมอะไรกับเขาบ้าง จะเล่นสนุกกันอย่างไร จะคุยกันเรื่องอะไร เพียงเท่านี้เธอก็รู้สึกว่า เธอรักน้องชายที่ไม่เคยพบเจอนี้มากขึ้นทุกวัน

เจ้าชายเคน กลายเป็นคนที่เงียบขรึม ไม่สนุกกับกิจกรรมบันเทิงแบบชายหนุ่ม และไม่ให้เหล่าสาวงามมาสร้างความสำราญในวังอีก แต่ใช่เวลาส่วนใหญ่ครุ่นคิดและศึกษาตำนานปรัมปรา ศึกษาตำรายา หาวิธีการต่างๆ ที่จะทำได้ในการแก้ไขปัญหานี้


โจอาคิมคิดว่าจะต้องตามหาแม่มดนางนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้ เขาเที่ยวตามหาในแวดวงผู้ใช้เวทย์มนต์ และพวกต่างชาติว่า จะพบแม่มดที่มีลักษณะแบบที่เขาเคยเจอได้ที่ไหน เขาตามหาไปไกลถึงลีฟแลนด์ แหล่งรวมแม่มด ใกล้โซปราโน แต่ไร้วี่แวว จนขณะกลับวัง เขาพบหญิงสาวสามคน ต่างวัยกันคงเป็นพี่น้อง เล่นพิณอยู่ใต้ต้นไม้ระหว่างทาง เสียงพิณนั้นไพเราะมากจนเขาหยุดฟัง เพื่อผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อย แล้วเด็กที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มก็หยุดเล่นพิณมองมาที่เขา และพูดขึ้นว่า อย่าตามหาอีกเลย สิ่งที่ท่านตามหาไม่ใช่ผู้มีตัวตนในโลก อย่าให้นางหลอกท่านเหมือนที่หลอกลวงราชาไอแซคและราชินีซาร่า

โจอาคิมหูผึ่งรีบเข้าไปหาหญิงสาวทั้งสามคน แต่กำลังจะอ้าปากถามเหมือนพวกนางรู้ว่าเขาจะถามอะไร หญิงสาวผมดำพูดขึ้นว่า เราบอกไม่ได้ว่านางคือใคร นอกจากนางจะเผยตัวเอง เพราะเป็นสิทธิ์ของนางที่จะหลอกลวง ที่สำคัญในครั้งนี้นางยังไม่ได้โกหกในสิ่งใดเลย เรายิ่งไม่มีสิทธิ์ที่จะช่วยอะไรพวกท่าน

โจอาคิมฉงนใจเหมือนนางรู้ความคิดเขาก่อนที่เขาจะพูดออกมา พอกำลังจะอ้าปาก สาวผมแดงก็พูดขึ้น เราบอกได้เพียงว่า เรามีสัญญากับกษัตริย์เดวิท ที่จะคุ้มครองเชื้อสายของเขาจากการถูกหลอกลวงให้ตกในทางชั่วร้าย แต่ท่านเข้าใจไหมว่า เราไม่มีอำนาจเปลี่ยนอะไรที่พวกเขาเลือกเอง สิ่งที่นางทำไม่ใช่การโกหกหลอกลวงแต่คือการล่อให้พระราชาและพระราชินีกระทำสิ่งผิดทั้งที่รู้ว่าไม่ควรทำด้วยตัวเอง เราจึงเข้าสอดเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะแนะนำอะไรไม่ได้เช่นกัน

หญิงทั้งสามบอกเขาว่า การตายของใครคนหนึ่ง จะส่งผลให้อีกคนครอบครองร่างไปตลอดเป็นความจริง แต่วิธีที่ไม่ต้องให้ทั้งสองฆ่ากัน ก็คือมีใครสักคนยอมตาย โจอาคิมโวยวายขึ้นว่า นี่มันก็ไม่เห็นจะต่างกันเลย สุดท้ายก็ต้องตายคนหนึ่ง และเขาจะไม่ยอมให้อันนาตายแน่นอน หญิงทั้งสามเตือนเขาว่าให้รีบกลับปราสาทเพราะนางผู้นั้นรู้แล้วว่า โจอาคิมพบพวกเธอแล้ว และนางรีบเร่งแผนการของตน โจอาคิมต้องรีบยับยั้งให้เร็วที่สุด


ที่ปราสาท นางแม่มดปรากฎกายต่อเจ้าชายเคนในห้องหนังสือ นางบอกเจ้าชายว่าอย่าตกใจ นางมายื่นข้อเสนอที่จะทำให้ปัญหาของเจ้าชายหมดไปอย่าง่ายดาย ขอเพียงเจ้าชายยินยอมนางจะจัดการแก้ปัญหานี้ เจ้าชายจะครอบครองร่างนี้ตลอดไปอย่างแน่นอน เพียงแต่เจ้าชายจะต้องเป้นผู้ออกปากขอให้นางทำตามแผนของนาง นางจึงจะทำสิ่งนี้ให้ได้ แรกเริ่มเจ้าชายลังเล และถามย้ำว่านางจะทำให้เขาครอบครองร่างนี้แล้วอันนาเป็นคนที่ต้องตายงั้นหรือ แผนของนางคือะไร นางยืนยันเพียงว่าแผนของนางนำไปสู่ผลลัพธ์นั้นแน่นอน

โจอาคิมกลับมายังประราชวัง พบพระราชาและพระราชินีและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทันทีที่เล่าจบก็ได้ยินเสียร้องดังลั่นมาจากห้องหนังสือ ทั้งสามรีบไปที่ห้องนั้นพบนางแม่มดและเจ้าชายเคนนอนดิ้นบนพื้นอย่างเจ็บปวด งูพิษตัวหนึ่งกัดส้นเท้าของเขาและเมื่อแม่มดเป่าขลุ่ยมันก็เลื้อยหายไปในกระโปรงของแม่มด โจอาคิมชักดาบแทงนางแต่เหมือนแทงอากาศธาตุ แล้วนางก็เอากล่องเพลงกล่องหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ เปิดฝาให้เสียงเพลงแว่วกังวานแล้ววางลงบนโต๊ะใกล้เจ้าชายเคน เจ้าชายก็ดูคลายความเจ็บปวดลง นางบอกว่างูนี้คืองูที่ถูกเลี้ยงและเพาะพันธุ์ให้หมู่หมองูที่ควบคุมงูด้วยดนตรีมาหลายรุ่น และมันยังดื่มกินเลือดพิษของปีศาจจนกลายเป็นงูกึ่งปีศาจที่พิษของมันก็มีชีวิตและก็ควบคุมด้วยเสียงเพลงได้ พิษงูนี้ยังมีฤทธิ์คล้ายคำสาปในตัวเอง จึงไม่มียารักษา แต่มันไม่เคลื่อนสู่หัวใจด้วยเสียงจากหีบเพลงวิเศษนี้ ที่นางได้ไขลานไว้มันจะเล่นเพลงยาวนาน1วัน แล้วนางก็หัวเราะเสียงแหลมเล็ก บอกว่า พวกเจ้าทั้งห้าคน จงตัดสินใจกันเถิด เพราะระหว่างหนึ่งวันนี้ หากปิดฝาหีบเพลงเมื่อใด พิษจะแล่นเข้าหยุดการเต้นหัวใจ แล้วไม่เกินชั่วโมง อีกคนหนึ่งก็จะเข้ามามีชีวิตแทนที่คนที่ตายไป แต่พวกเจ้าจะปิดฝาหีบเพลงนี้ตอนใครอยู่ในร่างก็จงคิดกันให้ดี เพราะที่สุดแล้วหากพวกเจ้าไม่เลือก ครบหนึ่งวันมันก็จะหยุดเองอยู่ดี

โจอาคิมถามว่านางเป็นใครกันแน่ และตวาดว่า จงบอกความจริงมาอย่าโกหก แล้วนางก็ยิ้มอย่างน่ากลัวมาที่เขาและบอกว่า ไม่ต้องห้ามนางโกหกเพราะนางไม่ได้ชอบโกหก นางคือผู้ชื่นชอบล่อลวงโดยใช้ความจริง การหลอกลวงด้วยการโกหกเป็นวิธีตื้นๆที่มนุษย์ชั้นต่ำชอบทำต่อกัน แต่ไม่ใช่ความสนุกสนานในแบบของนาง

แล้วนางก็เปล่งรัศมีสีขาวระเบิดแสงสวยงามน่ากลัวจากร่าง เป็นรูปร่างที่ยากจะบอกว่าคือเทพธิดาหรือพญามาร บัดนี้เสียงของนางก้องกังวานอย่างประหลาดไปทั่วห้องว่า นางคือ อิกนอเรทเทีย ปีศาจแห่งบาปความหลงผิด ที่เหยื่ออันโอชะของนางคือมนุษย์ที่คิดว่าตนฉลาด ยิ่งเย่อหยิ่งจองหองในความสูงส่งของภูมิปัญญาและความเฉลียวฉลาดของตนเท่าใด ยิ่งเป็นเกมอันแสนสนุกให้นางได้บดขยี้ และความหอมหวานที่นางชอบมากคือมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีกว่าคนอื่น เพราะเวลานางใช้คุณธรรมความดีล่อหลอกให้ทำชั่วนั้นมันสะใจนางยิ่งนัก ด้วยนางจะใช้ กิเลสตัณหา ความโลภไม่สิ้นสุด ความเย่อหยิ่งหลงตัวเอง อคติและความเกลียดชังของมนุษย์นั้นแหละล่อลวงตนเอง แล้วความรับผิดชอบในผลกรรมนั้นจะตกที่มนุษย์นั้นเต็มๆไม่ใช่นาง แล้วนางก็หัวเราะด้วยความสาสะใจ ก่อนจะมืดหม่นหายวับไป ในขณะที่ทั้งสี่คนในห้อง ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว
ภาพประจำตัวสมาชิก
Administrator3
Site Admin
0
 
โพสต์: 186
Cash on hand: 333.00

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย Administrator3 เมื่อ ศุกร์ ม.ค. 11, 2019 4:39 pm

อันนาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอ่อนล้า และเจ็บปวดที่เท้ามาก มีเสียงดนตรีจากกล่องดนตรีดังแว่วอยู่ด้านข้าง และทุกคนที่เธอรักอยู่ในห้องร้องไห้และเศร้าโศก เมื่อได้รู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เธอนิ่งเหมือนภาวนาในใจชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะยิ้มน้อยๆ พูดกับพ่อแม่และคนรักว่า

ดูเหมือน ปีศาจตนนั้นจะพูดความจริงอีกครั้งมันไม่ได้โกหกน้องชายของเธอจริงๆด้วย เพราะที่สุด หากมีใครสักคนต้องตาย เป็นเธอเองจะดีที่สุด เพราะตั้งแต่ที่รู้ความจริงมา เธอก็รู้ว่า เคนนั้นถูกเลี้ยงดูต่างจากเธอมาก เขาถูกเลี้ยงดูให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ส่วนเธอนั้นยังสุขสบายกว่าเขามากนัก

เธอหันไปทางพ่อของเธอ และกล่าวว่า แม้แต่เมื่อต้องเลือกแยกกันพ่อก็เลือกที่ต้องดูแลเคน ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เสด็จพ่อยังคงระลึกในใจเสมอว่า เขาจะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป แน่นอนว่าประเทศขาดเจ้าหญิงไปสักคนได้ แต่จะไม่มีพระราชาคนต่อไปไม่ได้

พูดถึงตอนนี้ทุกคนร้องไห้ออกมา โจอาคิมเข้ากุมมือเธอพร่ำพูดแต่ว่า จะไม่ยอมให้อันนาตาย ส่วนพ่อและแม่ของเธอเหมือนถูกมีดกรีดแทงใจ ที่ลูกสาวสมเป็นเจ้าหญิง คิดถึงประเทศชาติก่อนความสุขส่วนตันและชีวิตตนเอง

อันนากุมมือคนรัก พูดกับเขาด้วยน้ำตานองหน้าว่า เธอโชคดีมีพรมากกว่าน้องชายมากนัก ชีวิตของเธอไม่เสียชาติเกิดเพราะได้มาพบรักแท้ แต่น้องชายของเธอไม่เคยรู้จักมันเลย เขาช่างน่าสงสารมาก เธออยากมอบความรักให้เขาในฐานะพี่สาวที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อเขาเลย โดยการมอบชีวิตของเธอเพื่อเขาเป็นการแสดงความรักครั้งสุดท้ายของเธอต่อเขา ดังนั้นขอให้ชายที่เธอรักอย่าได้โกรธแค้นน้องชายของเธอ เขาตัดสินใจแบบกษัตริย์จริงๆ กษัตริย์ถูกสอนเช่นนี้ ถ้ากษัตริย์ต้องสละอะไรสักอย่าง ไม่ว่าข้าทาสบริวารหรือประชาชนแม้แต่พระญาติพระวงศ์หรือคนรัก กษัตริย์ควรต้องรักษาชีวิตของตนไว้จนถึงอันดับสุดท้าย

และเธอก็ยิ้มทั้งน้ำตาพูดกับบิดามารดาที่มองเธอด้วยใจแตกสลายว่า เธอรู้ดีว่าถ้าที่สุดพ่อแม่ต้องเลือก พ่อแม่ก็จะต้องเลือกให้รัชทายาทอยู่ และเธอไม่โกรธเลย เพราะรู้ดีว่าในใจของพ่อแม่นั้นไม่ได้ต้องการให้เธอตายเลย ด้วยตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอรู้ดีว่าท่านทั้งสองรักเธอมากแค่ไหน เธอก็จะขอตอบแทนในฐานะลูกสาวผู้เป็นราชธิดา จึงขอให้การตัดสินใจนี้ เป็นของเธอเองไม่ใช่ของพ่อแม่ ขอพวกท่านอย่ารู้สึกผิดใดๆ

เธอหันไปมองชายคนรักบอกเขาว่าถ้าเลือกได้ เธอจะขอเป็นคนธรรมดา ได้รักกับเขา อยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ทำคณะละครด้วยกัน มอบความสุขให้ทุกคนที่มาชม เหมือนที่เขามอบความสุขให้เธอเสมอมา แต่ชีวิตจริงมันเป็นเช่นนี้ เธอไม่เสียใจเลย เพราะความรักที่เขามอบให้เธอนั้นล้ำค่านัก ขอโทษที่ไม่อาจเป็นภรรยา และแม่ของลูกๆในดินแดนชนบทอย่างที่ฝันกันไว้ แต่เธอจะขอนำความรักของเขาติดตัวเธอไปจนถึงโลกหน้า

แล้วเธอก็คว้ากล่องดนตรีวางบนตัก ร่ำลาทุกคนด้วยรอยยิ้มว่า พบกันใหม่ในสวรรค์

เสียงเงียบสงัดลงทันที ที่กล่องเพลงถูกปิด มีแต่เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของคนสามคน และ อันนาที่นอนหลับตาหายใจรวยริน


เหมือนมีลมพัดเข้ามาในห้องบรรทม ทั้งที่ประตูหน้าต่างปิดอยู่ หญิงสามคน ปรากฎตัวที่มุมห้อง คนที่ดูตัวเล็กที่สุดถือโถกำยานสีทองมีควันรวยรินเหมือนลมหายใจของอันนา พวกเธอเคลื่อนมาข้างเตียงอย่างรวดเร็ว สาวผมแดงพูดว่า ยังทันลมหายใจสุดท้าย สาวผมสีดำนำขนนกเล็กๆสีขาวอันหนึ่งใส่ในโถกำยาน ควันสีขาวสว่างดังแสง เธอยื่นโถไปที่ใบหน้าซีดเผือดของอันนา ควันขาวสว่างลอยล่องเข้าจมูกของอันนาอย่างรวดเร็วจนหมด จนยากที่จะบอกว่าเธอสุดมันเข้าไปหรือมันพุ่งเข้าไปเอง

ทั้งห้องเงียบสงัดลงอีกครับ ร่างบนเตียงตอนนี้คือเจ้าชายเคน เป็นครั้งแรกที่เขาได้ปรากฎตัวในโลกในช่วงเวลาบ่ายแบบนี้

หญิงสาวผมแดงบอกกับทุกคนในห้องว่า ปีศาจแห่งบาปที่ฉลาดที่สุด จริงๆนางเองอาจจะรู้ดีว่า บางสิ่งถูกลิขิตในกาลเวลาไม่อาจเปลี่ยนแปลง นางก็จะขอปั่นป่วนเปลี่ยนแปลงสร้างทุกข์ในสิ่งเล็กๆเท่าที่สามารถ เมื่อเห็นทุกคนยังงอยู่ นางจึงอธิบายว่า เหมือนแม่น้ำสายใหญ่ที่น้ำทุกหยดต้องไหลไปสู่ทะเล ถ้าท่านเอาหินไปกั้นไว้สักก้อน ท่านจะกั้นหยดน้ำสักหยดหนึ่งไม่ให้ไหลไปทะเลได้ไหม มันอาจหยุดชั่วครู่ แล้วมันก็แค่ต้องอ้อมหินไปเท่านั้นเอง เพราะสุดท้ายมันจะถูกดึงด้วยแรงของสายน้ำกระแสหลักใหญ่ที่ถาโถมไม่ยอมหยุด กระแสแห่งชะตากรรมและกาลเวลาก็เช่นกัน ปลายทางถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ทิศทางอาจจะเบ้เบี่ยงไปมาเนิ่นช้าไปบ้างระหว่างทางได้ แต่จักรวาลจะดึงทุกอย่างกลับไปสู่จุหมายของมัน

หญิงสาวตัวเล็กผมทองจึงพูดว่า การที่พระราชินีกินผลไม้แล้วเจ้าหญิงอันนาถือกำเนิดก่อนแล้วกลายเป็นเจ้าชายเคนตามมา นั่นชัดเจนว่า ชะตาชีวิตของท่านทั้งสองจะมีลูกสาวคนโตและลูกชายคนเล็กอยู่แล้ว

เมื่อยังเห็นทุกคนทำหน้างงอยู่อีก หญิงสาวผมดำจึงอธิบายว่า แท้จริง หากนางแม่มดไม่มาเสนอผลไม้ อีกไม่นาน ท่านจะมีลูกสาวคนโต และในเวลาต่อมา ก็จะได้ลูกชายคนที่สอง แต่ก่อนหน้านั้นท่านคงไม่รู้ว่าเหล่าปีศาจได้ใช้สถานการณ์ และคำพูดคนรอบข้าง สร้างความวิตกกังวลให้พวกท่านเป็นระยะ ให้พวกท่านกลัวว่าใกล้เวลาที่จะหมดโอกาสมีลูกแล้ว จนเมื่อนางแม่มดมาเสนอตัวพวกท่านก็รีบคว้าไว้ จนทำให้เด็กทั้งสองเกิดก่อนเวลามาเป็นแฝดประหลาดแบบนี้

หญิงสาวตัวเล็กเสริมว่า เชื้อสายในอนาคตของเจ้าหญิงอันนา ได้ถูกลิขิตด้วยชะตากรรมยิ่งใหญ่เอาไว้แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะถูกปั่นป่วนอย่างไร เธอต้องมีทายาท นั่นแปลว่าเธอต้องมีชีวิต


โจอาคิมดีใจมาก ร้องเสียงดังด้วยความหวัง แปลว่าพวกท่านจะช่วยให้อันนากลับมามีชีวิตใช่ไหม

หญิงสาวผมแดงหันไปบอกโจอาคิมว่า สิ่งที่อันนาทำนั้น หมดจดงดงามนัก เธอไม่มีความอยากตายเลยเธอมีแต่ความอยากอยู่กับท่าน การกระทำของอันนาจึงไม่ใช่การฆ่าตัวตายที่เป็นบาปมหันต์ แต่เธอสละชีวิตของตนเพื่อคนอื่นได้รอด แม้คนนั้นจะพานำความตายนี้มาให้เธอ เธอก็ไม่โกรธแค้นมีแต่ความรักให้

ที่พวกเราทำเป็นการช่วยนำทางจิตวิญญาณของเธอ ไปยังสถานะพิเศษในโลกแห่งจิตวิญญาณ ขนนกนั้นจะนำเธอไปหาเจ้าของของมัน คือมหาวิหกผู้เป็นจิตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกำเนิดชีวิต และการกลับคืนชีพ ตั้งแต่เนรมิตสร้างโลกเทร่านี้

ฟีนิกส์สีขาว ผู้เป็นต้นกำเนิดฟีนิกส์ทุกตัวในโลกเทร่า ผู้มอบพรแห่งการมีชีวิตอมตะและการกลับคืนชีพใหม่จากเถ้าถ่านของตนทุุกครั้งที่แผดเผาตนเองของเหล่าวิหกเพลิงในเทร่า การสละชีวิตของอันนา เป็นภาพเสมือนของการบูชายัญตนเองของท่าน สิทธิพิเศษนี้จึงถูกอนุญาตให้เกิดขึ้น และเราก็ช่วยนำทางให้เธอ จะได้ไม่เสียเวลาหลงทางนานเนิ่นเกินไปในโลกแห่งจิตวิญญาณ

สาวผมดำเสริมว่า ปัญหาของอันนาซับซ้อนเพราะร่างกายของเธอมีร่างเดียวกับเคน เมื่อเธอมอบให้เคน เธอต้องมีชีวิตในร่างใหม่ เธอจึงต้องไปพบท่านฟีนิกสืขาว เพื่อจะแผดเผาตนเองในเพลิงสีขาวอันบริสุทธิ์ของท่านมหาวิหค แล้วจะกลับคืนชีพพร้อมกับท่านโดยมีร่างกายอีกครั้งได้


ถึงตรงนี้ทุกคนในห้องดีใจ โลดเต้น แต่เมื่อเห็นหญิงทั้งสามยังมองนิ่งๆ ทุกคนจึงดึงสติและฟังพวกเธอต่อ

หญิงสาวร่างเล็กเดินไปหาโจอาคิม บอกเขาว่า แม้อันนาจะมีร่างใหม่ แต่นางอยู๋ในโลกแห่งจิตวิญญาณ ท่านต้องพานางกลับมา โจอาคิมรีบประกาศว่าต่อให้อันตรายแค่ไหน ต่อให้ต้องตายเขาก็ไม่กลัว หญิงสาวทั้งสามยิ้ม รู้ดีว่าเขาจะพูดแบบนี้ พวกนางบอกว่าปัญหาไม่ใช่ความกล้าหาญหรือความรักของท่าน แต่คือความเชื่อ และมุ่งมั่นของท่าน ท่านจะต้องมีความเชื่อยิ่งใหญ่กว่าความจริงของโลกกายที่ท่านยืนอยู่นี่ เพราะท่านกำลังจะพาคนจากโลกแห่งจิตวิญญาณมาที่โลกนี้ โจอาคิมบอกว่า เขาเชื่อเพราะจากประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เขาพบเจอด้วยตนเองทั้งหมด หากเล่าให้คนอื่นฟังคนอื่นคงไม่เชื่อ แต่เขาผู้พบเจอเอง เชื่อจนกล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อยืนยันความจริง ขอให้บอกมาว่าเขาต้องทำอย่างไร

หญิงสาวผมแดงจึงบอกเขาว่า ทางเชื่อมที่ง่ายที่สุดที่คนในโลกแห่งคนเป็นและโลกแห่งจิตวิญญาณนัดพบกัน คือทางโลกแห่งความฝัน ด้วยความฝันท่านจะพบอันนาได้ หรืออาจพบใครก็ได้ที่จากโลกนี้ไป แต่ทว่า กฎเหล็กของมันคือมันเหมือนที่นัดพบแล้วลาจากกลับสู่โลกของตนไม่มีใครผ่านไปอีกโลกหนึ่งได้ วาลคิวเร่ ดานิเอลล่า จะไม่มีวันให้วิญญาณหนึ่งใด สลับสับเปลี่ยนสถานที่ที่พวกเขาจากมา เสียงขลุ่ยอันมหัจรรย์ของนางมีไว้สำหรับจิตวิญญาณโดยเฉพาะโดยวิญญาณไม่รู้ตัวเลยว่าได้ยินเสียงขลุ่ยอยู่ แต่ด้วยความที่ท่านเองเติบโตกับดนตรีมาแต่เด็ก จงใช้พรสวรรค์ทางตนตรีของท่าน ในโลกความฝันนั้น ท่านต้องจับเสียงดนตรีที่หูมนุษย์ไม่ได้ยิน จากขลุ่ยวิเศษของดานิเอลล่า ให้ได้

้หญิงทั้งสามบอกว่า เราจะช่วยท่านด้วยเสียงพิณของพวกเรา พิณที่เป็นของประทานจากสวรรค์จะนำเสียงที่ได้ยินจากในความฝันเท่านั้นสู่ท่าน เราจะเล่นพิณสามตัว เสียงจากพิณตัวแรกจะเล่นเพลงเดียวกับเสียงขลุ่ยของดานิเอลล่า ในฐานะผู้มีชีวิตกับวงออเครสตร้ามาตลอดชีวิต ท่านจงจินตนาการให้ได้ว่าเสียงขลุ่ยเพลงนั้นจะเป็นอย่างไร แล้วท่านจะได้ยินเสียงขลุ่ยของนางจริงๆในโลกความฝันได้ พิณตัวที่สองจะทำอานุภาพแบบเดียวกับขลุ่ยของนางคือลบอานุภาพของการแยกสองโลกแต่เชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน พิณตัวที่สามจะนำทางท่านกลับสู่โลกนี้ ท่านต้องแยกเสียงขลุ่ยของดานิเอลล่า กับเสียงพิณที่สามนี้ อย่าตามเสียงขลุ่ยของดานิเอลล่าแต่จงตามเสียงพิณตัวที่สามเพื่อท่านจะเข้าสู่ในโลกแห่งความจริงพร้อมอันนาเพื่อให้นางมีชีวิตและตัวตนที่นี่ โดยท่านต้องเชื่อมั่นว่า อันนากลับคืนชีพ มีชีวิต และมีร่างกายจริงๆ ตลอดทางนั้น อย่าสงสัย แต่จงเชื่อ

เอาล่ะท่านจงอดนอนสักสามคืน เพราะในการนี้ท่านจำต้องหลับสนิทจริงๆ เพื่อแน่ใจว่าท่านจะไม่ตื่นกลางคันเมื่อยังไม่ถึงเวลา และตื่นขึ้นมาได้ตรงเวลาจริงๆ

ในคืนพระจันทร์เต็มดวงสามวันต่อมา ห้องบรรทมของเจ้าหญิงอันนามีเสียงพิณเคล้าคลอตลอดคืน

และไม่นานราชโองการสละฐานันดรของเจ้าหญิงอันนาก้ถูกประกาศไปทั่วดินแดน และไม่มีใครพบเห็นเจ้าหญิงอีกเลย
ภาพประจำตัวสมาชิก
Administrator3
Site Admin
0
 
โพสต์: 186
Cash on hand: 333.00

Re: Song of Soprana

โพสต์โดย Administrator3 เมื่อ ศุกร์ ม.ค. 11, 2019 6:13 pm

เชิ้อสายของกษัตริย์เดวิท

บนชั้นสองของบ้านหลังย่อมในสวนลูกแพร์ ริมลำธารในชนบทของอัลโต ซึ่งภายนอกดูเป้นบ้านชาวสวนธรรมดา แต่ที่จริงเป็นหนึ่งในที่นัดพบลับของหน่วยสกาเลทวิงค์ ชายสองคนหญิงหนึ่งคน ยังคงคร่ำเครียดกับการสนทนา

"ถึงตอนนี้จะให้ตามหาเชื้อสายของเจ้าหญิงอันนา ที่ไม่มีประวัติ บันทึกอะไรใดๆนอกจากคำบอกเล่าของผู้หญิงสามคนที่โลกคิดว่าเธอมีตัวตนอยู่ในตำนาน ...ต้องระดมทั้งกองทัพช่วยกันหาเท่านั้นแหละ"

"ท่านเลวิส ท่านก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เราให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะกษัตริย์อเดลเบริ์ท และ ไอ้แ...เอ่อ อัครมหาเสนาบดี มาร์กเซ็น" เคที่จ้องหน้าชายวัยกลางคน ที่นั่งจมกองเอกสารอยู่ตรงหน้า

"ทำไมผู้หญิงสามคนนั้นไม่ช่วยชี้ไปเลยว่า เขาเป็นใคร ชื่ออะไรอยู่ที่ไหน..."

"พวกนางก็ไม่รู้ถึงขั้นนั้นขอรับ พวกนางบอกว่านางแค่ทราบจากวิถีดวงดาวเมื่อ17ปีก่อน ดาวแห่งอควาเรียสเคลื่อนตัวแปลกจากวิถี อันบ่งบอกว่าเชื้อสายของเจ้าหญิงอันนามาบรรจบพบกันอีกครั้งเท่านั้น"

"คือหมายถึงว่า พ่อและแม่ของเชื้อพระวงศ์นอกวังท่านนี้ เป็นเชื้อสายของเจ้าหญิงอันนาทั้งคู่ ได้ถูกลิขิตมาพบเจอและมีทายาทด้วยกัน จึงทำให้มีสายเลือดเข้มข้นของการเป็นเชื้อสายกษัตริย์เดวิทด้วยเช่นกันค่ะ"


"และนางบอกว่า เข้มข้นพอที่ไม้คทาของกษัตริย์เดวิท จะพิสูจน์ตัวตนของเชื้อพระวงศ์ผู้นี้ได้ขอรับ"

"นั่นน่าจะยากเข้าไปอีกมั้ง ตอนนี้ไม้คทาอันนั้นเป็นสมบัติราชวงศ์ อยู่ในห้องเก็บสมบัติในพระราชฐานชั้นใน ซึ่งถ้าทูลขอเอาออกมา ก็ได้รู้กันทั้งประเทศเลยแหละ นอกจาก....."

เลวิสมองหน้าคนทั้งสอง ก่อนที่อิชาจะพูดขึ้น "ข้าจะลอบเข้าไปเอามาเองขอรับ"

"ไม่ได้หรอก อิชา ฉันไม่อยากเสี่ยง ไม่ได้จะบอกว่า เจ้าจะทำไม่ได้นะ ฉันรู้ดีว่าเจ้าเก่งกาจแค่ไหน แต่ยังไงเจ้าก็เป็นมือสังหารมากกว่าจะเป็นขโมย การป้องกันภายในมันแน่นหนามาก หากเจ้าเผลอทำใครตายสักคน ไม่นานต้องมีคนรู้ว่ามีสมบัติถูกขโมย ฉันว่าจะใช้คนที่ขโมยได้อย่างแนบเนียนชนิดที่คนโดนขโมยไม่รู้ตัวดีกว่า"

"จะใช้รอบบิ้นเหรอคะ"

"มีใครเห็นค้านไหมล่ะ"

"ตานั่นทำได้แน่คะ แต่เรื่องนี้คนจะรู้เยอะขึ้นไป...."

"ฉันเข้าใจจุดนั้นดี รอบบิ้นจะรู้แค่ว่า ภารกิจคือ ต้องขโมยไม้คทาของกษัตริย์เดวิท ส่วนเพื่ออะไรยังไงนั้นจะไม่แจ้งในภารกิจ"


รูปภาพ


เคที่สีหน้ากังวล มองลูวิชอย่างเป็นห่วง

"มีอีกอย่างนะคะ ที่ฉันต้องบอก อันนี้ไม่มีในเอกสารค่ะ"

เธอหันไปมองอิชาแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ

"หญิงทั้งสามเตือนว่า จากสถานการณ์ตอนนี้ และจากการที่พระราชาอเดลเบริ์ททรงประชวร ถ้าไม่ทรงหายประชวรในเร็ววัน จะเกิดเหตุการณ์วิกฤตการเมืองแน่นอนค่ะ"

เคที่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากและพูดต่อ

"หากอาการพระประชวรหนักขึ้น ไม่ว่าจะมาจากการถูกทำให้ป่วยหนักขึ้น หรือหนักขึ้นเอง ก็เป็นประโยชน์ต่อมาร์กเซ็นทั้งนั้น ไม่นานเขาน่าจะขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนค่ะ และพระราชินีองค์ปัจจุบันน่าจะอยู่ใต้การควบคุมของเขาได้ง่าย เพราะนางเป็นสามัญชนมาก่อนไม่มีเครือข่ายเส้นสายใดๆนอกจากมาร์กเซ็นเอง พระราชาอเดลเบริ์ทยังไม่มีรัชทายาท ดังนั้น ขั้นต่อไป คือการสรรหารัชทายาทที่มาร์กเซ็นจะควบคุมได้ หรือไม่ก็.... ช่วงชิงราชบัลลังค์เองค่ะ"

ความเงียบครอบคลุมห้อง ที่ทั้งสามยังคงนั่งหน้าตาเคร่งเครียด ก่อนที่เคที่จะพูดต่อว่า

"พวกนางย้ำว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจ หน่วยเรดกริฟจะเป็นเป้าหมายแรกค่ะ ซึ่งมี2ทางคือ เขาจะเข้ายึดอำนาจปกครองหน่วย และหากไม่สำเร็จ เขาอาจกำจัดหน่วยนี้ทิ้งค่ะ ไม่ว่าทางใดคนที่จะต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้แน่ๆคือท่านเลวิสซึ่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของเรานะคะ"


เลวิสนั่งนิ่งฟัง ในหัวของเขาเองก็เคยคิดกังวัลเรื่องพวกนี้มาก่อน แต่ก็ยิ้มน้อยๆกลบเกลี่ยนความวิตกกังวล และไม่ให้ลูกน้องของตนวิตกจนเกินไป พูดติดตลกว่า

"ยังไงล่ะ คราวนี้พวกนางรู้อนาคตว่าเป็นลิขิตฟ้าอีกหรือไง"

"ไม่เชิงขอรับ พวกนางไม่ได้รู้ทุกอย่างในโลกแบบเห็นอนาคตด้วยพลังวิเศษเช่นนั้นขอรับ พวกนางบอกว่าจะรู้แค่บางเรื่องที่เป็นนิมิต หรือการเปิดเผยอย่างพิเศษ แต่บางเรื่องพวกนางทำนาย... แต่ไม่ใช่ทำนายโดยไสยศาสตร์หรือโหรราศาสตร์นะขอรับ แต่ด้วยการวิเคราะห์แบบพิเศษ ข้าไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกันขอรับ..."

"คือฉันสรุปอธิบายให้ได้นะคะ คือพวกนางมีพลังวิเศษส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากความรู้และการวิเคราะห์ที่สะสมจากาลเวลาค่ะ เช่นท่านซีลีน ท่านใช้เวลา 389 ปี อ่านหนังสือในห้องสมุดทั่วโลกมาแล้วค่ะ เท่ากับว่าท่านรู้ข้อมูลมากมายมหาศาลจากทั่วโลก แม้แต่หนังสือบางเล่มที่สูญหายหรือถูกทำลายไป บางเล่มท่านก็ได้อ่านก่อนมันสาปสูญไปค่ะ ส่วนท่านคาเร็นมีความสามารถการวิเคราะห์ที่ละเอียดอ่อนมาก มีคุณสมบัติพิเศษในการเชื่อมโยงเรื่องต่างๆเข้าด้วยกัน และท่านมารายห์ท่านมีสัญชาติญาณถึงอันตรายหรือเรื่องดีที่จะเกิดในระยะสั้นๆได้จนเกือบเหมือนการหยั่งรู้ แล้วพอสามคนมาอยู่ด้วยกันมีการเชื่อมต่อบางอย่าง ที่ฉันก็เรียกไม่ถูกแต่คล้ายๆการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณ ทำให้ความสามารถทั้งหมดมารวมกัน แล้วสามารถบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้อย่างมีความแม่นยำสูงค่ะ"


เลวิสยิ้มอ่อน รู้ดีว่าผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองเป็นห่วงตนมาก "ฉันจะระวังตัว ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันจะไม่ยอมโดนไอ้เฒ่าสารพัดพิษนั่นเล่นงานง่ายๆแน่"

เลวิชลุกขึ้นมองนอกหน้าต่าง หันสีหน้ากังวลออกจากสายตาของเคที่และอิชา แล้วพูดขึ้นว่า

"มีเวลา 389 ปี อ่านหนังสือเหรอ น่าอิจฉาชะมัด หนังสือ 5เล่มที่ฉันซื้อมาจากเทศกาลหนังสือตั้งแต่ปีที่แล้ว ป่านนี้ยังได้อ่านเลย"

แล้วทั้งสามคนก็หัวเราะออกมา
ภาพประจำตัวสมาชิก
Administrator3
Site Admin
0
 
โพสต์: 186
Cash on hand: 333.00


ย้อนกลับไปยัง Summoner Novel

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

cron